คุยเรื่องเพศกับพระ
Small Talk : แม่ฉันเป็นทอม เราไม่พูดคุยกัน
   


 

เป็นไปได้หรือที่แม่ลูกไม่พูดคุยกัน ?

หลังจากดูหนังสารคดีจากประเทศไต้หวันเรื่อง Small Talkจบก็ทำให้พบว่าเรื่องนี้มีอยู่จริง
 

หนังเปิดเรื่องด้วยภาพหญิงสองแม่ลูกและหลานสาวตัวน้อยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ผู้เป็นแม่อายุประมาณ 60 ปี ส่วนลูกสาวอายุประมาณ 40 ปี คนลูกมีลูกสาวที่กำลังอยู่ในวัยเรียนรู้ประมาณ 2 ขวบ ภาพที่ปรากฏคือแม่กับลูกสาวไม่พูดคุยกัน มีเพียงหลานสาวตัวน้อยเป็นตัวเชื่อมให้แม่กับลูกได้มีปฏิสัมพันธ์กันบ้างแต่ไม่มากนัก
 

ผู้กำกับหนังเรื่องนี้คือ หวงฮุ่ยเฉิน ผู้เป็นลูกลงมือถ่ายทำสารคดีภายในครอบครัวเรื่องนี้ด้วยตัวเธอเอง เธอเล่าเรื่องกับคนดูว่าสตรีวัย 60 ตัดผมสั้นผู้เป็นมารดาของเธอมีความสัมพันธ์กับผู้หญิง หรือพูดตรง ๆ ก็คือคุณแม่ของเธอเป็นเลสเบี้ยน  เธอเติบโตมากับการเห็นแม่อยู่ท่ามกลางเพื่อนผู้หญิงมากมายแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ กล้องตามไปสัมภาษณ์เครือญาติเกี่ยวกับเรื่องนี้  ญาติทุกคนต่างทราบดีแต่ไม่มีใครอยากพูดถึง  มันบ่งบอกให้รู้ว่าการรักเพศเดียวกันในสังคมไต้หวันเป็นเรื่องน่าอับอายที่ต้องเก็บไว้ใต้พรม
 

ตอนสาว ๆ แม่ของฮุ่ยเฉินถูกบังคับจับแต่งงานหรือ “คลุมถุงชน” กับชายที่เป็นพ่อของเธอ การคลุมถุงชนหรือบังคับจับแต่งงานในสังคมจีนเป็นมรดกตกทอดมาอย่างยาวนานจากจีนแผ่นดินใหญ่กระจัดกระจายไปสู่คนจีนโพ้นทะเลที่อพยพย้ายรกรากไปยังดินแดนอื่น ๆ ทั่วโลก จากรุ่นสู่รุ่น ไม่ว่าคนจีนจะย้ายถิ่นฐานไปไหนประเพณี “คลุมถุงชน” ได้ตามติดชาวจีนไปทั่วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำแม้แต่ชุมชนจีนในไต้หวันเองก็ยังพกพาเอาประเพณีนี้ติดมาด้วย สิ่งนี้น่าจะเป็นอิทธิพลจากปรัชญาขงจื๊อที่มีอิทธิพลกับคนจีนมาอย่างยาวนานว่าลูก ๆ ต้องกตัญญูกับพ่อแม่ด้วยการแต่งงานมีเหย้ามีเรือนเป็นฝั่งเป็นฝาและที่สำคัญต้องมีลูกหลานให้พ่อแม่เชยชม
 

