คุยเรื่องเพศกับพระ
มะลิลา :  บายศรี พระเกย์ ซากศพ ความอนิจจัง และบทสนทนากับพระภิกษุ
   

ถามว่า “มะลิลา” เป็นหนังไทยที่ดูยากไหม ตอบว่าไม่ยาก เพราะหนังดำเนินเรื่องไปตามลำดับ 1-2-3-4 ไม่มีการตัดสับไปสับมาให้งุนงง  แต่ที่อาจจะดูแล้วเข้าใจยากหน่อยตรงที่หนังไม่ได้อธิบายเรื่องราวอย่างละเอียดไปเสียทุกฉาก  มีอะไรบางอย่างซ่อนเร้นในแต่ละฉากที่ผ่านไปให้คนดูได้ขบคิดและตีความ
 

ความโดดเด่นของ “มะลิลา” อยู่ที่การนำเอา “ปรัชญาการทำบายศรี” มาใส่ไว้ในหนังโดยที่ “บายศรี” เป็นตัวเชื่อมให้ตัวละครชายสองตัว คือ พิช กับ เชน เดินทางไปตามเส้นทางแห่งรักด้วยกันจนกระทั่งพบกับ “ความอนิจจัง” ในบั้นปลาย
 

บายศรีมีความไม่เที่ยงในตัวมันเองเพราะมันมีช่วงเวลาของมัน  เพียงชั่วข้ามคืนผ่านไปมันก็จะค่อย ๆ แห้งเหี่ยวลงทีละน้อย  ความไม่เที่ยงกับความทุกข์มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก “มะลิลา” จึงพาคนดูไปเผชิญกับความไม่เที่ยงและความทุกข์ของพิชและเชนซึ่งทั้งสองกำลังเผชิญกับความไม่เที่ยงและความทุกข์ ณ เบื้องหน้า
 

เชนนั้นเผชิญกับการสูญเสียลูกสาวจากการถูกงูเหลือมรัดตาย  จิตใจของเขายังคงเวียนว่ายอยู่ในความทุกข์ระทม เมียของเขาหนีจากไปหลังจากลูกสาวเสียชีวิตเขาได้แต่ใช้เหล้าเป็นที่พึ่งในขณะที่พิชเผชิญกับการสูญเสียแม่ซึ่งถูกคนในหมู่บ้านกล่าวหาว่าเป็นปอบจนชาวบ้านรุมฆ่าตายเพียงเพราะความเกลียดกลัวคนเป็นปอบ นอกจากนี้พิชยังป่วยเป็นมะเร็งที่รอวันตายอย่างช้า ๆตัวละครสองตัวนี้กำลังเผชิญกับพายุชีวิตที่กำลังโหมกระหน่ำเข้ามา
 

หากดูไปตามเนื้อผ้าแล้วพิชอยู่ใกล้ความตายกว่าเชนหลายแต้มนัก แต่ดูเหมือนว่าพิชจะรับมือกับชะตากรรมได้ดีกว่า เขาดูไม่สะทกสะท้านอะไรกับมะเร็งที่เกาะกินอยู่ในตัวเขา แตกต่างจากเชนที่ยังคงรู้สึกอาลัยอาวรณ์และซึมเศร้ากับการจากไปของลูกสาวจนต้องใช้เหล้าเป็นที่พึ่ง
 

อาจเป็นเพราะการทำบายศรีเป็นงานที่ต้องใช้สมาธิและความนิ่งของจิต สิ่งนี้น่าจะมีส่วนทำให้พิชมีความสงบภายในและยอมรับได้หากเขาจะต้องจากโลกนี้ไปในเวลาอันสั้น  ในขณะเดียวกันบายศรีอาจจะมีแรงบุญแรงกุศลบางอย่างทำให้พิชมีอาการดีขึ้นทุกครั้งที่ได้ทำบายศรีจนเขาอยากทำบายศรีทุกวันเพื่อให้อาการป่วยนั้นจางหายไป
 

หนังยังให้รายละเอียดตามปรัชญาความเชื่อแบบไทยโบราณว่าการทำบายศรีเป็นการ “เรียกขวัญ” กำลังใจให้กลับมาในยามที่บุคคลประสบกับเหตุการณ์ร้ายจน “เสียขวัญ”  เมื่อเป็นเช่นนี้พิชจึงทำบายศรีเรียกขวัญให้เชนเผื่อเชนจะอาการดีขึ้นหลังจากที่สูญเสียลูกสาวไป .. ดูสิ คนป่วยใกล้ตายกลับต้องมาทำบายศรีสู่ขวัญให้กับคนที่ไม่ได้ป่วยอะไร
 

ระหว่างนั้นหนังพาคนดูไปชมวิธีการพับกลีบดอกบัวและการพับใบตองอย่างประณีตบรรจงจนเราไม่คิดว่าการทำบายศรีจะประณีตบรรจงได้ขนาดนี้ถือว่าหนังเรื่องนี้โชว์การทำบายศรีได้อย่างมหัศจรรย์ทีเดียว ส่วนตัวชอบภาพการพับกลีบดอกบัวมากไม่คิดว่าจะได้เห็นการพับกลีบดอกบัวที่น่าดูชมขนาดนี้
 

แม้หนังจะประณีตบรรจงด้วยการโชว์ภาพการทำบายศรีการพับใบตองอย่างละเมียดละมัยผ่านจุดเริ่มต้นของการกลับมา “สานความสัมพันธ์” ของชายสองคนที่ความสัมพันธ์รกร้างกันไปนานจนต้องถางป่าที่รกชัฏด้วยกันสองต่อสองและหนังยังมีกลิ่นไอทางพระพุทธศาสนา  แต่ถึงอย่างนั้นหนังก็จงใจพูดเรื่องเพศอย่างตรงไปตรงมาไม่หลีกเลี่ยงเมื่อพิชสิ้นศรัทธากับการรักษากับการแพทย์แผนปัจจุบันด้วยการยุติการฉีดคีโม พิชบอกว่ามันทำให้เขาทรมานจากการแพ้สารเคมีจนขนตามตัวร่วงหมดแม้แต่ “หมอย” ก็ยังร่วง แล้วหันมาใส่ใจกับการรักษาเยียวยาด้วยสมุนไพร
 

ความตรงไปตรงมาของการสื่อสารเรื่องเพศด้วยคำพูดพร้อมด้วยฉากเลิฟซีนของสองนักแสดงหนุ่มทำให้มะลิลาได้เรท 18+ หนังแนวพุทธเรื่องนี้จึงกลายเป็นหนังผู้ใหญ่ไปโดยปริยาย น่าเสียดายหากวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 18 อยากจะชมหนังเรื่องนี้จะต้องทำอย่างไร เรื่องนี้อาจต้องมาถกเถียงกันต่อ เพราะส่วนตัวก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องตัวเลขว่าจะสามารถวัดวุฒิภาวะของเด็กแต่ละคนได้ เพราะวุฒิภาวะของเด็กแต่ละคนย่อมไม่เท่ากัน
 


