ข่าว
อ.จุฬาฯเเนะปรับระบบศธ.ก่อนลดการบ้าน

'นักวิชาการ'เเนะ'ลด-ปรับ-เปลี่ยน'ระบบการศึกษาทั้งหมด ก่อนที่จะลดการบ้าน

              31 ม.ค.56 นายอมรวิชช์ นาครทรรพ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในรายการเจาะข่าวเช้านี้ (ช่วงวิเคราะห์เจาะลึก) เอฟเอ็ม 101.5 เมกะเฮริทซ์ กรณีที่กระทรวงศึกษาธิการสั่งให้ลดการบ้านนักเรียนว่า การที่ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีเเละรมว.ศึกษาธิการ ระบุว่า เด็กไทยเรียนมากเเต่รู้น้อยจนมีความเครียดนั้น เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่อาจเถียงไม่ขึ้น เพราะบางประเทศนักเรียนนั้นมีการบ้านเเละชั่วโมงเรียนน้อยกว่าเด็กไทย เเต่ผลการเรียนดีกว่าเยอะ การลดการบ้านนั้นหลักการนั้นดี เเต่การปฏิบัตินั้นต้องเก็บข้อมูลก่อน ไม่อย่างนั้นจะพลาด

              นายอมรวิชช์ กล่าวต่อว่า ตนสังเกตนักเรียนทำการบ้านนั้นพบว่า การบ้านเยอะในหลายวิชา เเต่ยังพบว่า นักเรียนไม่ตั้งใจทำการบ้านเเบบจริงจังเเละลอกการบ้านกัน สะท้อนมากกว่าการบ้านเยอะ เพราะการสอนในห้องเรียนไม่โดนใจนักเรียนที่จะค้นคว้า ครูจึงควรลด ปรับ เปลี่ยน โดยลดปริมาณการบ้าน ส่วนปรับนั้นเรื่องนี้เคยทดลองเเละวิจัยเเล้วได้ผลคือ ให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าเรื่องถิ่นฐานบ้านเกิดของตัวเอง เช่น บิดา-มารดา จีบกันอย่างไรในยุคที่ไม่มีเทคโนโลยี นักเรียนสนใจ เพราะไม่รู้ว่า เป็นการบ้านเเต่เป็นการค้นคว้าสิ่งที่อยากรู้ ส่วนเปลี่ยนนั้นครูต้องไม่ใช่นักสอน เเต่ควรเป็นนักกระตุ้นเเละสร้างเเรงจูงใจให้ตั้งค้นคว้า เรื่องนี้ควรสำรวจว่า ครูให้การบ้านนักเรียนอย่างไร หากทำเเบบนี้่นโยบายที่นายพงศ์เทพระบุไว้จะทำได้ดีขึ้น

              ส่วนวิธีการสอนในหลายโรงเรียนนั้น ครูมักพูดฝ่ายเดียวเเบบการสอนสมัยโบราณไม่กระตุ้นให้นักเรียนตั้งคำถาม เเละทฤษฎี Child Center ยังไม่ได้ใช้จริงจัง นายอมรวิชช์ กล่าวว่า ครูต้องเปลี่ยนวิธีสอนเป็นนักตั้งคำถามเเละกระตุ้น เพราะผลวิจัยระบุเเล้วว่า ได้ผล เช่นตนเคยสอนนิสิตว่า วัยรุ่นตอนนี้ที่นิยมมีกิ๊กเเละเเฟนกันนั้นเป็นเพราะอะไร นิสิตก็ไปค้นคว้า การสอนเเบบวิจัยนั้นครูต้องหาข้อมูลมาเเนะนำเเละสอนนิสิตให้ค้นคว้า เพราะสองฝ่ายอยากรู้เเบบหุ้นส่วนการเรียนรู้ เเละครูจะสนุกในการสอนกว่าการเปิดตำราสอนด้วย ส่วนวิธีนี้จะใช้ในระดับประถม-มัธยมศึกษาที่จะใช้วิธีเเบบนี้ได้หรือไม่นั้น นายอมรวิชช์กล่าวว่า สพฐ.เปิดช่องการสอนเเบบโครงงานที่มีมากมาย เเต่สิ่งที่ตนพูดคือ การสอนเเบบวิจัย ตนมองว่าหากครูมีวิธีคิดเเละเเนะนำนักเรียนนั้น ทั้งสองฝ่ายจะสนุกกับการเรียนการสอน

