มองมุมเยาว์
ยุติการตั้งครรภ์ : ตราบาปหรือแค่ศีลธรรมครอบงำ

ตอน ยุติการตั้งครรภ์ : ตราบาปหรือแค่ศีลธรรมครอบงำ

ผู้เขียน รำไพรรณ บุญพงษ์

          หากลองจินตนาการดูว่า ถ้าสักวันหนึ่งเราเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาทั้งๆ ที่ยังไม่พร้อม เราจะมีวิธีจัดการอย่างไร

คำตอบอาจหนีไม่พ้นการตัดสินใจจบปัญหาด้วยการยุติการตั้งครรภ์

          เราถูกหล่อหลอมมาด้วยโลกทัศน์ของความเป็นพุทธศาสนา โดยถูกสอนมาว่าการเข่นฆ่าทารกในครรภ์ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ย่อมผิดบาปและชั่วร้ายเสมอ ซึ่งแน่นอนว่าเป้าของการโจมตีคงหนีไม่พ้นหญิงเจ้าของครรภ์ พวกเธอย่อมถูกมองว่าเป็นคนชั่วช้า หากเป็นหญิงสาววัยรุ่นคงถูกตราหน้าว่าเป็น ‘เด็กใจแตก’เราสามารถมองเห็นโครงสร้างทางสังคมวัฒนธรรมที่กำลังครอบงำหญิงสาวเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่เรามุ่งประณามการเข่นฆ่าทารกน้อย เรารู้หรือไม่ว่าเรากลับกำลังทำร้ายผู้หญิงที่กำลังจมดิ่งกับปัญหาที่ยากจะหาทางออก

          ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเราเองก็คิดเห็นคล้อยตามสังคมแบบนั้น แต่หากได้ลองชมภาพยนตร์เรื่อง The Cider House Rules ดูสักครั้ง ก็อาจทำให้ได้ฉุกคิดถึงแง่มุมกลับของเรื่องราวการยุติการตั้งครรภ์ได้ดี

          The Cider House Rulesมีชื่อภาษาไทยว่า “ผิดหรือถูกใครคือคนกำหนด” ภาพยนตร์ ดราม่าย้อนยุค จากงานเขียนของจอห์น เออร์วิง ที่การันตีคุณภาพด้วย ๒ รางวัลออสการ์จากสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมและจากสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับบ้านรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งที่ดูแลโดยหมอวิลเบอร์ ลาร์ช (ไมเคิล เคน) หมอลาร์ชเลี้ยงดูเด็กๆ ไปพร้อมกับรับยุติการตั้งครรภ์ให้กับหญิงที่ยังไม่พร้อมมีบุตร ทั้งยังให้คู่รักที่ต้องการมีบุตรได้รับเด็กไปอุปการะอีกด้วย

          เนื้อเรื่องดำเนินให้เห็นสิ่งที่ขัดแย้งกันตลอดทั้งเรื่อง ระหว่างกฎเกณฑ์หรือศีลธรรมซึ่งถูกมองว่าเป็นเรื่องถูกต้องกับความต้องการตามธรรมชาติที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องผิดบาป ให้ได้น่าขบคิดว่าจริงๆ แล้วอะไรกันแน่คือสิ่งที่ถูกหรือผิดและใครกันแน่คือคนตัดสิน โดยเฉพาะเรื่องราวของการยุติการตั้งครรภ์ที่โฮเมอร์ เวลล์ (โทบี้ แม็คไกวร์) พระเอกของเรื่องซึ่งเป็นเด็กกำพร้าที่หมอลาร์ชดูแลมาตั้งแต่เด็กได้คัดค้านมาตลอด โดยมองว่าคนที่มีเพศสัมพันธ์ควรจะเป็นผู้รับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นเอง เขาปฏิเสธที่จะเอาเด็กออกให้ผู้หญิง แม้หมอลาร์ชมองว่าเขามีความสามารถที่จะทำก็ตาม

          ดังฉากหนึ่งในเรื่องที่หญิงสาวคนหนึ่งเสียชีวิตเนื่องจากพยายามยุติการตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง ซึ่งหมอลาร์ชได้ชี้ให้โฮเมอร์เห็นว่านี่คือผลจากการที่หมอไม่ยอมช่วยให้เธอเอาเด็กออกอย่างถูกวิธี ถือเป็นการสะท้อนสังคมได้ดีทีเดียว โดยโฮเมอร์เปรียบเป็นตัวแทนการมองผู้หญิงตามความคาดหวังของสังคม ทำให้หญิงสาวต้องเผชิญปัญหาอย่างหลบๆ ซ่อนๆ คอยหนีความกดดันจากสังคมและรับผิดชอบปัญหาแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งนำไปสู่การยุติการตั้งครรภ์ในสถานบริการที่ไม่ปลอดภัย กระทั่งเป็นอันตรายต่อชีวิตในที่สุด เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วสังคมจะได้ประโยชน์อะไรจากการไปตีตราผู้หญิงที่กำลังเผชิญกับปัญหาทางสุขภาพกายและใจเช่นนี้