 

แม้หนังจะหวือหวาไปด้วยฉากเลิฟซีนและการใช้คำพูดในเรื่องเพศแบบตรง ๆ แต่ครึ่งหลังของหนังก็ยังคงละเมียดละมัยไปด้วยการนำเสนอภาพของเชนกับการใช้ชีวิตเป็นพระภิกษุปฏิบัติธรรมในป่า ซึ่งครึ่งหลังถือว่าเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้คนดูได้สัมผัสกับอีกด้านของพระพุทธศาสนาผ่านแผ่นฟิล์มในแบบที่คนดูอาจไม่เคยเห็นจากหนังไทยเรื่องไหนมาก่อน
 

แม้เชนจะเคยพูดว่าเขาจะบวชให้พิชเผื่อว่าอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งของพิชจะดีขึ้น แต่เชนก็ไม่ได้บวชตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ เขาบวชหลังจากที่พิชละจากโลกนี้ไปแล้วด้วยอาการของโรคมะเร็งขั้นสุดท้าย
 

พอไปบวชก็ไปอยู่ป่าออกธุดงค์กับพระพี่เลี้ยงชื่อ พระสัญชัย บังเอิญว่าเป็นจุดที่ติดกับเขตชายแดน หนำซ้ำพระเชนต้องเผชิญกับ “ปมในใจ” ที่ยังไม่จางคลาย นั่นคือการคิดถึงชายคนรัก จนทำให้เขาเห็นศพที่มองเพื่อปลงอสุภกรรมฐานกลายเป็นพิชผู้กลับฟื้นคืนชีวิตแล้วเข้าไปสวมกอดพร้อมกับกล่าวคำ “ขอโทษ” ออกมา คนดูน่าจะเดาได้ว่าพระเชนขอโทษพิชด้วยเหตุอันใด ...
 

ฉากนี้ถือว่ามีความ Cult* มากเพราะไม่ค่อยมีหนังไทยเรื่องไหนที่เล่นกับจินตนาการและการมองเห็นได้สุดทางขนาดนี้ จนมีหลายคนที่ดูฉากนี้แล้วอาจจะเดินออกมาจากโรงแบบงง ๆ แม้บางคนจะบอกว่าเป็นการจงใจเสนอภาพศพแบบ “สอนธรรมะ” เกินไปหน่อยแต่ข้าพเจ้าก็มองว่ายังไม่เคยมีหนังไทยเรื่องไหนนำเรื่องการปลงอสุภะกรรมฐานของพระสงฆ์มาใส่ในหนังเหมือนกับหนังเรื่องนี้ซึ่งถือว่าเป็นการท้าทายจิตใจและความเข้มแข็งของคนดูมาก
 

(*Cult เป็นตระกูลหนังประเภทหนึ่งที่มักนำเสนอภาพหรือเนื้อหาแรง ๆ นอกขนบหนังทั่วไป และมักมีนักดูหนังบางกลุ่มชอบหนังแนวนี้ จึงเรียกว่าหนัง Cult)
 

ฉากสุดท้ายพระเชนเดินออกมาที่ลำธารแล้วค่อย ๆ เปลื้องจีวรออกทีละชิ้นอย่างบรรจงแล้วลงไปสรงน้ำในลำธาร ฉากนี้คล้าย ๆ กับฉากที่พระโต้งแก้จีวรเปลือยกายในห้องน้ำจากเรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ถือเป็นฉากพระเปลือยกายสรงน้ำที่ท้าทายเช่นกัน เพราะพระสงฆ์ในสังคมไทยถือเป็นบุคคลที่ Untouchable (บุคคลที่ห้ามแตะต้อง) เเปปร จึงถือว่าเป็นฉากที่ท้าทายสังคมไทยไม่น้อยทีเดียว แต่การเปลือยกายในหนังเรื่องนี้ก็ให้ความหมายว่าพระก็เป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญคนหนึ่ง  มีทุกข์ได้ ร้องไห้ได้ เสียใจได้ เหมือนอย่างที่ “มะลิลา” กำลังทำให้เห็น

 


 

 

ภาพลักษณ์ของตัวละครพระเชนน่าจะมีผลต่อมุมมองของคนไทยที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ไปในทิศทางที่ว่าพระสงฆ์ก็มีความเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ผ้ากาสาวพัสตร์ที่พระสงฆ์นุ่งห่มเป็นเพียงเปลือกหุ้มห่อทำให้พระต้องเคร่งครัด เรียบร้อย สุขุมคัมภีรภาพไปตามความคาดหวังของชาวพุทธ และต้องเป็นไปตามกรอบซึ่งบางครั้ง (หรือหลายครั้ง) ก็ไม่ใช่ความจริงในแบบที่พระควรจะเป็น
 

ส่วนจะมีการตีความว่าการเปลือยกายของพระเชนคือการหลุดพ้นจากความทุกข์ใจ ได้สารภาพความผิดกับชายคนรัก การลงไปสรงน้ำในลำธารคืออิสรภาพทางจิตวิญญาณเหมือนกับฉากแรกที่มีการลอยบายศรีลงในน้ำเป็นการลอยเคราะห์ลอยโศกก็เป็นไปได้เช่นกันเพราะหนังเปิดโอกาสให้คนดูตีความได้หลากหลายความหมายอยู่แล้ว
 

“มะลิลา” ยังมีความละม้ายคล้ายคลึงกับ “ธุดงควัตร” ของบุญส่ง นาคภู่ หนังที่กล่าวถึงชายคนหนึ่งชีวิตตกยากจากการทำไร่ยางขาดทุนจึงโซซัดโซเซไปเจอวัดป่าแล้วขอบวช จากนั้นชายตกยากก็เข้าสู่พิธีกรรมอุปสมบทซึ่ง “มะลิลา” ก็มีฉากการซ้อมบวชแบบเดียวกัน และหนังก็แสดงวัตรปฏิบัติของพระธุดงค์ในรูปแบบคล้าย ๆ กัน มีสีกามาเกะกะพระธุดงค์ ซึ่งน่าจะเทียบได้กับฉากที่พระเชนอาลัยอาวรณ์คนรัก เพียงแต่พระใน “ธุดงควัตร” แสดงออกด้วยการเดินหนีไปทำความเพียรอยู่ในป่าคนเดียว
 