แม่ให้กำเนิดฮุ่ยเฉินจากนั้นสองปีถัดมาก็ให้กำเนิดน้องสาว เมื่อน้องสาวถูกถามว่ารู้ไหมว่าแม่มีแฟนเป็นผู้หญิง น้องสาวตอบใส่กล้องด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้มว่าเธอทราบดีอยู่แล้วว่าแม่เป็นเลสเบี้ยนและคนอื่น ๆ ในเครือญาติก็น่าจะรู้ดี ใบหน้าที่ยิ้มแย้มบ่งบอกว่าน้องสาวไม่ได้รู้สึกเป็นปัญหาที่แม่จะชอบเพศเดียวกันหนังยังคงตามไปสัมภาษณ์หลานสาวตัวน้อยวัยรู้เดียงสาอีกสองคน หลานยิ้มตอบใส่กล้องแบบเขิน ๆ ว่ารู้ว่ายายมีแฟนเป็นผู้หญิง
 

พ่อของฮุยเฉินเป็นคนขี้เหล้าเมาการพนันและยังเป็นสามีที่ชอบตบตีแม่อยู่เสมอ  พ่อขโมยเงินทองของแม่ไปใช้และหมดไปกับอบายมุข พฤติกรรมของพ่อทำให้แม่สุดจะทานทน ในที่สุดความอดทนของแม่ก็ถึงจุดสิ้นสุด แม่พาฮุ่ยเฉินและน้องสาวหนีออกมาจากพ่อเพื่อเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวด้วยตนเองในคืนวันหนึ่ง
 

การที่ผู้หญิงคนหนึ่งถูกบังคับจับแต่งงานโดยที่ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เต็มใจผลสุดท้ายผู้ชายที่แต่งงานด้วยคนนั้นก็กระทำรุนแรงกับเธอ ในที่สุดก็เลิกร้างกันไป ฮุ่ยเฉินอยากรู้ว่าเหตุการณ์ตอนนั้นญาติ ๆ มองเรื่องนี้อย่างไร คำพูดของพี่สาวของแม่ดังขึ้นมาว่า “ปล่อยให้อดีตมันอยู่กับอดีตเถิด”
 

มันเป็นเรื่องเศร้าที่คนในครอบครัวไม่ยอมพูดถึงหรือไม่ยอมวิพากษ์วิจารณ์ความผิดพลาดในอดีตเพื่อแก้ไขปัจจุบันแล้วปล่อยมันไว้ให้กลายเป็น “สุญญากาศ” มันเป็นภาพแตกต่างที่ตัดกันระหว่างผู้ใหญ่ที่ไม่กล้าพูดถึงอดีตกับเด็กตัวเล็ก ๆ ที่กล้าพูดถึงเรื่องนี้อย่างบริสุทธิ์ใสซื่อ
 

แม่พาฮุ่ยเฉินและน้องสาวหนีออกจากบ้านโดยไม่ทันได้หยิบเสื้อผ้าออกมาสักตัวจึงต้องไปหาซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ เวลานั้นฮุ่ยเฉินอายุเพียง 10 ขวบ
 

แม่ต้องดิ้นรนหารายได้จากการประกอบอาชีพ “รำหน้าศพ”  มันเป็นอาชีพสุจริตที่เชื่อกันว่าเป็นอาชีพที่ช่วยนำพาวิญญาณของผู้ตายไปสู่สรวงสวรรค์  ฮุ่ยเฉินกับน้องสาวไม่มีโอกาสไปเรียนหนังสือเหมือนเด็กคนอื่น พวกเธอต้องทำงาน “รำหน้าศพ” ร่วมกับแม่ตั้งแต่เยาว์วัย  ทำไงได้เพราะการออกมาอยู่ตามลำพังสามคนแม่ลูกต้องช่วยกันทำมาหากินเพื่อให้ครอบครัวได้ไปต่อ
 

ในขณะเดียวกันฮุ่ยเฉินก็รู้สึกอับอายที่เธอสังเกตเห็นว่าแม่มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงด้วยกัน เธอยิ่งรู้สึกเจ็บปวดเมื่อได้ยินคนนอกบ้านพูดว่าเธอสองคนไม่ใช่ลูกของแม่ นั่นเป็นสิ่งที่เธอสงสัยมาตลอดตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าตกลงเธอเป็นลูกของแม่จริงหรือเพราะเธอรู้สึกว่าแม่ไม่ได้รักเธอ นั่นเป็นความรู้สึกที่สั่งสมมาตลอดในใจของฮุ่ยเฉิน
 