 

          ทั้งนี้การท้องไม่พร้อมอาจไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะแม่วัยรุ่นในวัยเรียนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผู้ใหญ่ที่มีฐานะยากจนเกินกว่าจะเลี้ยงดูลูก อาชีพการงานที่บีบบังคับให้ยังมีลูกไม่ได้ หรือแม้แต่พ่อเด็กไม่ยอมรับผิดชอบ หลายเหตุหลายปัจจัยนี้เกี่ยวข้องกับการป้องกันที่ไม่ถูกวิธีซึ่งนำไปสู่การยุติการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเราวันละประมาณหนึ่งพันราย หรือประมาณ ๓-๔ แสนรายต่อปี ซึ่งมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการทำแท้งเถื่อนปีละมากมาย

          เรื่องราวของการยุติการตั้งครรภ์ในภาพยนตร์ถูกผูกโยงเข้ากับกฎประจำบ้านของคนงานเก็บแอปเปิล  โดยเหล่าคนงานอ่านหนังสือไม่ออกและเฝ้าสงสัยมานานว่ากฎที่ติดอยู่บนฝาผนังนั้นหมายความว่าอะไร กระทั่งโฮเมอร์ได้อ่านให้พวกเขาฟัง กฎที่พวกเขาไม่ได้เขียนขึ้นมานั้น ได้อธิบายข้อห้ามที่ขัดแย้งกับสิ่งที่พวกเขาต้องการ ได้แก่ การห้ามสูบบุหรี่บนเตียงนอน ห้ามคุมเครื่องคั้นน้ำแอปเปิลเวลาเมา และห้ามนั่งบนหลังคาไม่ว่าตอนไหนๆ หนังทำได้ดีในฉากนี้ โดยโรสหนึ่งในคนงานพูดขึ้นมาอย่างน่าสนใจว่า“..คนไม่ได้อยู่เป็นคนตั้งกฎ พวกนี้ไม่ใช่กฎ เราควรกำหนดเอง...”และ“บางครั้งเราต้องฝืนกฎบางอย่าง ทำบางสิ่งให้มันถูกต้อง” จากนั้นพระเอกก็ได้เอากฎไปเผาทิ้ง แล้วหนังก็ตัดฉากไปให้เห็นคนงานกำลังนั่งอยู่บนหลังคา

          หนังเปรียบเทียบให้เห็นว่ากฎก็เหมือนวัฒนธรรมและศีลธรรมที่กำลังครอบงำประชาชนอยู่ เป็นสิ่งเตือนสติผู้หญิงว่าการยุติการตั้งครรภ์เป็นบาปกรรม แต่กลับขัดแย้งกันกับความต้องการที่แท้จริงของผู้หญิงที่กำลังทุกข์ทรมานอยู่กับการเผชิญปัญหาที่ยากจะหาทางแก้

          ทั้งนี้สังคมมุ่งมองว่าการยุติการตั้งครรภ์เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เรากลัวว่าหากยิ่งผลักดันเป็นเรื่องถูกกฎหมาย ก็จะเป็นการส่งเสริมกระตุ้นคนให้มีเพศสัมพันธ์กันแบบไม่ป้องกันและมีการยุติการตั้งครรภ์เพิ่มมากขึ้น แต่คิดไหมว่าจะมีสักกี่คนที่วิ่งโร่ไปเอาเด็กออกแล้วกลับออกมาโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย อย่างน้อยนี่ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ปลอดภัยกว่าการไปหลบๆ ซ่อนๆ ทำที่คลินิกเถื่อนไม่ใช่หรือ แต่กระนั้นเลยต้นเหตุอยู่ที่ไหน ถ้าแก้ตรงนั้นได้ ก็คงจะดีกว่าไม่น้อย

          ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าสังคมมักมองต้นเหตุของปัญหาผิดเพี้ยนไป โดยมองว่าต้นเหตุคือผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กัน แล้วพร่ำบอกกันว่าห้ามมีเพศสัมพันธ์กันถ้ายังไม่พร้อม เราได้แต่ห้าม แต่สังคมกลับยังพูดเรื่องนี้กันไม่มากพอที่จะทำให้คนโดยเฉพาะเด็กวัยเรียนได้รับความรู้เรื่องการมีเพศสัมพันธ์และวิธีป้องกันที่ถูกต้องเพียงพอ เพราะหากวันหนึ่งเด็กต้องตกอยู่ในสถานการณ์จริง ความรู้เพศศึกษาที่ร่ำเรียนมา ก็คงไม่เพียงพอที่จะช่วยให้สามารถป้องกันได้อย่างถูกวิธีอยู่ดี

          สังคมมัวแต่อยู่กับข้อจำกัดที่ว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องต้องห้าม พ่อแม่ไม่กล้าบอกลูก สถาบันการศึกษาไม่กล้าสอนเพราะต่างก็กลัวว่าจะเป็นการชี้นำ ครูส่วนใหญ่จึงมักเลือกที่จะหยิบยกเอาเรื่องบาปกรรมมาสอนแทน แต่กลับไม่ได้บอกว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ตกอยู่ในสภาวะการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม ท้ายที่สุดวิชาเพศศึกษาก็ไม่ได้ทำหน้าที่ป้องกันการท้องไม่พร้อมได้ตามที่สังคมคาดหวัง

          ภาพยนตร์เรื่องนี้ชวนให้เราขบคิดกันต่อว่าตกลงแล้วเราจะยอมเคารพกฎเกณฑ์ที่ไม่รู้ว่ามีใครตั้งขึ้นมานี้จริงหรือ และหากยินยอมแล้วเมื่อไหร่กันที่สังคมไทยจะก้าวข้ามเส้นแบ่งของศีลธรรม บาปบุญ แล้วออกมาเผชิญหน้ากับความจริงได้สักที

 
     
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 10
มียาสอด ยาขับเลือด ยาทำแท้ง ที่เหลือจากการใช้จริงและเด็กหลุดไปแล้ว
ยินดีให้คำแนะนำ คำปรึกษาสำหรับคนที่ท้องไม่พร้อมและต้องการทำแท้ง
ขอคนที่สนใจจริงๆ สอบถามได้ line:: care7206
care
(9 มิถุนายน 2559  เวลา 22:48:48)
ความคิดเห็นที่ 9
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

ทำไมจึงต้องมี womenonweb.org

บริการทำแท้งอย่างปลอดภัยจำเป็นต่อการปกป้องชีวิตและสุขภาพของผู้หญิง ในกรณีที่ผู้หญิงจำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม บริการช่วยเหลือในการทำแท้งนี้ถือหลักการตัดสินใจของผู้หญิงในร่างกายของตนเองอย่างมีสติ โดยได้รับข้อมูลรอบด้าน


การทำแท้งเป็นบริการทางการแพทย์ที่ทำกันมากทั่วโลก จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกแสดงให้เห็นว่า ในแต่ละปีมีผู้หญิงถึง 42 ล้านคนเลือกที่จะทำแท้ง เนื่องมาจากเหตุผลส่วนตัวนานับประการ กระนั้นก็ตามยังมีผู้หญิงอีกเป็นจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงบริการทำแท้งที่ปลอดภัย และถูกบังคับโดยทางอ้อมให้ต้องเสี่ยงชีวิตและสุขภาพของตนเอง พวกเธอพยายามที่จะทำแท้งด้วยตนเองโดยใช้เข็มถักไหมพรม หรือ น้ำสบู่ ยังมีผู้หญิงอีกหลายคนไปรับบริการจากผู้ที่ไม่มีความรู้ความชำนาญ และต้องทำแท้งในสถานที่สกปรก ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง บริการนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อให้ผู้หญิงได้มีทางเลือกที่ปลอดภัย โดยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงสามารถเข้าถึงการทำแท้งอย่างปลอดภัยด้วยการใช้ยา



ถ้าคุณกำลังจำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์

ชีวิตของคุณมีค่า

ขอให้เข้าไปขอรับความช่วยเหลือที่ womenonweb.org หรือ  เขียนเข้ามาคุยได้ที่  info@womenonweb.org