แต่ใน “มะลิลา” อาจจะแหกกฎด้วยการให้พระเข้าไปสวมกอดคนรัก ซึ่งการเข้าไปกอดคือการเข้าไปเผชิญหน้ากับความทุกข์โดยตรง ไม่หนีไปไหน แล้วทำทุกข์นั้นให้ดับไปด้วยการยอมรับในความผิดที่ตนเคยกระทำไว้กับชายคนรัก ซึ่งเราก็สามารถมองได้ว่าหนังกำลังนำเสนอภาพลักษณ์ของพระในความหมายของ “ความเป็นมนุษย์” อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้ว
 

ที่น่าสังเกตคือหนัง “มะลิลา” ไม่ปรากฏตัวละครที่เป็นผู้หญิง หากไม่นับตัวละคร “ลูกสาวของเชน” ที่ปรากฏตัวในหนังเพียงขาสองข้างที่กำลังถูกงูรัด และตัวละคร “แม่ของพิช” ที่ถูกชาวบ้านฆ่าเพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นปอบ ก็เป็นเพียงการ “ถูกกล่าวถึง” เท่านั้น หนังจึงมีลักษณะพิเศษบางอย่างที่ปรากฏตัวละครหลักเพียง 3 ตัวและเป็นชายทั้งหมด
 

หาก “ธุดงควัตร” เป็นหนังที่พูดถึงการใช้ชีวิตเป็นพระธุดงค์ของพระผู้ชาย “มะลิลา” ก็น่าจะเป็นหนังที่พูดถึงการใช้ชีวิตการเป็นพระธุดงค์ของพระเกย์ แต่มันจะแตกต่างกันอย่างไรเพราะในที่สุดไม่ว่าจะเป็นพระผู้ชายหรือพระเกย์เมื่อบวชเข้ามาแล้วก็ต้องปฏิบัติศึกษาเรียนรู้ธรรมะเพื่อไปพ้นจากความยึดติดในความเป็นตัวตนเหมือน ๆ กันทุกรูป
 

ณ จุดนี้ “มะลิลา” ถือว่าไปไกลในเรื่องความท้าทายที่ให้เชนออกบวชเป็นพระภิกษุ เท่ากับเป็นการตีความพระไตรปิฎในแนวทางใหม่ว่าพระที่อดีตเคยมีความสัมพันธ์กับเพศเดียวกันก็สามารถบวชได้ ปฏิบัติธรรมได้ และใช้ชีวิตร่วมกับพระรูปอื่นได้ ไม่มีปัญหาอย่างที่สังคมมักตั้งแง่รังเกียจ และสามารถละวางความทุกข์ไปสู่ความมีอิสรภาพทางใจได้
 

ในที่สุดหนังก็นำไปสู่อุดมคติเรื่อง “ความไร้เพศ” ขณะที่พระเชนพิจารณาอสุภะ (ซากศพ) จากที่เคยมีร่างกายงดงาม มีอวัยวะเพศ เมื่อศพเน่าอวัยวะเพศก็เน่าเปื่อยไป ความเป็นชายความเป็นหญิงก็สูญสลายไปพร้อมกับศพ จนเหลือแต่เถ้ากระดูกและฝุ่นผงลอยหายไปในอากาศ นั่นคือความว่างเปล่า หาแก่นสารอะไรไม่ได้


 

แล้วเราจะมาอะไรกันนักกันหนากับความเป็นเพศเล่า ?

 

 

ดูหนังกับพระแล้วสนทนาธรรมกัน

ที่ผ่านมามีการฉายภาพยนตร์เรื่อง “มะลิลา” ให้กับพระภิกษุได้ชม เมื่อวันจันทร์ที่ 5 มีนาคม 2561 ณ ห้องนิพพานชิมลอง หอจดหมายเหตุพุทธทาส (สวนโมกข์กรุงเทพฯ) เป็นการฉายภายใต้โปรแกรมที่มีชื่อว่า ดูหนังผ่านตาสู่ใจโดยมีผู้กำกับ อนุชา บุญยวรรธนะ ร่วมเสวนาธรรมถามตอบกับพระสงฆ์หลังจากฉายหนังจบ
 

มีพระสงฆ์ร่วมชม 36 รูป ระหว่างที่หนังเริ่มฉายได้ประมาณ 15 นาทีมีพระสงฆ์ลุกออกไปแล้วไม่กลับมา 3 รูป และอยู่ร่วมเสวนา 24 รูป
 

ต่อไปนี้เป็นหัวข้อสนทนาที่เก็บมาจากช่วงเสวนา

 

ทำไมจึงมาดูหนังเรื่องนี้

          # เพราะเห็นว่าเป็นหนังที่น่าสนใจอยากดูอยู่แล้ว

          #เพราะหนังเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของเพศเดียวกัน

          # เพราะเพื่อนชวน

          #เพราะเป็น Fan Clubของหลวงพี่ชาย (ผู้ประสานงานให้เกิดกิจกรรม “ดูหนังผ่านตาสู่ใจ”)

 

เป็นการเหมาะสมหรือไม่หากพระภิกษุจะมาชมหนังที่มีฉากเลิฟซีน

            # สิ่งที่สังคมจัดสร้างให้กับนักบวชทำให้นักบวชเหมือนกับคนพิการทางความคิด ต้องคัดสรรให้หมดทุกอย่าง ไม่เปิดโอกาสให้นักบวชได้พิจารณาเหมือนอสุภะ เราควรถามว่าดูแล้วท่านเห็นอะไรท่านคิดอะไรมากว่าจะไปปิดกั้นการเรียนรู้  ถามว่านักบวช ๆ เพื่ออะไร ตอบว่าบวชเพื่อเรียนรู้ แล้วเรียนรู้อะไร เรียนรู้ในสิ่งที่คัดเลือกให้เท่านั้นหรือเปล่า  สังคมมักคิดไปก่อนแล้วว่าพระควรดูอะไร-ไม่ควรดูอะไร

           # นักบวชก็คือมนุษย์ ในพระวินัยมีการพูดถึงหัวข้อปาราชิกในเรื่องการร่วมเพศซึ่งบรรยายไว้ละเอียดกว่าในหนังหรือมากกว่าในหนังด้วยซ้ำ  ถ้าเราไม่อยู่กับความจริงเราก็ไม่สามารถยกระดับจิตได้ ถ้าเราไม่รู้จักมันเราจะผ่านมันไปได้อย่างไร สังคมบอกว่าพระไม่ควรดูหนังแบบนี้ ถ้าเราไม่ดูแล้วเราสามารถละมันได้จริง ๆ หรือ

