ข่าว
“นโยบายภาษาแห่งชาติ” งานยากที่ต้องใช้เวลา

ในการเสวนาทางวิชาการ “นโยบายภาษาแห่งชาติ” เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ณ โรงแรมไดมอนด์ พลาซ่า จ.สุราษฎร์ธานี เป็นอีกครั้งที่ราชบัณฑิตยสถาน ได้เปิดเวทีขึ้นเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อนำไปเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาจัดทำแผนยุทธศาสตร์ตามนโยบายภาษาแห่งชาติที่จะเสนอให้รัฐบาลพิจารณาประกาศใช้ในอนาคต และการเสวนาดังกล่าวยังจะมีส่วนช่วยประชาสัมพันธ์นโยบายภาษาแห่งชาติให้สาธารณชนได้มีความเข้าใจอย่างถูกต้องและได้รับทราบอย่างทั่วถึงมากที่สุดด้วย

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า นโยบายภาษาแห่งชาติคือ นโยบายที่จะใช้ในการกำหนดแนวทางการศึกษาภาษาไทยที่เป็นภาษาประจำชาติและภาษาต่าง ๆ ที่มีใช้อยู่ภายในประเทศ รวมทั้งภาษาต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการติดต่อกับต่างประเทศ โดย ศ.ดร.อุดม วโรตม์สิกขดิตถ์ ราชบัณฑิตสาขาภาษาศาสตร์ สำนักศิลปกรรม เป็นผู้ริเริ่มโครงการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2550 ด้วยเล็งเห็นว่า ปัจจุบันโลกพัฒนาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาภาษาอื่น ๆ นอกจากภาษาไทยจะเป็นกำไรทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ แต่ประเทศไทยยังไม่มีนโยบายภาษาแห่งชาติ ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกมีการกำหนดนโยบายภาษาไว้ในรัฐธรรมนูญถึง 125 ประเทศ แม้แต่ประเทศติมอร์-เลสเต ที่เพิ่งเกิดใหม่ก็ยังมีการกำหนดนโยบายภาษาแห่งชาติไว้แล้ว จึงผลักดันให้มีการจัดทำนโยบายภาษาแห่งชาติขึ้นมา ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ลงนามให้ความเห็นชอบร่างนโยบายภาษาแห่งชาติเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553 และมอบหมายให้ราชบัณฑิตยสถานเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ตามนโยบายดังกล่าว และแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่โครงการก็ยังเดินหน้าต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2555 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการและกำหนดแผนยุทธศาสตร์ตามนโยบายภาษาแห่งชาติ โดยมี พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็นประธาน

สำหรับสาระสำคัญของนโยบายภาษาแห่งชาติ นอกจากมุ่งทำนุบำรุงและส่งเสริมภาษาไทยที่เป็นภาษาประจำชาติ และภาษาท้องถิ่นต่าง ๆ เพื่อสงวนรักษาความหลากหลายของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของชาติแล้ว ยังส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาภาษาต่างประเทศ เพื่อพัฒนาความร่วมมือและความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาของคนพิการ ภาษาสำหรับผู้เข้ามาทำงานในประเทศไทย และยังส่งเสริมสนับสนุนการแปล การล่ามและล่ามภาษามือให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้นอีกด้วย ดังนั้น นโยบายภาษาแห่งชาติจึงถือเป็นนโยบายสำคัญระดับชาติที่จะช่วยเสริมสร้างสมรรถนะการแข่งขันให้แก่ระบบเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของประเทศไทยทั้งในเวทีประชาคมอาเซียนที่กำลังจะมาถึงและในเวทีประชาคมโลก

