ข่าว
คู่ชีวิตป่วน คุมกำเนิดไม่เป็น

คุมกําเนิดโลกปี 55 เผยผลสำรวจเอเชียมีอัตราการคุมกําเนิดน้อย เหตุผลคือรู้ไม่จริง รู้ผิดๆ

ข้อมูลใหม่จากการสำรวจวันคุมกําเนิดโลก 2555 (World Contraception Day 2012) เผยผลสำรวจในหลายประเทศหัวข้อ ‘การคุมกําเนิด: มองอนาคต’ (Contraception: Looking to the Future) ซึ่งสนับสนุนโดยไบเออร์ เฮลธ์แคร์ (Bayer HealthCare) ผู้นำด้านการดูแลสุขภาพของผู้หญิง มีผู้ให้ข้อมูลกว่า 800 คนจาก 8 ประเทศในเอเชีย  พบสิ่งสำคัญที่ระบุว่า คนหนุ่มสาวต้องคิดถึงอนาคตรวมถึงการคุมกําเนิดไว้ในแผนในอนาคตมากขึ้น
 
 ขณะที่สถิติในประเทศไทย พบว่าอายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกคือ 22 ปี แต่อายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่วางแผนมีบุตรคนแรกคือ 30 ปี เป็นช่วงที่ห่างกันเกือบ 10 ปี แถมผู้ให้ข้อมูลทั้งชายและหญิงมากกว่า 1 ใน 4 ไม่ต้องการมีบุตร หรือยังไม่แน่ใจว่าต้องการมีหรือไม่
 นั่นแปลว่า เขาหรือเธอไม่เห็นความสำคัญ ไม่อยากคุมกำเนิด หรือ พวกเขาไม่รู้วิธีคุมกำเนิดที่ถูกต้อง...กันแน่

 

เรื่องบนเตียง ชายหญิงต้องรู้
 
 ผลสำรวจจากผู้ให้ข้อมูลว่า 16% ไม่ใช้วิธีคุมกําเนิดตอนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก และ  17% ยังใช้วิธีหลั่งภายนอก  ซึ่งไม่มีข้อมูลใดยืนยันได้ว่าเป็นวิธีคุมกําเนิดที่น่าเชื่อถือ หากเทียบกับการคุมกําเนิดที่มีประสิทธิผลมากกว่า อย่างยาเม็ดคุมกำเนิด ซึ่งมีประสิทธิภาพ 99% หากใช้อย่างถูกต้อง
 
 งานสำรวจประจำปีวันคุมกําเนิดโลก เมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา ผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัวระยะยาว เผยว่าวิธีการคุมกำเนิดยอดนิยมเพื่อการวางแผนครอบครัวระยะยาว นั่นคือ ถุงยางอนามัยผู้ชาย แต่น่าแปลกใจว่า ผู้ให้ข้อมูลเกือบ 1 ใน 3 ไม่เห็นความจำเป็นของการคุมกำเนิดสำหรับวางแผนครอบครัว เพียงแต่ใช้วิธีการหลั่งภายนอกเท่านั้น
 
 ศ.นพ.สุรศักดิ์  ฐานีพานิชสกุล  คณบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า คนจำนวนไม่น้อย ยังคงเข้าใจผิดว่าการหลั่งภายนอกเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่เชื่อถือได้ ยิ่งไปกว่านั้นหลายคนยืนกรานว่าไม่จำเป็นต้องใช้วิธีคุมกำเนิด อีกทั้งผู้หญิง 40% เคยใช้ยาคุมกําเนิดฉุกเฉินอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ซึ่งข้อเสียของมันมีมากมาย บางคนจึงลงท้ายด้วยการทำแท้ง
 
 นอกจากนั้นยังมีการศึกษาเปรียบเทียบในประเทศไทย พบว่า อายุของการแต่งงานเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ  และอัตราเจริญพันธุ์รวมลดลงกว่าครึ่งตลอด 40 ปี
 
 เห็นได้ชัดว่า ยังมีความรู้ผิดๆและก็เห็นแนวโน้มการเจริญพันธุ์ที่ถดถอยลง แต่การรับรู้เรื่องการคุมกําเนิดกลับไล่ตามไม่ทัน
 
 สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ คือ ให้ความรู้ที่ถูกต้องสำหรับหญิงชาย อาจเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับการคุมกําเนิด และทำให้การคุมกําเนิดเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน
 
 “อยากสนับสนุนให้ทุกคน กำหนดอนาคตด้วยตัวเอง คุยกับคู่รักและแพทย์เพื่อหาวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสม เพื่อให้การใช้ชีวิตควบคู่ดำเนินไปอย่างราบรื่น พร้อมการคุมกำเนิดที่เหมาะสม” ศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว
 
 

คุยเรื่องลับ กับสังคม
 
 นายแพทย์กิตติพงศ์ แซ่เจ็ง ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ให้คำแนะนำว่าการให้ความรู้เรื่องการคุมกำเนิดนั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานความต้องการที่แท้จริงของคู่รัก ให้ทางเลือกบวกกับความรู้ที่ถูกต้องของทางเลือกนั้นๆ
 
 อันดับแรก ต้องกระตุ้นว่าทั้งชายและหญิงมีบทบาทเท่าๆกัน ไม่ใช่ของผู้หญิงฝ่ายเดียว ผู้ชายต้องมีความรับผิดชอบ และเป็นฝ่ายสนับสนุนฝ่ายหญิงให้คุมกำเนิดร่วมด้วย อันดับต่อมาคือ หาความรู้ที่ถูกต้อง ว่าการคุมกำเนิดมีอะไรบ้างที่เหมาะสมกับแต่ละราย และความต้องการของคู่ครองว่าต้องการคุมระยะสั้นหรือยาว รวมทั้งข้อดีข้อเสียของชนิดการคุมกำเนิดนั้นๆ 
  
 คุณหมอบอกเล่าถึงการคุมกำเนิดที่อันตรายมากๆ คือการบริโภคยาคุมฉุกเฉินแบบผิดวิธี ผู้ใช้ต้องรู้ถึงข้อเสียของมัน ว่าอาจมีผลข้างเคียง เช่น เวียนหัว อาเจียน ประจำเดือนมาไม่ปกติ อาจเกิดความผิดปกติที่รังไข่ และเยื่อบุโพรงมดลูก เลือดออกกะปริด กะปรอย ปวดท้อง เพิ่มความเสี่ยงจากการตั้งครรภ์นอกมดลูก ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ต่ำ เฉลี่ยร้อยละ 75 และลืมได้ง่ายเพราะต้องรับประทานภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ ตลอดจนวิธีการใช้ ซึ่งไม่ควรเกิน 4 เม็ด (2แผง) ต่อเดือน อย่าเห็นแก่ความสะดวกเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีทางเลือกอื่นๆอีกที่ปลอดภัยและป้องกันการตั้งครรภ์ได้ดีกว่า อย่าง ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด ฉีด ฝัง แปะหรือใส่ห่วงอนามัย เป็นต้น
 
 "ยกตัวอย่างผู้ใช้แรงงานที่ต้องโยกย้ายถิ่นบ่อยๆ และยังไม่อยากมีลูกไปสัก 3-5 ปี ก็ควรใช้การฝังยาคุมกำเนิด หรือใส่ห่วงอนามัย ซึ่งเป็นการคุมกำเนิดระยะยาว แต่ก็ต้องพิจารณาหรือปรึกษาแพทย์ว่าตนเหมาะกับการคุมกำเนิดแบบใด อย่างห่วงอนามัย อาจไม่เหมาะกับคนที่มีเลือดออกง่าย หรือติดเชื้อในมดลูก ในทางตรงข้ามถ้าต้องการป้องกันในช่วงเวลาสั้นๆ และมีเพศสัมพันธ์บ่อย ก็ควรรับประทานยาคุมกำเนิดหรือฉีด ซึ่งก็ต้องเลือกชนิดที่มีฮอร์โมนเหมาะสมกับสตรีแต่ละคนด้วย รวมถึงฝ่ายชายก็ควรสวมถุงยางอนามัย นั่นเป็นทางออกที่ดีที่สุด" นายแพทย์กิตติพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

 
     
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อาคารร่วมประสงค์ ชั้น 3
37/1 ถนนเพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-653-7563-5 โทรสาร: 02-653-7566
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
32522592