            # พระเณรเราไม่สามารถเลือกได้ว่าจะเจอเฉพาะสิ่งดีงามและถูกต้อง แต่เราสามารถเลือกปฏิบัติสิ่งที่ดีงามและถูกต้องได้

            # มีคำพูดในหนังที่พระพี่เลี้ยงพูดว่า หน้าที่ของเรามีแค่รู้เท่านั้น ทำให้นึกถึงคำบาลีว่า ยถา ภูตัง ปชานาติ แปลว่า รู้ตามความเป็นจริง บ้านเรายังขาดการเรียนรู้แล้วทำจิตใจให้เป็นมัชฌิมา คือทำใจเป็นกลาง ๆ คนที่มีอคติพอดูหนังเรื่องนี้แล้วก็ลากเข้าหาตัวว่าคนที่ไปดูหนังแนวนี้ต้องเป็นเกย์แน่ ๆ มันเลยเป็นไปได้ยากในวงการศึกษาบ้านเราที่จะมองแบบวางใจเป็นกลาง  แต่เราก็ไม่สามารถรู้ได้ใช่ไหมว่าพระรูปไหนดูไปแล้วคิดอย่างไร  สิ่งที่เราทำกันก็คือเรามักตัดสินพระไว้ก่อน พอเป็นแบบนี้มันจึงกลายเป็นการเรียนรู้ที่ห่างไกลจากการเรียนรู้แบบ “พุทธิ” เพราะเกิดการตัดสินกันไปก่อน

# ตอนเป็นสามเณรเห็นผู้หญิงตามป้ายรถเมล์ แท็กซี่แซวเราว่าหลวงพี่อย่าไปมองนั่นน้ำเลือดน้ำหนอง ดูสิมาสอนเรา ถ้าไม่มองแล้วเมื่อไรจะรู้ล่ะ ก็ต้องมีการมองแบบ ยถา ภูตัง ปชานาติ ดูให้เห็นตามความเป็นจริง   หน้าที่ของเราคือรู้เท่าทัน รู้ตามความเป็นจริง

#สำหรับหนังเรื่องนี้ ฉากนั้นเรามองข้ามการเสพสมไปแล้ว มีความลึกซึ้งมากว่าคนสองคนมีเพศสัมพันธ์กัน มันสื่อถึงความรัก ไม่ได้ดูน่าเกลียด ดูแล้วมันเป็นธรรมชาติที่มนุษย์ต้องพบเจอ

            # ถ้าเราตัดสินหนังเพียงเพราะฉากนั้นเพียงฉากเดียว เราอาจจะพลาดสาระสำคัญที่หนังกำลังพูดถึงก็ได้

            # เซ็กส์คือความอร่อย แต่เป็นความอร่อยที่มีค่าจ้างเป็นความทุกข์ที่ตามมาหลังจากมีเซ็กส์ ตอนรู้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเกย์ที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาก็คิดว่ามันจะไปกันได้หรือ แต่พอดูแล้วหนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นครู คือทำให้เห็นว่าการไม่มีเมียเป็นลาภอันประเสริฐ โดยเฉพาะฉากอสุภะมันปังมาก

 

ใครบอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเกย์

            # ตอนมาดูหนังเรื่องนี้ชวนพระในวัดว่าไปดูหนังกัน พระในวัดถามว่าเรื่องอะไร พอรู้ว่าเป็นมะลิลาพระที่ถูกชวนก็พูดว่า อ้อ หนังเกย์ไม่ไปดูหรอก

            # ในใบปิดคิดว่าเวียร์เล่นเป็นเกย์ แต่ในเรื่องกลับกลายเป็นว่าเชน (เวียร์) เคยมีเมียมีลูกมาก่อน แล้วค่อยมีความสัมพันธ์กับพิช แล้วอะไรคือความเป็นเกย์ในหนัง สุดท้ายเชนก็ไปบวชเป็นพระ พระก็คือสมณะเพศ สมณะเพศก็คือเพศอีกเพศหนึ่ง จะเห็นได้ว่าเพศมันเลื่อนไหลไปตลอด มีความอนิจจัง ในที่สุดความเป็นเพศก็ไม่ได้มีอยู่จริง เป็นความว่าง การตัดสินว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเกย์จึงเป็นการด่วนสรุป

            # บางครั้งการที่เราตัดสินหนังเพียงแค่ภาพโปสเตอร์ ใบปิด ก็อาจทำให้เราพลาดอะไรบางอย่างในหนังไป แล้วถ้าหากว่ามะลิลาเป็นหนังเกย์แล้วยังไงต่อ การเป็นหนังเกย์ไม่ดีอย่างไร หรือเสียหายอะไร

 

 

ความคิดเห็นทั่วไปจากพระเมื่อได้ชมภาพยนตร์ “มะลิลา”

          # หนังแสดงด้านทุกข์ของมนุษย์ แต่ละฉากมี deep meaning(ความหมายลึกซึ้ง) ซ่อนอยู่ มันเป็นหนังพุทธศาสนาที่โชว์การใช้ชีวิตของพระ พระบวชให้คนรักที่เป็นเพศเดียวกันที่ตายไป ส่วนตอนจบเขาอาจจะบวชต่อหรือสึกก็เป็นไปได้ ฉากพระถอดจีวรสรงน้ำก็ทำอย่างเชื่องช้าประณีตบรรจงเหมือนกับพระเชนได้เป็นอิสระแล้วจากความทุกข์ใจ และยังนับได้ด้วยว่าพระเชนเคี้ยวข้าวกี่คำ

          # หนังมีรายละเอียดเรื่องการห่มจีวรมาก มีความประณีต กิริยาของพระเชนก็ดูเรียบร้อย ฉากสุดท้ายมีการถอดจีวรทีละชิ้นแล้วค่อย ๆ พับและวางอย่างบรรจงก่อนจะลงไปสรงน้ำในลำธาร ถือเป็นรูปลักษณ์ที่ดีของการนำเสนอภาพของพระที่รักเพศเดียวกันให้ปรากฏในหนัง

          # มันไม่ใช่หนังพุทธศาสนา มันเป็นหนังที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ที่คนสร้างต้องการสื่อ ถ้าเราบอกว่าการที่หนังมีตัวละครพระแล้วเป็นหนังพุทธ แล้วถ้างั้น “หลวงพี่เท่ง” เป็นหนังพุทธไหม มันก็ไม่ใช่ นั่นมันหนังตลกที่มีพระเป็นตัวแสดง

# หนังเรื่องนี้ทำให้คนได้คิด แต่ศาสนาถูกทำให้คนจำมากกว่าคิด  ทุกวันนี้ศาสนาเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมมากมาย ถ้าศาสนาจะไปทำให้คนจำมากกว่าคิดศาสนานั้นจะกลายเป็นปัญหาไม่ใช่ทางออก

# มองว่าผู้กำกับต้องการทำหนังเรื่องนี้เพื่อสื่อธรรมะในมุมมองใหม่ว่าเกย์ก็สามารถเข้าถึงธรรมได้

#หนังเรื่องนี้สะท้อนสภาพสังคมชายเป็นใหญ่ เกี่ยวกับเกย์ห้ามบวช ผู้หญิงห้ามบวช แต่ผู้ชายบวชได้ไม่มีปัญหา