เมื่อพูดในรายละเอียดลงไป นโยบายภาษาแห่งชาติจะประกอบด้วย 6 นโยบายหลัก ได้แก่ 1. นโยบายภาษาไทยสำหรับนักเรียนไทยและคนไทย 2. นโยบายภาษาท้องถิ่นทั้งภาษาตระกูลไทและภาษาตระกูลอื่น ๆ 3. นโยบายภาษาเพื่อเศรษฐกิจ ภาษาเพื่อนบ้านและภาษาการงานอาชีพ 4. นโยบายภาษาสำหรับผู้เข้ามาแสวงหางานทำในประเทศไทย 5. นโยบายภาษาสำหรับผู้พิการทางสายตาและผู้พิการทางการได้ยิน และ 6. นโยบายภาษาสำหรับการแปล การล่ามและล่ามภาษามือ

ศ.ดร.อุดม วโรตม์สิกขดิตถ์ กล่าวว่า การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ตามนโยบายไปสู่การปฏิบัติ คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปี 2561 ซึ่งความยากของการจัดทำอยู่ที่ความต้องการของคนแต่ละกลุ่มไม่ตรงกัน จึงต้องมีการระดมความคิดเพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์ที่ตรงกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ แต่จะให้เป็นที่พอใจของทุกคนคงเป็นไปไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการจัดเสวนารับฟังความคิดเห็นไปแล้วที่ จ.อุบลราชธานี เชียงราย กรุงเทพฯ และหลังการเสวนาที่สุราษฎร์ธานีก็จะมีการจัดเวทีใหญ่อีกครั้งที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ในวันที่ 4-5 พ.ย. หลังจากนั้นก็จะจัดรับฟังเวทีย่อยไปอีกเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตามแม้จะไม่มีเวทีเสวนา แต่ทางราชบัณฑิตยสถานก็ยังคงเปิดรับความคิดเห็นอยู่ตลอดเวลา เพราะถือว่าเรื่องนี้มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศจึงต้องรับฟังให้มากที่สุด เพื่อให้เป็นแผนฯ ที่ใช้ได้จริงและสอดคล้องกับสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป ไม่อยากให้ใครมองว่าเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่คิดโดยราชบัณฑิตยสถานที่มีแต่คนรุ่นเก่า ๆ ตนอยากล้างภาพเหล่านั้นออกไป

สำหรับการเสวนาครั้งล่าสุดที่สุราษฎร์ธานีเป็นการหยิบยก “นโยบายภาษาท้องถิ่นทั้งภาษาตระกูลไทและภาษาตระกูลอื่น ภาษาเศรษฐกิจและภาษาสำหรับผู้เข้ามาแสวงหางานทำ” ขึ้นมารับฟังความคิดเห็น ซึ่ง นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มาร่วมการเสวนาและให้ความเห็นว่า รู้สึกเป็นห่วงภาษาถิ่นในภูมิภาคต่าง ๆ จะมีปัญหา เพราะทุกวันนี้มีการใช้ภาษาถิ่นกันน้อยลง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ส่วนใหญ่จะพูดเพียงแค่สำเนียงท้องถิ่นแต่กลับใช้คำศัพท์ของภาษากลางกันหมด ซึ่งจะทำให้คำศัพท์ดั้งเดิมของแต่ละท้องถิ่นค่อย ๆ เลือนหายไป ซึ่งแม้เรื่องนี้จะไม่ได้ทำให้โลกแตก หรืออยู่กันไม่ได้ แต่ถ้าเราไม่ช่วยกันอนุรักษ์ภาษาที่บ่งบอกอัตลักษณ์ของเราก็จะทำให้สูญเสียความเป็นตัวเองไปอย่างน่าเสียดาย จึงอยากให้ตระหนักกันสักนิดว่าการเป็นประเทศที่มีอะไรเป็นของเราเองน่าจะเป็นสิ่งที่ต้องภาคภูมิใจมากกว่า