เมื่อฮุ่ยเฉินโตขึ้นมีครอบครัวและให้กำเนิดลูกสาวตัวน้อย  สิ่งนี้ทำให้เธอเข้าใจความรู้สึกของผู้เป็นแม่มากยิ่งขึ้น เธอพบว่าเมื่อแม่มีหลานแม่ก็มีท่าทีที่อ่อนโยนขึ้นเช่นกัน ความรู้สึกไม่พอใจต่าง ๆ ที่เธอเคยมีกับแม่ค่อย ๆ จางหายไปจนกลายมาเป็นความรู้สึกที่เข้าใจและยอมรับแม่ได้ในที่สุด
 

มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานานทีเดียวที่ความรู้สึกไม่พอใจแม่ของคน ๆ หนึ่งจะค่อย ๆ ได้รับการเยียวยาจากการได้มีลูกด้วยตนเอง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกคู่นี้จะค่อย ๆ ประสานกัน มันเหมือนมีกำแพงอะไรบางอย่างมากั้นให้ทั้งสองยังคงมีระยะห่างต่อกันอยู่ทั้งคู่ยังคงไม่พูดกัน มันทำให้ทั้งสองคนกลายเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันภายใต้หลังคาบ้านเดียวกัน
 

อะไรทำให้คนสองคนที่เป็นแม่กับลูกกลายเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน ?
 

เพราะแม่คิดว่าลูกเกลียดแม่ที่แม่เป็นเลสเบี้ยน ลูกก็คิดว่าแม่เกลียดลูกเพราะคืนหนึ่งแม่ผลักลูกให้ไปนอนในห้องกับพ่อ แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ในคืนนั้นพ่อได้ทำบางสิ่งบางอย่างที่ทำที่ทำให้เธอสงสัยในคุณค่าของตัวเองมาตลอดรวมทั้งสงสัยว่าแม่รักเธอไหม กระทั่งเธอเล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟังว่าพ่อเอามือของเธอไปจับ “ข้างล่าง” ของพ่อ สิ่งนี้ได้สร้าง “ปมในใจ” ให้กับฮุ่ยเฉินมาตลอด
 

หากวิเคราะห์หนังสารคดีเรื่องนี้ผ่านหลักธรรมเรื่อง “ปฏิจจสมุปบาท” ที่แปลว่า “สิ่งที่อิงอาศัยกันเกิดขึ้น” สามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้

 

 

ปฏิจจสมุปบาทสายเกิดที่ทำให้เกิดทุกข์
 

การไม่ยอมรับคนรักเพศเดียวกันของสังคม >> มีการกดขี่ผู้หญิงและเพศสภาพอื่น ๆ  >>การผลักผู้หญิงให้ไปแต่งงานแม้เธอจะไม่อยากแต่งงาน >>มีลูก >> ถูกสามีทำร้าย >>หนีออกมาใช้ชีวิตอิสระ >> ประกอบอาชีพที่ไม่มีหน้ามีตา >> ใช้ชีวิตเลสเบี้ยน>> คนไม่ยอมรับ >> ความรู้สึกไม่ภาคภูมิใจของแม่ >> แม่รู้สึกไม่อยากปฏิสัมพันธ์กับลูก >> ลูกรู้สึกอับอายที่แม่เป็นเลสเบี้ยน >>ลูกรู้สึกแปลกแยกตัวเองจากประสบการณ์การถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยพ่อ >>นำไปสู่การไม่พูดคุยกันระหว่างแม่กับลูก
 

ในขณะเดียวกันการสร้างหนังเรื่องนี้ได้นำไปสู่  “ปฏิจจสมุปบาทสายดับ” (คือดับเหตุแห่งทุกข์)  ดังนี้

