คุยเรื่องเพศกับพระ
หากหมูป่าอยากจะหล่อไว้รองทรงผมยาว ?
   


วันนี้บทความอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศโดยตรงแต่จะเกี่ยวแบบอ้อม ๆ
 

ช่วงที่ผ่านมามีข่าวดีๆ เกิดขึ้น .. หลังจากที่ทีมฟุตบอลเยาวชน  หมูป่าอะคาเดมี่ ติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนมากว่าสิบวัน  บัดนี้พวกเขาได้ออกจากถ้ำอย่างปลอดภัยแล้วทุกคน โดยคนสุดท้ายออกเมื่อค่ำวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา  แต่เป็นที่น่าเสียใจก็คือมีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตไปท่านหนึ่ง คือ จ่าเอกสมาน กุนันจึงต้องขอไว้อาลัย ณ โอกาสนี้ และขอให้ดวงจิตของท่านไปสู่สุคติ
 

หลังจากที่ทีมหมูป่าออกมาจากถ้ำแล้ว บรรดา “พ่อยก” ทั้งหลายต่างก็พากันเสนอตัวมอบ “ของปลอบใจ” กันขนานใหญ่  ไม่ว่าจะเป็นคำสัญญาว่าจะพาไปเที่ยว “ทะเลพัทยา” ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการชดเชยกับการที่เด็ก ๆ เข้าไปเที่ยว  “หาดพัทยา”  ซึ่งอยู่ชั้นในสุดของถ้ำนางนอนจนเป็นเหตุให้เด็ก ๆ เข้าไปติดอยู่ในถ้ำเนื่องจากมีน้ำป่าไหลหลากเข้ามาพอดี
 

นอกจากนี้ยังมีสถาบันการศึกษาบางแห่งเสนอตัวให้เด็ก ๆ ทีมหมูป่าทั้ง 12 คนได้เรียนฟรีตั้งแต่ชั้นปริญญาตรีไปจนจบปริญญาเอก ยังไม่นับรวม “พ่อยก” รายอื่น ๆ ที่ต่างก็ตบเท้าเข้ามาเพื่อโหนกระแสโปรโมทตัวเองและกิจการของตนในโอกาสที่กระแสหมูป่ากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นแบบนี้
 

อันที่จริงปรากฏการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่“โอ๋เด็ก” เวลาที่เด็กหกล้มเรามักเข้าไปโอ๋เด็กมากกว่าจะปล่อยให้เด็กลุกขึ้นยืนด้วยตนเอง  สังคมเรามองว่าเด็กที่ผ่านความทุกข์ยากหรืออุบัติเหตุต้องได้รับการปลอบขวัญโดยที่การปลอบขวัญนั้นอาจมาในรูปของ “สิ่งของ” หรือ “สวัสดิการต่าง ๆ”
 

วิธีคิดแบบนี้มีรากมาจากการมองว่าคนตกทุกข์ได้ยากต้องได้รับการ “สงเคราะห์”  ต้องได้รับการช่วยเหลือ
 

วิธีคิดแบบ “สงเคราะห์” ให้ความช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากแบบนี้มักเป็นไปในรูปของการช่วยเหลือด้วยการมอบสิ่งของจนหลาย ๆ ครั้ง “การสงเคราะห์ด้วยสิ่งของ” กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ตกทุกข์ได้ยากได้รับความลำบากในการดำเนินชีวิตมากกว่าเดิมก็มี  ยกตัวอย่างกรณีคลื่นยักษ์สึนามิที่พัดถล่มภาคใต้เมื่อหลายปีก่อน มหาชนพากันบริจาคเสื้อผ้าส่งไปมากมายจนกองพะเนินเป็นภูเขา สุดท้ายเสื้อผ้าที่กองเท่าภูเขากลายเป็นสิ่งของช่วยเหลือที่สร้างมลภาวะเพราะกลายเป็นวัสดุกองมหึมาที่ไม่รู้จะเอาไปเก็บไว้ไหนดี
 

วิธีการมองผู้ทุกข์ยากแบบต้องได้รับ “การสงเคราะห์” ทำให้เรามองไม่เห็นความต้องการที่แท้จริงของผู้ทุกข์ยากว่าแท้จริงแล้วเขาต้องการอะไร  ซึ่งบางครั้งพวกเขาก็ไม่ได้ต้องการสิ่งของที่เรามอบให้เสมอไป
 

วิธีการมองผู้ทุกข์ยากแบบนี้ยังเป็นวิธีการมองแบบคู่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มองว่าผู้ให้การสงเคราะห์เป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่า ผู้ตกทุกข์ได้ยากเป็นผู้มีอำนาจน้อยกว่า ฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่าต้องแสดงความเป็น “พ่อพระ” ออกมา พ่อพระหรือแม่พระมีความสามารถเหลือล้นที่จะพาคนตกทุกข์ได้ยากไปสู่ความหลุดพ้น
 