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

Vespagirl
(25 กรกฎาคม 2556  เวลา 14:36:45)
ความคิดเห็นที่ 8
สําคัญที่สุดก็เหมือนประเด็นข้างล่างที่พูดถึงการให้ความสําคัญกับการสอนเรื่องเพศ สังคมไทยต้องลบมายาคติออกไปได้เเล้วที่กลัวว่ายิ่งบอกเหมือนยิ่งยุ สอนสิครับ เด็กจะได้รู้ เเละหาทางป้องกันได้ ในเมื่อไม่สอน เด็กที่ไหนจะไปมีความรู้เรื่องเพศมาเป็นภูมิคุ้มกันตัวเองเล่า
นุชิต
(16 ตุลาคม 2555  เวลา 10:03:47)
ความคิดเห็นที่ 6
ถ้าแม่พวกคุณไปทำแท้งพวกคุณคงโดนฆ่าทิ้งตั้งแต่อยู่ในท้อง คงไม่ได้มีชีวิตมาอยู่จนถึงตอนนี้ อย่าอ้างว่าทำแท้งเพราะไม่พร้อม เพราะผมเคยเห็นครอบครัวคนจนเลี้ยงลูก 3-4 คน ส่งเสียให้เรียนจนจบม.6-ป.ตรีได้ตั้งหลายคน
คิดดู
(8 กันยายน 2555  เวลา 21:56:31)
ความคิดเห็นที่ 5
อ่านแล้วรู้สึกว่ามันตรงใจมาก เพราะเมื่อวัน ที่20 เมษา 55ที่ผ่านมาเพิ่งไปผ่าเอาลูกออก ทั้งๆที่ไม่กี่วัน
ก็จะเข้าเดือนที่7 เพราะหมอเพิ่งตรวจเจอว่าน้องมีปัญหาจำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์ วันที่รู้รู้สึกช็อคมาก
หมอที่ฝากครรภ์เขาให้เลือกว่าจะเก็บไว้แล้วน้องออกมาแล้วไม่รอดหรือตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ไปเลย
มันเป็นการตัดสินใจที่ยากมากเพราะมันเหมือนเป็นตราบาปในใจ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
แต่มันก็เป็นตราบาปติดในใจไปแล้ว ตอนผ่าน้องออกมาก็ไม่เห็นหน้าลูกเลย แม้ว่าตอนนี้จะผ่านมาเกือบ3อาทิตย์แล้ว แต่ยังทำใจไม่ได้ ตั้งแต่เริ่มตั้งท้องก็นับวันเฝ้ารอคอยที่จะได้เห็นหน้าลูก แต่เมื่อมันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นก็ต้องทำใจ แต่มันยากมากที่จะทำใจ แม้ไม่ได้คลอดออกมาเลี้ยง แต่เค้าอยู่ในท้องอยู่กับตัวเรามาเกือบ7เดือน มันเป็นความรู้สึกผูกพันที่ไม่มีใครจะเข้าใจ นอกจากตัวคนๆมีประสบการณ์ของคนที่กำลังจะเป็นแม่คนเท่านั้นถึงจะเข้าใจความรู้สึกนี้ได้
BJ
(8 พฤษภาคม 2555  เวลา 17:01:55)
ความคิดเห็นที่ 4
เคยดูหนังเรื่องนี้ค่ะ เขียนสะท้อนใจความหนังได้ดีทีเดียว
ไก่กา
(23 เมษายน 2555  เวลา 07:44:44)
ความคิดเห็นที่ 3
ก็แล้วแต่แง่คิดมุมมองของใครนะ  ถ้ามองในฐานะที่เป็นผู้ปกครอง  การไม่บอกก็น่าจะกลัวชี้โพรงให้กระรอก  กลัวจนลืมนึกถึงปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมาด้วยซ้ำไป  ทางที่ีดีควรเริ่มต้นที่การดูแลใจ  ซึ่งเป็นต้นเหตุสาเหตุของพฤติกรรมและการกระทำทั้งปวง  
คนกลาง
(12 เมษายน 2555  เวลา 20:41:10)
ความคิดเห็นที่ 2
ผมว่าจริงนะ ในสภาพที่ไม่พร้อมจะมีบุตร นี่ก็เป็นอีกทางเลือกนึง ถึงคนจะว่าไม่ถูกต้องนัก เเต่ไม่มีใครหรอกครับที่อยากจะทําเเท้งจริงๆ
ดําดอทคอม
(10 เมษายน 2555  เวลา 20:46:09)
ความคิดเห็นที่ 1
ก็นานาจิตตังนะ  ถ้าเหตุผลแค่อาย ก็ไม่สมควรจะทำ รักสนุกต้องรู้จักป้องกัน ผู้ชายก็ต้องระวังเช่นกัน ผู้หญิงบางคนน่ากลัวนะ
ผู้หญิงคนหนึ่ง
(5 เมษายน 2555  เวลา 11:03:39)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อาคารร่วมประสงค์ ชั้น 3
37/1 ถนนเพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-653-7563-5 โทรสาร: 02-653-7566
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
32544302