แวดวงสาธารณสุข : คือความเข้าใจ
ตรวจเลือด HIV สำหรับวัยรุ่น

           “พี่ครับ อาการแบบนี้ ผมเป็นเอดส์หรือเปล่า”

            “หนูอยากจะรู้ว่าติดเชื้อเอชไอวีหรือเปล่า แล้วจะไปตรวจที่ไหนได้บ้าง ต้องทำอย่างไร”

            “มีที่ไหนบ้างที่เค้าจะตรวจเลือดให้หนู เอาที่แบบไม่ต้องบอกชื่อแล้วเป็นความลับนะ หนูไม่อยากให้พ่อแม่หนูรู้”

        ตลอดระยะเวลาที่ทำงานด้านเอดส์มา ผมเคยให้คำปรึกษากับวัยรุ่นหลายคน ที่มีความกังวลใจเช่นคำพูดข้างต้น ว่าอาจจะติดเชื้อเอชไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน

        พวกเขาจำนวนหนึ่งเป็นวัยรุ่นที่อายุยังไม่ถึง ๑๘ ปี

        ข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ก็คือ วัยรุ่นทั่วโลกซึ่งรวมถึงประเทศไทยมีเพศสัมพันธ์ไปแล้วและจำนวนหนึ่งก็ไม่ได้ป้องกันด้วยถุงยางอนามัย ซึ่งหมายความว่ามีโอกาสรับเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมทั้งเอชไอวีอันเป็นสาเหตุของอาการภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเอดส์

        ข้อเท็จจริงอีกข้อคือ มีวัยรุ่นจำนวนมากที่กังวลว่าตัวเองจะติดเชื้อเอชไอวี ดูได้จากเว็บบอร์ดต่างๆ ที่ถาม-ตอบเรื่องเอดส์ (ลองดูที่ http://www.aidsaccess.com เป็นตัวอย่าง)

        แต่ก็มีข้อเท็จจริง (อีกแหละ) แนวปฏิบัติของแพทย์เกี่ยวกับเรื่องเอดส์ ของแพทยสภาปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อที่ ๒.๘ ระบุไว้ว่า

        “หากผู้รับการตรวจเป็นผู้ที่มีอายุน้อยกว่า ๑๘ ปี และยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส หรือเป็นผู้ที่บกพร่องทางกายหรือจิต ซึ่งไม่สามารถเข้าใจหรือตัดสินใจในขั้นตอนต่างๆ ของกระบวนการปรึกษาก่อนตรวจ การขอความยินยอมในการตรวจ และการแนะนำให้คำปรึกษาหลังทราบผลการตรวจ ให้ดำเนินการดังกล่าวแก่ผู้ปกครองหรือผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้รับการตรวจแทน...”

        สรุปก็คือ ถ้า “เด็ก” อายุต่ำกว่า ๑๘ ปี หรือผู้บกพร่องทางกายหรือจิต จนไม่เข้าใจหรือตัดสินใจไม่ได้ ต้องได้รับการยินยอมก่อนตรวจ และได้รับการแจ้งผลหลังตรวจโดยผู้ปกครองหรือผู้แทน

        สถานการณ์ปัจจุบัน การได้รู้ผลเลือดว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเจ้าตัวเอง โดยเฉพาะถ้าทราบว่าติดเชื้อก็จะเข้าถึงการรักษา ได้รับการตรวจระดับภูมิต้านทาน ได้รับยาป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาส และยาต้านไวรัสเอชไอวี เมื่อถึงเกณฑ์ที่ควรจะได้รับ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งแตกต่างจากเมื่ออดีตที่ว่า ถ้าติดเชื้อแล้วก็มักจะได้รับคำแนะนำแบบพื้นๆ ว่า อย่าเครียด กินอาหาร ๕ หมู่ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ฯลฯ แล้วก็ได้แต่รอว่า ป่วยเมื่อไร ก็ไปหาหมอเมื่อนั้น

        ทว่าความก้าวหน้าทางการรักษาปัจจุบัน ไม่ต้องรอให้ป่วย แต่จะได้รับบริการต่างๆ ตั้งแต่ยังไม่ป่วย เพราะเป็นเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้ติดเชื้อเอง    

        ปัญหาก็คือ วัยรุ่นจำนวนมากหลังจากได้รับคำปรึกษา/ข้อมูล ก็อยากจะตรวจเลือด แต่เนื่องจากอายุไม่ถึง ๑๘ ปี ต้องให้ผู้ปกครองยินยอมก่อนถึงจะตรวจได้

        แล้วจะไปอธิบายยังไงให้ผู้ปกครองยินยอมให้ตรวจ เพราะไปตรวจเลือดเอชไอวีนะ ไม่ใช่ไปขออนุญาตไป English Camp จะได้หาเหตุผลอธิบายได้ง่ายๆ