การมองแบบ “สงเคราะห์” จึงมีจุดด้อยเพราะเหมือนเราไปตัดสินเขาแล้วว่าเขาไม่สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ต้องมีคนให้ความช่วยเหลืออย่างน้อยก็ด้วยสิ่งของหรืออะไรก็ได้
 

อาตมาจึงรู้สึกตะขิดตะขวงใจไปกับปรากฏการณ์  “การมอบของปลอบใจ”  หรือ  “การมอบสวัสดิการ” ให้กับทีมหมูป่าที่ผู้ใหญ่กำลังเสนอให้กับเด็ก ๆ ในเวลานี้
 

หากย้อนกลับไปดูสิ่งที่เราปฏิบัติกับเด็ก ๆ ในชีวิตประจำวันที่ผ่านมา  เราปฏิบัติกับเด็กอย่างจริงจังและเคร่งครัดจนเด็ก ๆ แทบจะหายใจไม่ออก  ในโรงเรียนเราไม่ยอมให้เด็กไว้ผมยาว  เด็กผู้ชายต้องไว้เกรียน  เด็กผู้หญิงยาวได้ไม่เกินติ่งหู  ห้ามดัด  ห้ามซอย  ถ้าเด็กไว้ผมยาวทางโรงเรียนจะกร้อนผมให้เสียทรง  เด็กจะได้รู้สึกอับอายที่ถูกกร้อนผมเพราะถือว่าเด็กไม่ยอมทำตามกฎระเบียบของโรงเรียน และเราก็ยอมรับกับกฎเกณฑ์อันนี้กันเป็นอย่างยินดีปรีดาทั้งครูและผู้ปกครอง

 


ไม่มีผู้ปกครองคนไหนลุกขึ้นมาเรียกร้องโรงเรียนให้ลูกหลานของตนได้ไว้ผมยาว ซ้ำร้ายเรายังได้เห็นผู้ปกครองบางคนทำร้ายลูกหลานของตนเองด้วยการบังคับตัดผมลูกของตนด้วยความรุนแรงจนเด็กลงไปนอนชักดิ้นชักงอกับพื้น
 

คลิปบันทึกภาพเด็กถูกผู้ปกครองตัดผมแล้วลงไปดิ้นกับพื้นอย่างทุรนทุราย เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นราวเดือนมีนาคม 2561

 

                          https://www.dailymotion.com/video/x6fzrkm

                                                   คลิปรายงานข่าว

 

https://www.facebook.com/siamclip168/videos/vb.159766514678489/163687190953088/?type=2&theater

                                                   คลิปฉบับเต็ม(ต้นฉบับ)


การที่เด็กถูกกร้อนผมจนเสียทรงหรือเด็กถูกบังคับจับตัดผมจนดิ้นทุรนทุรายลงไปนอนกับพื้นถือเป็นความรุนแรงที่เลวร้ายพอ ๆ กับการติดอยู่ในถ้ำเลยทีเดียว
 

สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่อาจมองเด็กว่าเด็กเป็นผู้สามารถดูแลร่างกายตนเองได้  ผู้ใหญ่จึงต้องสร้างกฎระเบียบขึ้นมาเพื่อใช้กำราบเด็กเพื่อให้เด็กอยู่กับร่องในรอยมิให้เด็กไว้ผมยาวได้อย่างอิสระเสรี โดยให้เหตุผลว่าถ้าเด็กไว้ผมยาวแล้วจะไม่รู้จักดูแลรักษาความสะอาด หรือไม่เช่นนั้นเด็กก็จะสิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่ายไปกับการตกแต่งทรงผม เป็นเด็กเป็นเล็กไม่จำเป็นต้องรักสวยรักงาม ทางออกของเรื่องนี้จึงคือให้เด็กชายไว้ผมเกรียนและตัดให้สั้นที่สุดไม่เกินติ่งหูสำหรับเด็กหญิง
 

สังคมไทยจึงมีความขัดแย้งอยู่ในตัวเองตรงที่เป็นสังคมโอ๋เด็ก ในขณะเดียวกันก็ไม่ให้สิทธิเสรีภาพแก่เด็ก
 

อาตมามีเพื่อนชาวต่างประเทศคนหนึ่งเธอมาเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองไทยก็พูดในน้ำเสียงเดียวกันว่า     
                      

