แวดวงสาธารณสุข : คือความเข้าใจ
การสื่อสารเรื่องเอดส์แบบตรงๆ

รูปจาก http://entertainment.th.msn.com

          เมื่อประมาณปลายเดือนมกราคม ได้มีโอกาสไปอบรมให้กับอาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) ของกทม. ในเรื่องการปรับเปลี่ยนทัศนคติและความเข้าใจในเรื่องเอดส์

          เริ่มต้นผมมีคำถาม ๒ ข้อให้ลองตอบและแลกเปลี่ยนกัน คำถามนั้นก็คือ

          ๑. คุณคิดว่า ในชุมชนของคุณมีปัญหาเรื่องเอดส์มากหรือน้อย

          ๒. คุณคิดว่า ครอบครัวของคุณมีโอกาสที่จะเจอปัญหาเรื่องเอดส์มากหรือน้อย

          น่าแปลกใจมาก ที่ทั้งข้อที่ ๑ และ ๒ เกือบทั้งหมดเลยบอกว่าเป็นปัญหาน้อย โดยเฉพาะข้อที่ ๒ ไม่มีใครคิดเลยว่า ครอบครัวของตนเองจะมีโอกาสพบปัญหาเรื่องเอดส์

          สิ่งที่ อสส. หรืออีกบทบาทหนึ่งก็เป็นผู้นำชุมชนด้วยเชื่อว่าชุมชนของพวกเขามีปัญหาเรื่องเอดส์น้อย ส่วนใหญ่ที่ให้เหตุผลคือ ตัวเลขผู้ป่วยในชุมชนน้อย หรือไม่ก็ไม่ค่อยเห็นผู้ป่วย และเด็กวัยรุ่นก็กล้ามาขอถุงยางมากขึ้น

          สรุปว่า จะมีปัญหาหรือไม่ ให้ดูจากการปรากฏของผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์เป็นหลัก

          ครั้งหนึ่งเคยร่วมประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งหนึ่ง ผู้ว่าฯ ก็ถามสาธารณสุขว่า ผู้ป่วยเอดส์ในจังหวัดมีเท่าไหร่ พอสาธารณสุขจังหวัดตอบตัวเลขไป ผู้ว่าฯ ก็นำประชากรทั้งจังหวัดมาหารหาค่าเฉลี่ยแล้วก็บอกว่า ไม่เท่าไหร่... ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของจังหวัดเรา

          บ้านเราชอบเอาตัวเลขไปผูกกับขนาดของปัญหา ถ้าตัวเลขสูงก็เร่งกันทีเพื่อให้ตัวเลขลด หลังจากนั้นก็บอกว่าเราแก้ปัญหา (อย่างบูรณาการ) สำเร็จแล้ว ตัวอย่างง่ายๆ เลยก็คือ หวัด 2009 จนสุดท้ายวิธีง่ายที่สุดก็คือ หยุดแถลงข่าวรายวัน ให้มาเป็นรายอาทิตย์ แล้วค่อยๆ หายไปพร้อมกับตัวเลข

          ส่วนคำตอบข้อที่สอง อสส.ทั้งหมดบอกว่า ครอบครัวของตนเองมีโอกาสพบปัญหาเรื่องเอดส์น้อยมากหรือไม่มีเลย ประมาณว่าคนในครอบครัว ไม่สำส่อน แต่งงานแล้ว ไม่เที่ยว ไม่เสเพล ไม่ดื่มเหล้า เป็นครอบครัวอบอุ่น ที่เด็ดก็คือ คุณป้าคนหนึ่งตอบว่า มีแต่ลูกสาว และลูกสาวไม่เสี่ยงหรอกเพราะเป็นคนใจบุญสุนทาน ชอบตักบาตร เข้าวัด

          พูดง่ายๆ ว่า “คนดี” ไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ แต่คนเสี่ยงเอดส์คือ “คนไม่ดี” เอ...ช่างเหมือนกับที่เคยได้ยินรองผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งหนึ่งกล่าวไว้ในที่ประชุมอนุกรรมการเอดส์จังหวัดทำนองนี้ แถมมีการสมน้ำหน้าผู้ติดเชื้อ “บางประเภท” อีกต่างหาก

          คนที่มีโอกาสรับเชื้อเอชไอวี คือคนที่ “มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีโดยไม่ป้องกัน ซึ่งดูไม่ออกว่าใครมีเชื้อ” (แม้แต่ผู้ที่ติดเชื้อเองในประเทศกว่าครึ่งก็ยังไม่รู้ว่าตนเองมีเชื้อเอชไอวีเลย)