 

 

ปฏิจจสมุปบาทสายดับที่ทำให้เหตุแห่งทุกข์ดับไป
 

ฉากสุดท้ายที่แม่เปิดใจกับลูก >> ทั้งสองเข้าใจกันมากขึ้น >> ประสบการณ์ภายในของแม่ที่ถูกทำร้ายได้รับการเยียวยาเมื่อได้เปิดเผยเรื่องราวของตัวเอง >>ประสบการณ์ภายในของลูกได้รับการเยียวยาวเมื่อได้เล่าเรื่องตัวเองให้แม่ฟัง >>ความรู้สึกด้อยค่าของแม่ที่เป็นเลสเบี้ยนได้รับการเยียวยา >> ความรู้สึกด้อยค่าของลูกได้รับการเยียวยา>>ความรู้สึกเหินห่างได้รับการเยียวยา>> นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแม่กับลูก

 

แม้ในหนังจะไม่ได้บอกชัดเจนนักว่าแม่รู้สึกอย่างไรกับตัวเอง (แม่รู้สึกไม่ภาคภูมิใจที่ตนเองมีความสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน) แต่คนดูก็น่าจะสัมผัสได้ คนที่รักเพศเดียวกันมักไม่ค่อยอยากให้ใครรับรู้ว่าตนเองชอบเพศเดียวกัน เพราะเป็นเรื่องเสี่ยงกับการถูกเลือกปฏิบัติหรือไม่ได้รับการยอมรับ ในกรณีของแม่เราจึงไม่เห็นมีฉากไหนที่แม่พูดถึงตนเองในแง่มุมของการเป็นคนรักเพศเดียวกันของตนเลยนอกจากคนอื่นช่วยพูดให้ (คือหญิงที่มีความสัมพันธ์ด้วย) คนในบ้านก็ไม่มีใครอยากพูดถึง

 

ปฏิจจสมุปบาทสายดับของหนังเรื่องนี้จึงอยู่ที่ 2 ประเด็น คือ แม่กับลูกได้เปิดใจพูดคุยกัน และประเด็นของทั้งสองคนนี้มีความเชื่อมโยงกับสังคมเพราะความเป็นเลสเบี้ยนเป็นสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับน  เมื่อหนังเรื่องนี้ออกฉายเท่ากับเรื่องราวของสองแม่ลูกคู่นี้ได้ส่งเสียงไปสู่สาธารณะปรากฏว่าได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีเพราะเป็นเรื่องจริงที่สัมผัสใจผู้คน ทำให้ความรู้สึกภายในของแม่ลูกคู่นี้ได้รับการเยียวยาเมื่อสังคมให้การตอบรับหนังเรื่องนี้ในด้านบวก

 

หนังเรื่องนี้เมื่อส่งไปฉายต่างประเทศแล้วยังได้รับรางวัลกลับมาพร้อมกับได้รับเสียงตอบรับในด้านบวกจากคนดู สิ่งนี้มีผลสะท้อนกลับไปยังครอบครัวของฮุ่ยเฉินเพราะมันทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกได้รับการเยียวยา การใช้เวลาถ่ายทำถึง 17 ปีของหนังเรื่องนี้จึงถือว่าคุ้มค่าไม่น้อยดังจะเห็นได้ว่าหนังเรื่องนี้มีภาพฟุตเท็จเก่า ๆ ประกอบอยู่หลายฉากทีเดียว
 



ภาพจากงานเสวนากับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Small Talk ที่สมาคมฝรั่งเศสเมื่อเดือนมีนาคม 2561
ฮุ่ยเฉินคือคนนั่งที่ 2 จากซ้าย

 