# ฉากที่พระสัญชัยสอนพระเชนว่าก่อนนอนให้จำให้ได้ว่าตรงไหนเป็นอะไร หากตื่นมากลางดึกจะได้ไม่หลงว่าเป็นผี เป็นการเตือนให้เกิดสติ เตือนให้เกิดวิชชา

 

 

ความคิดเห็นจากผู้กำกับเกี่ยวกับหนัง “มะลิลา”

            # ที่ว่าพระไปอาบน้ำอาจจะตีความว่าเพราะกอดศพแล้วตัวเลอะศพจึงลงไปสรงน้ำในลำธารชำระร่างกายก็ได้ ตอนจบหนังมีลักษณะปลายเปิดให้คนดูตีความเอาเอง

            # หนังมีปรัชญาเรื่องการทำบายศรี ปรัชญาคำสอนทางพุทธศาสนา ปรัชญาชีวิตและความตาย มีปรัชญาหลายเรื่องผสมรวมกันไปจึงต้องจัดการให้เกิดความ Balance (สมดุล)

            # บทหนังมะลิลาเกิดจากส่วนผสมของการที่ผู้กำกับมีโอกาสได้บวชเป็นพระภิกษุและปฏิบัติแบบพระป่า บทหนังใช้เวลาเขียนประมาณ 7 ปี ระหว่างนั้นมีการปรับนู่นแต่งนี่ไปเรื่อย ๆ 

            # ผู้กำกับได้บวชช่วงปีแรก ๆ ของการเริ่มเขียนบทหนังเรื่องนี้ บุคลิกของตัวละครทั้งพิชและเชนมาจากตัวตนและประสบการณ์การบวชพระของผู้กำกับ ผู้กำกับต้องไปเรียนทำบายศรีด้วย ผู้กำกับและนักแสดงต้องไปดูศพจริง ๆ เพื่อเข้าถึงบทหนัง ทั้งหมดจึงกลายมาเป็นหนังมะลิลา

            # สวนมะลิถ่ายทำที่นครชัยศรี ฉากป่าและการปฏิบัติธุดงค์ถ่ายทำที่ป่าใน จ. กาฬสินธุ์ เชิงตะกอนถูกเซ็ทขึ้นมา จุดที่ถ่ายทำบางจุดเป็นบริเวณที่เคยมีคนนำศพมาทิ้งจริง ๆ

            # บุคลิกพระสัญชัยมาจากพระเพื่อนผู้กำกับที่เคยบวชด้วยกัน แล้วพระเพื่อนมักจะปฏิบัติกัมมัฏฐานที่เลเวลสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่อยู่ในป่าแค่นี้แล้วเริ่มปักกลดลึกเข้าไปในป่ามากขึ้น หรือปฏิบัติเนสัชชิก (การไม่นอน) และการปฏิบัติธรรมแบบฮาร์คอร์ขึ้นเรื่อย ๆ

            # พระอุปัชฌาย์เคยบอกผู้กำกับตอนฝึกเป็นนาคว่าอาจจะให้บวชได้แค่สามเณรเพราะมีจริตเป็นหญิง แต่ในที่สุดพระอุปัชฌาย์ก็มีความเมตตาให้บวชเป็นพระภิกษุได้  ก่อนจะได้บวชพระต้องเป็นผ้าขาว 1 เดือนแล้วจากนั้นจึงได้บวชเป็นสามเณรและได้บวชเป็นพระตามลำดับโดยการพิจารณาของพระอุปัชฌาย์

            # ศพเป็นวัสดุที่ทำจากซิลิโคน มีการตกแต่งให้ดูสมจริง ใช้เลือดปลอม น้ำเหลืองปลอม แต่ใช้หนอนจริง

            # ชัยวุฒิ อินทะสะโร (ชื่อที่ปรากฏในเครดิตท้ายเรื่อง) เป็นชื่อเพื่อนผู้กำกับที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เรื่องราวของพิชส่วนหนึ่งก็มาจากเพื่อนคนนี้

            # ฉากที่ผู้กำกับคิดว่าถ่ายทำยากที่สุด คือฉากเลิฟซีน มันยากโดยตัวมันเอง มันยากตอนนำมาตัดต่อ ฉากเลิฟซีนต้องไม่นานจนเกินไปหรือสั้นจนมันดูโกหก มีการทำฉากเลิฟซีนให้มีความยาวเท่า ๆ กับฉากอสุภะ ก่อนหน้านี้ฉากทั้งสองมีความยาวมากกว่าในหนัง 4 เท่า แต่พอส่งไปประกวดแล้วทางกองประกวดขอให้ตัดให้สั้นลงเพราะคนดูรับไม่ได้ พอต้องตัดฉากอสุภะให้สั้นลงก็ต้องตัดฉากเลิฟซีนออกไปให้เท่ากันด้วย เพราะสองฉากมีความสัมพันธ์กัน ความยากคือทำอย่างไรให้มัน Balance กัน
 

 

ความเห็นเกี่ยวกับฉากพระเชนกอดศพ

          # (ความเห็นผู้กำกับ) ตอนนั้นพระเชนอาจจะไม่ได้รู้สึกว่าเขาเป็นเกย์แล้วก็ได้ เพราะเขาผ่านการปฏิบัติธรรมมาระยะหนึ่ง และการเข้ามาบวชก็ทำให้นักบวชต้องละวางเรื่องทางเพศ ภาวะของความเป็นเพศจึงเป็นสิ่งลื่นไหลจนถึงกับลืมหรือไม่ได้สนใจว่าตนเองเป็นเพศอะไร เพราะขณะปัจจุบันตนเป็นเพศสมณะเขาจึงอยู่กับปัจจุบัน ส่วนที่เขาเห็นศพเป็นพิชนั่นเพราะเขาเพียงแค่อาลัยอาวรณ์คนรักที่ตายไปแล้วอยากจะขอโทษ

            # (ความเห็นผู้กำกับ) ฉากกอดศพได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวของ “หลวงพ่อชา” สมัยท่านบวชใหม่ท่านมีอารมณ์ทางเพศจนภาพอวัยวะเพศหญิงมาปรากฏท่านพยายามเดินจงกรมจนอารมณ์ทางเพศค่อย ๆ จางหายไป การที่พระเชนเห็นศพเป็นพิชก็เป็นสิ่งที่พระเชนต้องก้าวข้ามผ่านไปให้ได้เช่นเดียวกัน

            # (ความเห็นพระสงฆ์) ตีความฉากนี้ว่าการเป็นพระหรือนักบวช คือ สมณะเพศ เพราะฉะนั้นไม่ควรจะมีความรัก ดังนั้นเราจึงเรียกสมณะเพศ  หนังกำลังแสดงให้เห็นว่าพระเชนยังคงติดอยู่ในความอาลัยอาวรณ์กับอดีตคนรัก