                      ประเทศไทยให้ความสำคัญกับเด็ก ๆ เฉพาะในวันเด็กปีละครั้ง

                      แต่จะไม่ให้สิทธิเสรีภาพกับเด็ก   ไม่ฟังเด็กว่าเด็กต้องการอะไร
 

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นเรามาดูกรณีเรื่องเพศศึกษาที่เด็ก ๆ สมควรจะเรียนรู้เรื่องเพศไปตามวัยแต่เราก็ไม่สอนเด็กให้เรียนรู้เรื่องเพศอย่างตรงไปตรงมา  เราไม่มีการสอนเด็กให้รู้จักถุงยางอนามัย  ไม่มีครูคนไหนเอาถุงยางอนามัยมาสอนในห้องเรียนวิชาสุขศึกษา  เราเรียนรู้เรื่องเพศกันแบบปกปิด  เราบอกว่าสอนไปแล้วเดี๋ยวเด็กเอาไปทำจริง  เรามองข้ามไปว่าเด็กบางคนถึงเราไม่สอนเขา ๆ ก็มีโอกาสไปทำอยู่แล้วซึ่งเป็นปัญหาซ้ำ ๆ เดิม ๆ เราไม่ได้มองว่าการสอนนั้นเป็นการให้สติปัญญากับเด็กได้เรียนรู้ว่าการไม่ใช้ถุงยางนั้นมีความเสี่ยงเพียงใด 
 

ถึงแม้ว่าวิชาสุขศึกษาจะเป็นวิชาที่สามารถเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่องเพศได้อย่างเปิดกว้างก็จริง แต่ในหลักสูตรกลับไม่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ว่าวิธีการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยนั้นคือต้องทำอย่างไร ... ด้วยเหตุนี้เราจึงเป็นประเทศที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของประเทศที่มีเด็กตั้งท้องในวัยเรียน**
 

(** ไทยท้องไม่พร้อม สูงอันดับ 2 ในอาเซียน, มติชน, 10 กพ 59.  https://www.matichon.co.th/local/news_32339)


 

ในกรณีเด็กท้องในวัยเรียน  จึงไม่มีเด็กคนไหนกล้ามาขอคำปรึกษาจากครูประจำชั้น  เพราะถ้านำเรื่องนี้ไปปรึกษาครูประจำชั้น  คำตอบที่ได้จากครูจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ บางทีการปรึกษาผู้ใหญ่เท่ากับเป็นการฆ่าตัวตายชัด ๆ
 

ในเรื่องความหลากหลายทางเพศเด็ก ๆ เรียนรู้จากแบบเรียนวิชาสุขศึกษาว่าคนที่เป็นกะเทยคือพวกหลงเพศ การรักเพศเดียวกันเป็นอาการทางจิตที่ต้องเฝ้าระวัง  ในแบบเรียนยังบอกอีกว่านักเรียนไม่ควรเข้าใกล้บุคคลเหล่านี้  ทั้ง ๆ ที่ในห้องเรียนของพวกเขาก็มีเด็กที่เป็นเกย์ กะเทย ทอม ดี้  พวกเขาจะรู้สึกอย่างไรที่หนังสือเรียนกล่าวถึงพวกเขาในทางลบเช่นนี้
 


เนื้อหาความหลากหลายทางเพศที่ปรากฏในหนังสือแบบเรียนวิชาสุขศึกษาให้ข้อมูลที่เป็นอคติ
 

เพราะเด็ก ๆ ไม่ได้ถูกมองว่าพวกเขามีสิทธิเสรีภาพในเนื้อตัวร่างกายมาตั้งแต่ต้น เราจึงปฏิบัติกับพวกเขาแบบไม่รู้จักโตเสียทีแม้ว่าพวกเขาจะบรรลุนิติภาวะเรียนถึงระดับมหาวิทยาลัยไปแล้วพวกเขาก็ยังเป็นเด็กที่ต้องอยู่ในชุดนิฟอร์มในสายตาผู้ใหญ่อยู่ดี
 

นี่ยังสงสัยว่าเกิดหมู่ป่าอะคาเดมี่อยากจะไว้รองทรงผมยาวขึ้นมาแล้วขอผู้ใหญ่ไว้ผมยาวในช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่ต่างก็พากันอวยชัยให้พรด้วยสิ่งของปลอบประโลมใจกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งเช่นนี้ ... ผู้ใหญ่จะมีคำตอบให้แก่หมูป่าว่าอย่างไร ?

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่  1

เรียกร้องเรื่องทรงผมเด็กละ ช่วยรบกวนเรื่อง ทรงผมพระด้วยก็จะดีน่ะครับ เพราะตุ๊ขี้เกียจปลงผมบ่อยๆทุกๆเดือน. อิอิ
ตุ๊บอย   (18 กรกฎาคม 2561  เวลา 08:11:33)
ร่วมแสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น

จาก*
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อาคารร่วมประสงค์ ชั้น 3
37/1 ถนนเพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-653-7563-5 โทรสาร: 02-653-7566
37418064