ตอนที่หนังเรื่องนี้เข้ามาฉายที่สมาคมฝรั่งเศสเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ฮุ่ยเฉิน เดินทางมาร่วมพูดคุยกับคนดูชาวไทยด้วย เธอบอกว่าส่วนที่ยากที่สุดของหนังเรื่องนี้คือ แม่ไม่อยากเล่าเรื่องเพราะเล่าไปแล้วไม่รู้ใครจะเข้าใจ ต่อมาเธอจึงไปจ้างให้ช่างกล้องมาช่วยบันทึกภาพเพราะลำพังตัวเธอเองจำเป็นต้องปรากฏตัวในหนังด้วยจึงไม่สะดวกที่จะเป็นผู้ถ่ายทำเอง เมื่อมีคนถ่ายให้ทำให้บรรยากาศก็มีสมาธิมากขึ้น รวมทั้งการให้คนอื่นมาสัมภาษณ์แม่แม่จะตั้งใจตอบมากกว่าลูกสาวถาม
 

มีคนสงสัยถามว่าชวนแม่มาถ่ายทำได้อย่างไร เธอให้คำตอบว่า เธอบอกกับแม่ว่ามันจะเป็นภาพยนตร์ที่บันทึกบอกเล่าประวัติศาสตร์ของครอบครัวเราดังนั้นแม่จึงให้ความร่วมมือแม้ว่าในหลาย ๆ ฉากเราจะเห็นว่าแม่ดูไม่ค่อยเต็มใจที่จะให้บันทึกภาพก็ตาม
 

ฮุ่ยเฉินบอกว่าที่เธอต้องการทำหนังเรื่องนี้ออกมาส่วนหนึ่งเธอไม่ได้ต้องการสืบสาวหาคนผิด เธอแค่ต้องการเล่าเรื่องอดีตในครอบครัวเธอผ่านการบันทึกมันไว้เป็นสารคดีแค่นั้นเอง แต่ผลลัพธ์ของมันเกินคาดเพราะทุกวันนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแม่ดีขึ้นมาก มีความเข้าใจกันมากขึ้น การเปิดใจพูดคุยกันภายในครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ใช่ Small Talk ที่แปลว่าคุยต่อกันเพียงเล็กน้อยผิวเผิน
 

แต่บางที Small Talk ในหนังเรื่องนี้อาจหมายถึง “หูฟัง” อุปกรณ์ที่ใช้กับเครื่องเล่นสมาร์ทโฟนที่เราใช้กันอยู่ทุกวันก็ได้ เมื่อเราใช้ “หูฟัง” ทำให้การฟังของเราชัดเจนขึ้นและเข้าใจมากขึ้นว่าอีกฝ่ายที่กำลังพูดอยู่นั้นกำลังสื่อสารความรู้สึกอะไรออกมา ...
 

ในแง่มุมหนึ่งหนังสารคดีเรื่อง Small Talkกำลังเจาะประเด็นให้เห็นว่าการที่แม่ลูกสองคนไม่พูดคุยกันเป็นผลกระทบที่มาจากสังคมและคนรอบข้างมีความรังเกียจต่อคนรักเพศเดียวกัน ความรังเกียจจากสังคมได้ซึมลึกเข้าไปในใจของแม่อย่างท่วมท้นจนแม่ไม่กล้าพูดถึงมันออกมาและพาลคิดไปว่าลูกคงรังเกียจแม่ที่แม่เป็นแบบนี้ ในขณะที่ลูกก็รู้สึกว่ามีกำแพงบางอย่างขวางกั้นความสัมพันธ์ให้ตนห่างไกลแม่แม้จะอยู่ใกล้กันเพียงใดก็ตาม
 

หากสังคมยอมรับคนรักเพศเดียวกันได้อย่างหน้าชื่นตาบาน .. ความเหินห่างระหว่างแม่กับลูกหรือระหว่างคนในครอบครัวก็คงไม่เกิดขึ้น ... ใช่หรือไม่ ?

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น

จาก*
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อาคารร่วมประสงค์ ชั้น 3
37/1 ถนนเพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-653-7563-5 โทรสาร: 02-653-7566
37418039