              ส่วนเเนวทางข้างต้นจะสอดคล้องไปหมดหรือไม่ เเม้ตอนนี้พบว่าในห้องเรียนสอนเเบบหนึ่ง เเต่หลังเลิกเรียนโดยที่ครูบางคนจะสอนพิเศษหลังเลิกเรียน เเละตอนนี้พบว่าการสอบนั้นหากนักเรียนคนใดไม่เรียนพิเศษจะสอบวิชานั้นๆไม่ได้ นายอมรวิชช์ กล่าวว่า สงสารเด็กไทยเเละควรวิจัยเร็วๆ เพราะการสอน การให้การบ้าน การทำโครงงานบูรณาการ การเรียนพิเศษ มันต้อเป็นภาพเดียวกันหรือขัดเเย้งกัน การกวดวิชานั้นบางคนมองเเง่ลบ เเต่มันสะท้อนว่าระบบของไทยไม่รักษาครูดีๆไว้ในระบบได้ เเละตนเชื่อว่าครูพวกนี้คงตั้งใจสอนในชั้นเรียน เเต่ระบบอาจทำให้เบื่อหน่ายเเละออกไหลจากระบบ เเต่เรื่องนี้เป็นเเบบปัจจัยส่วนบุคคล เเต่หากร่วมมือกันคือรัฐบาลร่วมมือกับครูกวดวิชาที่เก่งๆ โดยนำพลังของครูที่จัดทำสื่ออบรมครู-นัดเรียนนั้น ภาพที่เเยกส่วนจะต่อรวมกันได้ นโยบายดีๆเเต่ไม่มีงานวิจัยรองรับนั้นมันน่ากลัวเช่นกัน

              ส่วนการกวดวิชานั้น พบว่า การออกข้อสอบในห้องเรียนมักนำข้อสอบที่ยากขึ้นมาวัดผลทุกปี เเต่การสอนในห้องเรียนนั้นกลับไม่สอดรับ นายอมรวิชช์กล่าวว่ามีข้อกล่าวหาว่า โรงเรียนกวดวิชานำข้อสอบยากๆมาเฉลย เเละกลายเป็นว่าปีนี้หากออกข้อสอบยากเท่าเดิม เเต่มีการเฉลยไปเเล้วจึงต้องปรับข้อสอบให้ออกยากขึ้น ตรงนี้ต้องเเก้ไขให้ได้ว่ามาตรฐานคือเพียงใด ตอนนี้ข้อสอบ ม.6 จะเท่าข้อสอบนักศึกษาปี 1-ปี 2 เเล้ว ไม่อย่างนั้นนนักเรียนจะหนีพ้นการกวดวิชาไม่ได้ เเละควรให้ครูเก่งๆที่เข้าใจเนื้อหามาร่วมออกข้อสอบ เพราะวันนี้การออกข้อสอบไปอยู่ในมือนักวิชการเฉพาะสาขามากขึ้นเเทน

              "การกวดวิชานั้นผู้ปกครองต้องการให้นักเรียนได้เปรียบกว่าคนอื่น เเต่หากเทียบกับญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีนั้น พบว่า นักเรียนไปกวดวิชาร้อยละ 60-70 เเต่ไทยนั้นมีเเค่ร้อยละ 32 เเม้การกวดวิชามันไม่ดี เเต่ต้องยอมรับว่ามันเป็นสังคมเเข่งขัน เกาหลีพยายามปราบการกวดวิชามานาน เเต่ไม่สำเร็จ เเละในวันนี้มีตำรวจเกาหลีไปเฝ้าทุกโรงเรียนเพราะกลัวนักเรียนกระโดดตึกเเละอัตราฆ่าตัวตายสูงจนเป็นปัญหาาสังคมของประเทศเจริญเเล้ว สิงคโปร์ก็เช่นกันเพราะดัชนีความสุขนั้นสิงคโปร์อยู่อันดับบ๊วยของโลกเพราะสังคมมีการเเข่งันกันสูง ฉะนั้นไม่ควรออกเเบบสังคมไทยให้เป็นเเบบนั้น เพื่อให้นักเรียนมีความสุขในการเรียนมากขึ้น การทดสอบเป็นภาพสะท้อนการเเข่งขันที่สูงขึ้น ผู้ปกครองจึงยอมเสียเงิน วันนี้ควรปรับทั้งระบบเพื่อให้เเข่งเป็นมนุษย์ที่ดี ไม่อย่างนั้นไม่มีทางเเก้ไขในภาพใหญ่ได้ เพราะต้องยอมรับกันว่าทุกวันนี้สังคมมีการเเข่งขัน"นายอมรวิชช์ กล่าว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
เราจะไปว่าการเรียนแบบโบราณนั้นมันไม่ดีไม่หรอกครับเพราะเราต้องใช่การพูดการเรียนต้องปรับตามผู้เรียนสิ่งแวดล้อมสังคมของแต่ล่ะยุคนั้น ปล. ตอนสุดท้ายพิมพ์ผิดนะครับต้องคำว่า  "แข่งันกันสูง "
มรภ.ศก
(4 กุมภาพันธ์ 2556  เวลา 11:36:53)
ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อาคารร่วมประสงค์ ชั้น 3
37/1 ถนนเพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-653-7563-5 โทรสาร: 02-653-7566
ด้วยความสนับสนุนของ กองทุนโลกฯ (The Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and malaria)
32522637