        เยาวชนจำนวนมากที่อายุต่ำกว่า ๑๘ ปีก็ได้แต่ภาวนา รอคอยไปก่อน ดีกว่าไปขออนุญาตผู้ปกครอง หรือไม่ก็ไปหาที่ตรวจที่ไม่ต้องดูบัตรหรือถามไถ่อะไรเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีบริการให้คำปรึกษาที่ดีทั้งก่อนตรวจและหลังการตรวจในทุกที่ เพราะเป็นบริการที่ “อยู่นอกระบบ”

        ต้องช่วยกันคิดล่ะครับว่า เราจะช่วยเยาวชนที่อายุไม่ถึง ๑๘ ปีได้อย่างไร เพราะพวกเขาก็มีสิทธิที่จะได้รับการรักษาที่รวดเร็ว และมีมาตรฐานเหมือนคนที่อายุเกิน ๑๘ ปีเหมือนกัน

        ผมเสนอ ๒ ทางเลือกครับคือ แก้ระเบียบของแพทยสภาให้ลดอายุจาก ๑๘ ปีมา จนเหลือสักระดับ ม. ต้น คือ อายุสัก ๑๒-๑๓ ปีแถวๆ นั้น

        หรือไม่ก็เปิดสถานบริการที่เป็นมิตรให้วัยรุ่นเข้าถึงง่ายๆ เป็นความลับ ไม่ต้องใส่ใจเรื่องส่วนตัวมากนัก แต่ใส่ใจต่อปัญหาของวัยรุ่นเป็นหลัก

          ยึดปัญหาของผู้มารับบริการเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ยึดอายุเป็นตัวตั้ง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 6
วัยรุ่นชอบทำอะไรไม่คิด (นี่เป็นคำพูดของผู่ใหญ่ที่มองวัยรุ่นในสมัยนี้) ความถูกต้องกับความรู้สึกมันมักจะสวนทางกันแต่บางครั้งมันก็ยากที่จะเลือกทางที่ถูก จริงไหมค่ะ คุณผู้อ่าน
ป๋าป๊อบ เกวลี
(23 กันยายน 2555  เวลา 20:03:18)
ความคิดเห็นที่ 5
เห็นด้วยกับ ก็เปิดสถานบริการที่เป็นมิตรให้วัยรุ่นเข้าถึงง่ายๆ เป็นความลับ ไม่ต้องใส่ใจเรื่องส่วนตัวมากนัก แต่ใส่ใจต่อปัญหาของวัยรุ่นเป็นหลัก ยึดปัญหาของผู้มารับบริการเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ยึดอายุเป็นตัวตั้ง  เอาหน่วยบริการสาธารณสุขของภาครัฐและเอกชน เปิดคลินิกบริการที่เป็นมิตร กลุ่มเป้าหมายหลัก คือเยาวชน ที่มีปัญหาทั้งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อยากรตรวจเลือด หรือ การตั้งครรภ์ไม่พร้อม  หลายๆหน่วยงานควรจะร่วมด้วยช่วยกัน ถึงจะสำเร็จ ตีโจทย์ให้แตกก็แล้วกันว่าควรทำอย่างไร
orawan
(19 กุมภาพันธ์ 2555  เวลา 18:41:32)
ความคิดเห็นที่ 4
เห็นด้วยกับการลดอายุลง แต่คงต้องเตรียมความพร้อมทั้งตัวเจ้าหน้าที่ คนรอบข้างเด็ก ทั้งครู ผู้ปกครอง หรือแม้แต่ตัวเด็กเอง
Dr. Arhabb
(19 มกราคม 2552  เวลา 19 13:04)
ความคิดเห็นที่ 3
เป็นบทความที่ดีมาก ...น่าจะออกมาเปิดเผยกันนานแล้ว..เพราะเราดูไม่ออกจริง ๆ ว่าใครมีเชื้อ hiv ในร่างกาย ขอให้แก้ระเบียบของแพทย์สภาให้ได้ในเร็ววัน...แล้วจะนำข้อมูลที่ได้ไปขยายผลที่โรงเรียนค่ะ
 "ถักทอสายใยเพื่อชีวิต" คนขุนเขา
(18 มกราคม 2552  เวลา 18 23:06)
ความคิดเห็นที่ 2
ขออนุญาคพิมพ์ออกไปติดบอร์ดให้นักเรียนอ่านนะครับ ขอบคณครับ
ครูเอก
(17 มกราคม 2552  เวลา 17 14:20)
ความคิดเห็นที่ 1
ขอบคุณครับ  บทความนี้ผมจะคัดลอกไปติดที่ป้ายนิเทศมุมเพื่อนใจวัยบรุ่นของโรงเรียนให้นักเรียนได้อ่านกัน  เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่น้อยเลย  
ป๋าเสก
(17 มกราคม 2552  เวลา 17 08:49)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อาคารร่วมประสงค์ ชั้น 3
37/1 ถนนเพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-653-7563-5 โทรสาร: 02-653-7566
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
33557369