          ไม่ได้เกี่ยวกับการเป็น “คนดี” หรือ “คนไม่ดี” ตรงไหน

          ใครก็ทำได้ที่ไปร่วมเพศโดยไม่ป้องกัน ซึ่งมีหลายสาเหตุ ทั้งเหตุผลเชิงค่านิยม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ ฯลฯ ล้วนมีโอกาสเสี่ยง และส่วนใหญ่ก็ไม่คาดคิดว่า คู่นอนที่เรา “เลือก” ที่จะนอนด้วยมีเชื้อเอชไอวี

          จะไปคาดคิดได้อย่างไร ในเมื่อความเสี่ยงต่อการติดเชื้อถูกนำไปผูกโยงไว้กับคนดี/ไม่ดี ขนาดตัวเลขของผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์บ้านเราก็ไม่ใช่น้อยนะ และถ้าคิดว่า ผู้ที่กำลังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน และก็ไม่รู้สึกว่าตนเองกำลังเสี่ยงอีกเท่าไหร่ ผู้ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เลย แต่กำลังเดินทางเข้าสู่สถานการณ์และโอกาส เช่น เข้าสู่วัยเจริญพันธ์ กำลังมีความรัก เกิดความใกล้ชิด มีอารมณ์เพศ ไม่เคยถูกเรียนรู้ทักษะที่สำคัญที่จำเป็นต่อการมีเพศสัมพันธ์หรือความสัมพันธ์ในคู่เลย อีกจำนวนเท่าไหร่

          ขนาดปัญหาของผู้คนเหล่านี้ไม่เคยถูกเอาเข้ามารวมเป็นปัญหาเอดส์เลย ทั้งๆ ที่สถานการณ์การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน การเปลี่ยนคู่นอน เราพบเห็นได้ทั่วๆ ไป เกิดได้กับคนทั่วๆ ไป แต่เราชอบคิดว่าไม่น่าจะเกิดกับ “คนของเรา” เพราะว่าในครอบครัวของเรามีแต่ “คนดี”

            แล้วคนในครอบครัวของเราต่างกับคนทั่วๆ ไปอย่างไรกันล่ะ­

          อสส. รองผู้ว่าฯ ตลอดจนผู้ว่าฯ เข้าใจอย่างนี้ ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ผิดคาดอะไร เพราะตลอดเวลาเราสื่อสารเรื่องเอดส์กับสังคมแบบมัวๆ และนัวๆ กันมาตลอด นายกฯ อภิสิทธิ์ก็ยังมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ “รักเดียวใจเดียว รักครอบครัว ไม่เสี่ยง” ในวันเอดส์โลกที่ผ่านมาเลย มั่นใจนะว่า คนที่ติดเชื้อเอชไอวี ไม่มีคนที่รักเดียวใจเดียว รักครอบครัวรวมอยู่ด้วย

          เคยถามสาธารณสุขอำเภอว่า ขึ้นป้ายที่หน้าสำนักงานสาธารณสุขว่า “เอดส์หยุดได้ ร่วมใจรักษาสัญญา” ที่ขึ้นกันมาสี่ปีซ้อน อยากจะให้คนอ่านได้เข้าใจว่าอะไรและทำอะไร­ คำตอบก็คือว่า ไม่รู้ รู้แต่ว่าเป็นคำขวัญเอดส์โลกก็เลยขึ้นไว้

          ขอเสนอว่า เราลองสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมาดีมะ เช่น ขึ้นป้ายเลยว่า “คนที่มีโอกาสรับเชื้อเอชไอวีคือคนที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อโดยไม่ป้องกัน เพราะเราไม่รู้ ดูไม่ออก... เราทำแบบนี้ด้วยหรือไม่­”

          “คนที่ติดเชื้อเอชไอวีเกือบทั้งหมดไม่ได้ใช้ถุงยาง เพราะคิดว่าคู่นอนไม่มีเชื้อ... คุณคิดแบบนี้ด้วยหรือไม่­”

          “มีเพศสัมพันธ์ ใช้ถุงยางปลอดภัยกว่าไม่ใช้”

          “ถ้าตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์ ก็ตัดสินใจเพิ่มอีกนิด คือใช้ถุงยาง”

          จริงๆ คิดว่า การยอมรับความจริงและการสื่อสารอย่างไม่ปิดบัง ตรงไปตรงมา เป็นเรื่องที่สามารถจะหยุดยั้งการระบาดของเชื้อเอชไอวีได้ดีที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด

          เริ่มได้เลย ยังไม่ช้าเกินไปหรอกพี่

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 4
ไม่ควรมี sex ก่อนเเต่งงาน
จากคนหล่อ
(17 สิงหาคม 2553  เวลา 13:54:04)
ความคิดเห็นที่ 1
เอดส์ไม่น่ากลัว
คนไม่เคยเป็นเอดส์
(26 กรกฎาคม 2553  เวลา 15:36:29)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อาคารร่วมประสงค์ ชั้น 3
37/1 ถนนเพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-653-7563-5 โทรสาร: 02-653-7566
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
33830022