บทกวีของเขา... เราเอามาเขียน
ผู้สร้างบรรยากาศ

          หากมีใครถามว่าในบรรดา 12 เดือนชอบเดือนไหนที่สุด ผู้เขียนก็จะตอบอย่างไม่ลังเลว่า ชอบเดือนธันวาคมที่สุดและเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านก็คงจะชอบเดือนนี้เช่นกัน

          ที่ชอบ...ไม่ใช่เพราะเป็นเดือนสุดท้ายของปี หรือเป็นเดือนที่จะได้รับโบนัส ได้รับของขวัญจากเพื่อนฝูงหรือว่าอะไร แต่ชอบเพราะตลอดเดือนธันวาคมมีการเฉลิมฉลองอยู่หลายงาน ไล่เรียงมาตั้งแต่วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เทศกาลคริสมาสต์และปีใหม่ ที่มีการประดับประดาไฟสวยงาม สถานที่บางแห่งมีการตกแต่งเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ บ้างเปิดเพลงเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขนี้

          ฤาจะให้ลืมความทุกข์ ความเศร้าที่ผ่านเข้ามาตั้งแต่ต้นปีก็ไม่รู้

          แต่ก็ต้องบอกว่า บรรยากาศที่ว่ามาข้างต้นก็ช่วยได้จริงๆ แม้จะไม่ได้ช่วยลงไปแก้ปัญหาที่สาเหตุแต่ก็ทำให้ชาวเราลืมทุกข์ไปได้บ้าง ดังนั้นบรรยากาศจึงมีความสำคัญต่อความรู้สึกของคนเราไม่น้อย ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ยกตัวอย่างเรื่องเรียน ผู้เขียนเป็นคนไม่ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์ รู้สึกว่าเป็นวิชาที่ยาก ไม่ว่าจะเป็นครูคนไหนสอนก็ไม่เข้าใจ เมื่อมานั่งทบทวนดูก็พบว่า เอ...หรือเราจะไม่ชอบบรรยากาศในห้องเรียน เพราะครูสอนคณิตศาสตร์แต่ละคนเป็น “แบบเดียว” กันหมด คือ ดุ ตรงเป็นไม้บรรทัด จำได้ว่าใครไม่ทำการบ้านมาก็ถูกตี ทำให้บรรยากาศในชั้นเรียน “อึมครึม” เด็กก็ไม่กล้าบอกว่าไม่เข้าใจที่ครูสอน เพราะกลัวว่าบรรยากาศจะยิ่งแย่ลงไปอีก พอไม่กล้าบอกครูก็ยิ่ง “ขุ่นมัว” หนักขึ้น เลยกลายเป็นโซ่พันกันอีรุงตุงนังไปหมด โดยที่ทั้งหมดทั้งมวลเริ่มจากบรรยากาศแท้ๆ

          หรืออย่างเรื่อง “เซ็กส์” ก็เหมือนกัน หลายครั้งที่คนเราไม่ได้ตั้งใจจะมีเซ็กส์แต่บรรยากาศพาไป เลยทำให้ต้องเลยตามเลยโดยที่ไม่ได้ป้องกัน เพราะไม่ได้เตรียมมาก่อน

          ดังนั้น บรรยากาศจึงมีความสำคัญต่อคนเรามาก บางทีเป็นเรื่องเครียดแท้ๆ แต่ถ้าคนคุยสร้างบรรยากาศให้ไม่เครียดก็ทำให้ผู้ที่อยู่ในวงสนทนารู้สึกผ่อนคลาย ด้วยเหตุนี้ “คน” ในฐานะผู้สร้างบรรยากาศจึงมีความสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของสังคม

          จริงอยู่ เราอาจรู้สึกว่าสังคมสมัยนี้ดูเสื่อมทราม มีแต่เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน บรรยากาศในสังคมก็ไม่ค่อยดี มีแต่ความแตกแยก แต่ลืมนึกไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นก็เพราะ “มนุษย์” ทั้งนั้น โลกจะดีจะร้ายก็ขึ้นอยู่กับคนเราทั้งสิ้น เหมือนกวีบทนี้

                              แทนที่จะเดือดร้อนและเป็นห่วง
                             ความเสื่อมของสภาพสังคมปัจจุบัน
                             สู้เราทำใจให้เชื่อมั่น
                            ในความดีของมวลมนุษย์
                            แล้วทุ่มเทความรักความเมตตา
                            ช่วยเหลือสังคมจะดีกว่า

          บทกวีข้างต้น ผู้เขียนคัดลอกมาจากหนังสือ “Jang Si Aphorisms” ของ Master Cheng Yen ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมบทกวีและสุภาษิตทางพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ข้อคิดที่ได้จากบทกวีดังกล่าวทำให้เราได้กลับมาทบทวนตัวเองว่า เราจะยังคงตีโพยตีพายว่าสังคมไม่ดี เราช่างโชคร้ายที่เกิดมาในยุคที่สังคมเสื่อมทราม หรือเราควรจะทำอะไรเพื่อให้สังคมดีขึ้น

          ถ้าเลือกอย่างแรก เราก็จะทุกข์เพราะสังคมที่เราว่าเสื่อมทรามก็ยังจะคงเป็นเหมือนเดิมแต่ถ้าเราเลือกอย่างหลังเชื่อว่าสังคมจะค่อยๆ ดีขึ้น เพราะคน “มี” จะช่วยเหลือคนที่ “มีน้อยกว่า” สังคมก็จะน่าอยู่ทั้งในมุมของผู้ให้และผู้รับ

          ความสำคัญอยู่ที่ว่าถ้าเราเลือกอย่างหลังแล้วเราได้เริ่มต้นทำอะไรเพื่อสังคมหรือยัง?

          ถ้ายัง...เริ่มต้นตั้งแต่ปีใหม่นี้ดีไหม?

ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อาคารร่วมประสงค์ ชั้น 3
37/1 ถนนเพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-653-7563-5 โทรสาร: 02-653-7566
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
33557341