ศ.ดร.สุวิไล เปรมศรีรัตน์ จากสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรม ม.มหิดล มองว่า การสูญเสียความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะเรื่องของภาษาคือ การสูญเสียระบบความรู้ ภูมิปัญญา ปรัชญาการดำรงชีวิตของแต่ละกลุ่มชน ขาดเครื่องมือสื่อสารในการเรียนรู้เข้าใจระหว่างกัน สูญเสียอัตลักษณ์ของกลุ่มชน และสุดท้ายคือการสูญเสียความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งจากยุคโลกาภิวัตน์ที่การสื่อสารไร้พรมแดนอาจไม่อำนวยให้การรักษาภาษาถิ่นทำได้ง่ายนัก แต่ปราการสำคัญสุดท้ายที่จะช่วยได้คือ ในบ้าน ซึ่งหากพ่อแม่ใช้ภาษาถิ่นกับลูกหลานก็จะกระตุ้นให้เด็กยังเห็นความสำคัญและใช้ภาษาถิ่นต่อไป ในยุคนี้หากทั้งโลกเหมือนกันหมด เราคงไปสู้คนอื่นไม่ได้ ดังนั้นจึงควรสู้ด้วยสิ่งที่เป็นตัวเราเอง ซึ่งก็คืออัตลักษณ์ความเป็นไทยที่เป็นหนึ่งเดียวในโลก ทุกคนจึงควรช่วยกันรักษาไว้ให้ได้รศ.ดร.พลสิทธิ์ หนูชูชัย อดีตรอง

อธิการบดี ม.รามคำแหง ชาวนครศรีธรรมราช ให้ข้อคิดว่า ภาษาคือชีวิต เหมือนเป็นอุปกรณ์ติดตัวมนุษย์ทุกคน เป็นตัวเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างคน หากใช้ภาษาไม่ถูกต้องหรือไม่เข้าใจกัน ภาษาหรือคำพูดจะคมกว่าดาบ เช่น การที่ไทยเรียกลาวว่าน้องลาว ทำให้คนลาวไม่พอใจก็เกิดจากความไม่เข้าใจทางภาษาและวัฒนธรรมระหว่างกัน ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่า การที่คนไทยจะเรียกใครว่าน้องแสดงว่าต้องโปรดปรานคนนั้นเป็นพิเศษถึงจะเรียกว่าน้อง ต้องเป็นคนที่รักของเรา บางครั้งเรียกไอ้น้องก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ชอบ แต่เพราะรักและเห็นว่าสนิทกันจึงเรียกน้องหรือไอ้น้อง แต่ด้วยความไม่เข้าใจจึงทำให้คนลาวเข้าใจว่าคนไทยดูถูกคนลาว จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความเข้าใจผิดที่เกิดจากการใช้ภาษา

ดร.บัณฑิต ตั้งประเสริฐ รองเลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน กล่าวว่า มีหลายประเด็นที่ได้จากการเสวนา เช่น นโยบายภาษาแห่งชาติจะกระทบต่อหลักสูตรการเรียนการสอนในปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งตนยืนยันว่าไม่กระทบ เพราะนโยบายภาษาแห่งชาติจะเป็นแค่การกำหนดทิศทาง ส่วนการจัดทำแผนยุทธศาสตร์จะสำเร็จหรือไม่คงขึ้นอยู่กับ 5 ปัจจัยคือ เป็นไปได้หรือไม่ วัดได้จริงหรือไม่ บรรลุเป้าหมายได้หรือไม่ ปฏิบัติได้จริงหรือไม่ และมีเวลาเริ่มต้นสิ้นสุด รวมทั้งมีการประเมินเป็นระยะ

หลังจากนี้การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติตามนโยบายภาษาแห่งชาติคงเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใครอยากแสดงความคิดเห็นอย่างไรก็เสนอไปได้ที่ราชบัณฑิตยสถาน สนามเสือป่า ดุสิต กรุงเทพฯ 10300 โทร. 0-2356-0466-70 หรือที่ www.royin.go.th

 
     
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อาคารร่วมประสงค์ ชั้น 3
37/1 ถนนเพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-653-7563-5 โทรสาร: 02-653-7566
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
33494296