            # (ความเห็นพระสงฆ์) สังคมมักคาดหวังว่าบวชเป็นพระแล้วต้องละทุกสิ่งให้ได้ แต่จริง ๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องละจนหมดก็ได้ เพราะเรายังมีครอบครัวที่ต้องคอยดูแล เรายังไม่ได้เข้าถึงภูมิธรรมอะไร


 

ผู้กำกับคิดอย่างไรกับคำว่า “แท้จริงแล้วมนุษยชาติไม่มีเพศ ทุกคนเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน”

          # เห็นด้วยกับอุดมคติดังกล่าว แต่การจะทำไปให้ถึงจุดนั้นมันยาก ถึงอย่างไรคนก็ยังเหยียดกันอยู่ดี อาจจะต้องใช้เวลาในการไปให้ถึงจุดนั้น

          # (ความเห็นพระสงฆ์) แต่หนังมะลิลาก็ทำไปถึงนะ ในหนังจะเห็นว่าเพศวิถีของมนุษย์มันไม่นิ่ง เพศของเชนตอนแรกเป็นผู้ชายมีลูกมีเมีย ต่อมาก็แปรเปลี่ยนเป็นรักเพศเดียวกัน แล้วก็กลายมาเป็นสมณะเพศเราเรียกสมณะเพศว่าเป็นบุคคลไร้เพศเพราะละวางการมีกิจกรรมทางเพศไปแล้วและเพศภายใต้ร่างกายของมนุษย์เรามันก็ไม่เที่ยงเหมือนศพที่กำลังเน่า จู๋จิ๋มก็สูญสลายเน่าเปื่อยไปเหลือแต่กระดูก พอกลายเป็นกระดูกในที่สุดกระดูกก็กลายเป็นฝุ่นผงเหลือแต่ความว่างเปล่า นั่นเป็นสิ่งที่หนังกำลังสื่อออกมาถึงภาวะไร้เพศ

            # (ความเห็นพระสงฆ์) ความจริงในโลกนี้มี 2 แบบ คือ ความจริงโดยสมมุติกับความจริงโดยปรมัตถ์ ทั้งหมดนี้เรายังอยู่ในโลกที่ต้องสมมุติกัน ก็ต้องเลือกดูว่าจะปฏิบัติตนไปในความจริงแบบไหน

 



บรรยากาศการเสวนาหลังดูหนังจบ

 

หนังมะลิลาถูกปล่อยออกมาในวาระที่มีการจัดระเบียบพระสงฆ์ว่าต้องเปิดเผยทรัพย์สินอย่างโปร่งใส พระต้องไม่รับเงิน ให้มีการสอดส่องพระ พระที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศต้องถูกตรวจสอบ ผู้กำกับเจอกับประเด็นว่าหนังเรื่องนี้จะโดนแบนไหมเพราะนำเสนอเรื่องราวของคนเป็นเกย์เข้าไปบวชเป็นพระ (ถามผู้กำกับ)

          # ตอนที่ส่งหนังให้คณะกรรมการตรวจสอบก็กลัวมากว่าหนังจะไม่ผ่าน เพราะคณะกรรมการที่มาตรวจหนังของเราเป็นชุดที่มีความsensitiveมาก มีท่านหนึ่งเป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักพุทธ ท่านเคยแบนหนังมาแล้ว แต่พอท่านดูท่านก็บอกว่าชอบ ท่านว่าหนังมันมีประเด็นดีจนอยากจะให้ 15+ แต่ก็ให้ 18+ ตามที่ขอ ทุกวันนี้คณะกรรมการจะพยายามไม่แบนหนังแต่จะใช้วิธีการให้เราปรับเปลี่ยนฉากจนได้เรทที่เหมาะสมเพราะไม่เช่นนั้นก็อาจจะให้ ฉ.20  ซึ่งจะทำให้กลุ่มคนดูลดลงไปอีกโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น

            # ในแง่หนึ่งหนังได้ทำหน้าที่ของมันไปแล้วด้วยการนำเอาพระเอกที่ดูผู้ชายมาก ๆ มารับบทชายรักชาย สังคมก็เปิดกว้างมากขึ้นทั้ง ๆ ที่เขาอาจจะยังไม่เคยดูหนังด้วยซ้ำ และหนังก็ได้รับรางวัลจากต่างประเทศทำให้คนไม่ตัดสินหนังในทันที แม้ Trailerที่ปล่อยออกไปจะเป็นภาพเชนมีความสัมพันธ์กับผู้ชายด้วยกันและยังไปบวชเป็นพระแต่ก็ไม่เห็นใครออกมาวิจารณ์แรง ๆ  หรืออาจเป็นเพราะคนคงคิดว่าต้องไปดูก่อนแล้วค่อยวิจารณ์ก็เป็นไปได้

            # กระทรวงวัฒนธรรมก็ให้การสนับสนุนเรื่องงบทำโปรเจ็คส่งไปหาทุนที่เมืองคานส์ และให้งบมาสร้างส่วนหนึ่งและมอบPost Productionมาให้ส่วนหนึ่ง  อาจเป็นเพราะมันมีเรื่องเชิดชูวัฒนธรรมไทยเรื่องการทำบายศรีและพุทธศาสนาและมีวิธีการนำเสนอที่เป็นสากลเขาเลยยอมรับ ถ้าเรานำเสนอแต่วัฒนธรรมไทยและพุทธศาสนาแบบโต้ง ๆ ไปมันก็ไปไม่ได้กับต่างประเทศ เขาดูแล้วเขาก็อาจจะบอกว่าทำไมยัดเยียดจังน่าเบื่อ เราก็ต้องนำเสนอด้วยอะไรที่มันดูขัดแย้ง เช่น เรื่องชายรักชาย เรื่องศาสนา เรื่องจิตวิญญาณด้วย เลยทำให้ต่างประเทศเขาสนใจหนังเรื่องนี้

 

ตอนหนังถูกส่งไปฉายต่างประเทศมีคนไม่เข้าใจบ้างไหมเพราะหนังนำเสนอเรื่องการทำบายศรี ชีวิตพระป่า พระไปดูศพ พุทธศาสนา หนังเรื่องนี้เสนอวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น

          # คนดูต่างประเทศเขาก็เข้าใจหลักปรัชญาทางพุทธ  คณะกรรมการเขาก็เข้าใจและแปลกใจว่ามันเป็นเรื่องเพศที่เย้ายวน และมีเรื่องการหลุดพ้นทางจิตวิญญาณ มันมาmix(ผสม) กันได้อย่างชัดเจน มันamazingมากที่สามารนำมาผสมผสานกันได้ กรรมการที่ให้รางวัลที่สิงคโปร์ก็เป็นผู้กำกับชาวอินเดียที่เคยกำกับหนัง Elizabethพอดูจบเขาเข้าใจหมดทุกอย่างและบอกว่าการมีชีวิตที่มีสมาธิเป็นครั้งคราวนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่การมีชีวิตที่สมาธิตลอดเวลามันเป็นเรื่องยาก เหมือนกับว่าการจะบรรลุไปอีกขั้นหนึ่งมันเป็นเรื่องยาก

            # สำหรับคนดูทั่วไปบางคนก็ร้องไห้ แม้เขาจะไม่รู้จักการทำบายศรีแต่เขาก็รู้ว่าหนังมันมีความสงบ มันมีความสวยงาม และเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปมมนุษย์ที่ได้ปลดปล่อยจากความทุกข์ออกไป ก็ถือเป็นความภูมิใจของเราที่เราสามารถทำได้สำเร็จ

 



บรรยากาศการเสวนาหลังฉายหนังจบ

 

ทำไมฉากที่เชนกับพิชถางป่าจึงยาวนาน

          #หนังมันมีความเป็นบทกวี จึงให้เวลากับการเล่าเรื่องกับดอกไม้ต้นไม้ทุกต้น ความรกร้างของป่าก็คือความสัมพันธ์ที่ทิ้งร้างกันไปนาน เมื่อมาเจอกันก็ต้องใช้เวลารื้อฟื้นความสัมพันธ์ในอดีตที่เจ็บปวด มันจึงต้องใช้เวลานานและให้คนดูได้คิดเองว่าสองคนนี้น่าจะมีอดีตต่อกันมาก่อน หนังจึงไม่เล่าตรง ๆ ให้คนดูค่อย ๆ คิดไป

 

ทำไมจึงชื่อเรื่องมะลิลา

            # ดอกมะลิบางทีเขาก็เรียกว่า “มะลิลา” ดอกมะลิมันมีสีขาว มันเหี่ยวง่าย ช้ำง่าย แสดงถึงความเปราะบางของชีวิต หรืออาจจะหมายถึงดอกไม้แห่งการจากลาก็ได้

 

ทำไมหนังเริ่มต้นที่น้ำและจบลงที่น้ำ

          # เป็นสไตล์การทำหนังของผู้กำกับที่ชอบเล่นกับสัญลักษณ์ น้ำหมายถึงการชำระล้าง ความอนิจจังที่แปรเปลี่ยนไหลเรื่อยไป หรือเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติก็ได้ เป็นการจบแบบปลายเปิดให้คนดูได้คิดว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

 

ตอนที่พระสัญชัยพูดกับพระเชนว่า มันมีแต่ผีคนรู้จักกันเท่านั้นที่มาหลอก ผีคนที่ไม่รู้จักกันจะไม่มาหลอก แล้วพระเชนก็ไปพบศพที่มีสัญลักษณ์เหมือนคนรัก ตรงนี้พระเชนอาจจะเกิดอาการจิตหลอนหรือเปล่า หรือเป็นผีจริง ๆ ในความหมายของพระสัญชัย นี่เป็นเจตนาให้บทสนทนากับเหตุการณ์เชื่อมโยงกันหรือเปล่า

          # ก็อาจมองว่าเป็นภาพหลอนก็ได้ เพราะเวลาทำกัมมัฏฐานอาจเป็นเรื่องของจิตหลอนก็เป็นไปได้ พอนึกถึงคนรักอะไร ๆ ก็พรั่งพรูออกมา หรืออาจเป็นวิญญาณคนรักมาบอกลาจริง ๆ ก็ได้ แล้วแต่เราจะตีความว่าเป็นอย่างไร เพราะเหตุการณ์นี้พระสัญชัยก็ไม่ได้มาร่วมเห็นเหตุการณ์ด้วย

 

เห็นบายศรีตอนแรกสองชั้นด้านบนมันคว่ำพอเอาไปลอยน้ำกลับคล้ายกระทง

            # มันเป็นรูปทรงของบายศรีอยู่แล้ว ซึ่งมันก็ไม่สามารถลอยได้อยู่แล้ว แล้วแต่คนดูจะมอง

 

ผู้กำกับคิดว่าคนดูจะได้มุมมอง หรือได้สารประโยชน์อะไรบ้างจากหนังเรื่องนี้

          # คนดูก็ได้เห็นแง่บวกคือได้รู้ว่าพระปฏิบัติเขาทำอะไรกันบ้าง คนดูอาจจะได้แรงบันดาลใจกลับไปศึกษาต่อว่าพระกัมมัฏฐานคืออะไร คำว่าเนสัชชิกคืออะไร อสุภะมันแปลว่าอะไร ทำไมพระป่าต้องมีวิถีชีวิตแบบนั้น อาจทำให้คนดูกลับไปค้นหาความรู้เพิ่มเติมว่าสิ่งที่อยู่ในหนังคืออะไร  ทำให้คนดูได้มีโอกาสดูหนังที่ต้องใช้ความคิดไปด้วย  หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ให้ความบันเทิงตรง ๆ แต่เน้นเรื่องการตีความและขบคิด ซึ่งมันก็เป็นความบันเทิงอีกรูปแบบหนึ่ง

            #ถ้ามีคนสนใจดูหนังเรื่องนี้มากขึ้นก็จะเป็นโอกาสในการพัฒนาแนวทางของหนังไทย ทำให้สามารถสร้างหนังแนวนี้ออกมาได้อีก ซึ่งเราก็ไม่ได้นำเสนอพระในแบบตลก แต่หนังพระตลกก็ไม่ได้แย่นะเรามองว่าหนังพระตลกก็ทำให้คนดูใกล้ชิดกับพระกับศาสนาไปอีกแบบ หนังของเราก็ทำหน้าที่อีกแบบหนึ่ง ก็ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองรูปแบบ

 



บรรยากาศการเสวนาหลังดูหนังจบ

 

ชื่อตัวละครมีความหมายอะไรหรือไม่

            # ชื่อเชน บางคนตีความว่าหมายถึง โซ่ ที่ร้อยรัดไว้ทำให้ยึดติดไม่ปล่อยวางได้สักที แต่จริง ๆ แล้วชื่อเชนมาจากชื่อแฟนคนหนึ่ง  ชื่อพระสัญชัยก็มาจากพระอาจารย์ที่วัดที่เคยบวช

 

แม่ของพิชเป็นปอบ มีความหมายอะไรไหม

            # เป็นการแสดงให้เห็นว่าสังคมมันมีเรื่องแบบนี้อยู่ทุกสังคม ไม่ว่าจะเป็นการเหยียดเพศ เหยียดคนชายขอบ ทุกคนต่างก็โดนกระทำร่วมกันไม่จำเป็นต้องเป็นเพศทางเลือกเท่านั้นที่โดนกระทำ มันเป็นปัญหาร่วมสมัย เป็นแบ็คกราวนด์ของเรื่อง

 

อยากถามผู้กำกับว่าการทำหนังนอกกระแสแบบนี้สามารถอยู่ได้ไหม

            # ทำหนังเรื่องนี้เรารู้อยู่แล้วว่าไม่ได้กำไร เราคิดว่าเราทำงานที่มีคุณค่า แต่เมื่อหนังมันได้รับการพูดถึงมันก็สามารถต่อยอดตัวเราไปสู่การงานด้านอื่น ๆ ด้วย เราทำงานด้านโฆษณาด้วย เราสร้างงานตรงจุดนี้เพื่อว่าอาจจะรอไปสักสิบปีเพื่อสร้างฐานคนดูหนังแนวนี้ให้เกิดขึ้นมาในวงการคนดูหนังบ้านเรา

 

คำถามในวงเสวนาที่ไร้คำตอบที่อาจจะต้องไปค้นหาคำตอบกันต่อนอกวงเสวนา

           # ชีวิตของพระเป็นชีวิตที่ถูกคาดหวังและถูกกดดันเยอะ ชีวิตการเป็นพระไม่ใช่เรื่องง่ายพระก็เป็นคน ๆ หนึ่งที่ต้องเอาตัวรอด  ไม่ว่าเหตุผลของการบวชของแต่ละท่านจะเป็นอย่างไรเราก็มีสิ่งที่ต้องประสบพบเจอและคาดหวังจากสังคมไม่ต่างกับตัวละคพระเชน เช่น ตอนนี้มีการเรียกร้องว่าพระต้องไม่มีทรัพย์สิน ต้องมีความโปรงใส ต้องไม่รับเงิน ตรวจสอบได้ ในขณะที่เรายังมีพ่อมีแม่มีพี่มีน้องที่ยังลำบาก ทำยังไงจะให้คนรอบข้างได้ประโยชน์จากการบวชของเราด้วยและเราก็สามารถบวชต่อไปได้ แต่เราถูกเรียกร้องเยอะว่าต้องไม่มีสมบัติ พอเราไม่มีเงินถ้าพ่อแม่ป่วยเราจะทำยังไง บวชมา 20 ปี ใครดูแล ถ้าพ่อแม่ป่วยเราจะเอาเงินที่ไหนไปรักษาท่าน ถ้าทำงานราชการก็ยังพอมีสวัสดิการให้เราบ้าง แต่นี่บวชมา 20 ปีพ่อแม่ป่วยก็ยังช่วยไม่ได้  อุดมคติของการเป็นพระและชีวิตจริงมันจะไปด้วยกันได้อย่างไร

            #  เวลาบวชเข้ามาแล้วเป็นเกย์ไม่เป็นเกย์ ตัวพระเป็นคนบอกว่าผมเป็นเกย์ หรือสังคมเป็นคนเอาป้ายไปแปะ หรือใครเป็นคนบอกว่านี่คือพระเกย์  แล้วใครควรเป็นคนสรุปว่าเป็นเกย์หรือไม่เป็นเกย์

            # พระที่รักต่างเพศแตกต่างจากพระที่รักเพศเดียวกันอย่างไร

 



ผู้กำกับและเจ้าหน้าที่สวนโมกข์ ถ่ายรูปร่วมกับพระภิกษุหลังจบการเสวนา

 

มีฆราวาสประมาณ 5 ท่านเข้าร่วมชม ได้แก่ เจ้าหน้าที่ของสวนโมกข์กรุงเทพฯ และผู้สนใจที่เคยดูแล้วและต้องการชมและร่วมฟังเสวนา ต่อไปนี้เป็นความเห็นของฆราวาสผู้เข้าร่วม

            #  เคยดูครั้งแรกดูไม่รู้เรื่องเลย พอมาดูครั้งนี้แล้วได้ฟังจากมุมมองของหลาย ๆ ท่านก็เข้าใจเรื่องราวของมะลิลามากขึ้น จุดประสงค์คือต้องการเก็บเกี่ยวเอาความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิต เพราะตนเองก็กำลังเข้าสู่การปฏิบัติธรรม ขอบคุณที่มีหนังเรื่องนี้ นับถือใจของผู้กำกับที่พูดว่าทำหนังเรื่องนี้ออกมาก็รู้อยู่แล้วว่าไม่ได้กำไร แต่ทำเพื่อประโยชน์ของของคนส่วนมาก

            #  รู้สึกชื่นชมหนังเรื่องนี้ ฆราวาสควรดู พระต้องดู เพราะเป็นเรื่องธรรมะและสอนอนิจจังทั้งเรื่อง ทั้งสัญลักษณ์ดอกไม้ ดอกมะลิ ความเป็นชายความเป็นหญิงซึ่งหนังสื่อถึงความเป็นหญิงในความเป็นชาย หรือความเป็นชายในความเป็นหญิง   หนังสะท้อนชีวิต การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณภายใน เชนต้องพลัดพรากจากลูกสาวแล้วยังพรัดพรากจากคนรัก (พิช) ในตอนจบ

            #  มันเป็นโจทย์ชีวิตของทุกคนที่ต้องเผชิญ ได้เห็นศพแต่ละระยะ สะท้อนเรื่องพระ เพศชายและราคะจริต การพิจารณาอสุภะ พระก็ต้องมีอะไรพลาดพลั้งไปบ้างและคงอยู่

 

สุดท้ายผู้กำกับได้กล่าวถึงการฉายภาพยนตร์ “มะลิลา” และการเสวนาครั้งนี้ว่า

            รู้สึกยินดีที่ได้มีโอกาสฉายหนังเรื่องนี้ที่สวนโมกข์กรุงเทพฯ ตอนเด็ก ๆ เคยไปสวนโมกข์ คุณพ่อซื้อหนังสือพุทธประวัติให้ซึ่งชอบมาก ตอนวัยรุ่นเคยอ่านหนังสือท่านพุทธทาส “บรมธรรม” ก็ชอบมากที่ท่านตีความปรัชญาพุทธให้เป็นสากล ท่านเป็นพระรูปหนึ่งที่ทำให้เราสนใจปรัชญาพุทธ

            และขอบคุณพระคุณเจ้าทุกรูปที่สละเวลามาชม รู้สึกยินดีมากกับการได้ฉายภาพยนตร์ในครั้งนี้

 



ผู้กำกับ อนุชา บุญยวรรธนะ

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น

จาก*
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อาคารร่วมประสงค์ ชั้น 3
37/1 ถนนเพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-653-7563-5 โทรสาร: 02-653-7566
37417968