รู้จักสถานศึกษา : แห่งหนึ่ง... ในก้าวย่าง
โรงเรียนบ้านโฮ่งรัตนวิทยา จ.ลำพูน
เปิดโอกาสให้เด็กท้อง...เรียนต่อ
 
มุมมองผู้บริหาร
 
 
ครูเพศศึกษา
 
ถ้าเราเลือกรับแต่เด็กที่มีปัญหาน้อย หรือไม่มีปัญหา เด็กส่วนหนึ่งก็จะถูกกันออกจากสังคม

          โรงเรียนบ้านโฮ่งฯ เปิดให้นักเรียนที่พลาดโอกาสทางการศึกษาในระบบการศึกษาภาคบังคับได้เรียนต่อในการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งรวมถึงนักเรียนที่ท้องก็สามารถเรียนต่อที่นี่ กับ “โครงการเปิดฟ้ารัตนะ” ได้เช่นเดียวกัน

          สังวาลย์ วังแจ่ม ผู้อำนวยการโรงเรียนท้าวความว่า การเปิดโอกาสให้กับนักเรียนทุกคน เกิดจากระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ขยายโอกาสให้เด็กทุกส่วนมีโอกาสเรียนเท่าเทียมกัน และทางโรงเรียนก็ประสบปัญหา เช่น เด็กท้องในวัยเรียน ซึ่งถ้าให้นักเรียนหยุดเรียนไปเลย เด็กก็จะเสียโอกาส เลยให้เด็กอยู่ที่บ้านดูแลตัวเอง มีพ่อแม่คอยดูแล และทางโรงเรียนก็จะดูแลเรื่องการเรียนให้

            “ถ้าเราไม่ส่งเสริมแบบนี้ เราให้เด็กออกจากโรงเรียนไปเลย เด็กก็จะขาดโอกาสที่จะเรียนต่อ บางทีพอออกไปแล้วมีปัญหานู่นนี่ เขาก็ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ก็จะเป็นปัญหาสังคม ถ้าเขามีโอกาสได้เรียน อย่างน้อยเขารู้ว่าเขาพลาดไป แต่โอกาสในการเรียนเขาไม่พลาดไปด้วย ก็เป็นการช่วยเด็ก อย่างปีที่แล้วก็มีเด็กจบไปหลายคน” ผู้อำนวยการโรงเรียนบอก

           ในการดำเนินการของ “โครงการเปิดฟ้ารัตนะ” สังวาลย์ เล่าว่า หากนักเรียนคนไหนสามารถมาเรียนตามปกติได้ก็จะให้มาเรียน บางคนที่ไม่สามารถมาได้ ก็จะให้ผู้ปกครองมารับงานแทน หรือมีครูผู้ประสานงานคอยส่งข้อมูลให้เด็กทางอีเมล์ ซึ่งเด็กและครูจะติดต่อกันทางอีเมล์ เด็กจะรับข้อมูล แบบฝึกหัด เนื้อหาเรื่องการเรียนจากอีเมล์ที่ครูส่งไป 

          สังวาลย์ บอกว่า โรงเรียนมีระบบการประเมินผลในแต่ละภาคเรียน เช่น เด็กต้องมีงานกี่ชิ้น สอบเมื่อไหร่ รวมถึงการให้เกรด ส่งเกรดให้ครูที่รับผิดชอบ

          ผู้อำนวยการ อธิบายเพิ่มเติมว่า เด็กที่ไปเรียนนอกระบบนั้นส่วนใหญ่จะสมัครใจที่จะเรียนอยู่ที่บ้าน ซึ่งเป็นความต้องการของเด็กเอง และจากสภาพสังคม ซึ่งเขามองว่าน่าจะเป็นการดีที่เด็กได้ดูแลตัวเองอยู่ที่บ้าน เพราะถ้ามาโรงเรียน เด็กอื่นอาจจะดูถูก ส่งผลในแง่ของจิตใจ

          “ถ้าเราให้โอกาสแบบนี้ เขาก็ไม่เสียโอกาส แล้วคนข้างในก็ไม่ได้ไปดูถูกเหยียดหยามเขา” สังวาลย์ บอกและว่า โรงเรียนไม่ได้รับเพียงแค่เด็กที่ตั้งครรภ์เท่านั้น แต่รวมไปถึงเด็กที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เกเร หรือไม่ต้องการเรียนในระบบอีกด้วย 

สังวาลย์ วังแจ่ม
ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโฮ๋งรัตนวิทยา

            ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโฮ่งฯ ยังบอกอีกด้วยว่า เขารู้ว่าสภาพสังคมไทยมีหลายส่วนที่ต้องแก้ไข ถ้าหากว่าเด็กผิดพลาดไป การไปซ้ำเติมโดยให้เด็กออกจากระบบไปเลย ก็เหมือนการซ้ำเติมชีวิตที่ล้มเหลวอยู่แล้วให้ล้มเหลวยิ่งขึ้น แต่ถ้าให้ความรัก ความเข้าใจ ให้โอกาสเขากลับตัว และให้การศึกษาไปด้วย ที่ไม่ใช่ให้แต่วิชาความรู้ แต่ให้เรื่องการดำรงชีวิต วิธีการปฏิบัติตนที่ถูกต้องในสังคม การรู้จักเอาตัวรอด ตรงนี้คิดว่าเด็กน่าจะได้รับอะไรค่อนข้างมาก   

          “เราคิดว่าเป็นวิธีที่เราภาคภูมิใจที่ให้โอกาสแก่เด็กอย่างเท่าเทียมกัน เราไม่จำกัดสิทธิเขา แต่ถ้าเราเติมเต็มตรงนี้ ปัญหาสังคมจะไม่เกิดขึ้น คิดว่าส่วนหนึ่งเราได้ดูแลสังคมในทางอ้อมด้วย” สังวาลย์กล่าวและว่า ทางโรงเรียนประชาสัมพันธ์โครงการฯ โดยออกอากาศเสียงตามสายว่าเปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนที่ไหนก็ตามที่มีปัญหาเหล่านี้ ให้มาที่โรงเรียน เพราะพร้อมจะดูแล  และชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษาก็รับรู้ว่าโรงเรียนทำเช่นนี้อยู่ คณะครูก็ยินดี  

          ต่อข้อซักถามถึงผู้อำนวยการโรงเรียนว่า การเปิดโอกาสให้กับนักเรียนได้เรียนต่อนั้น โรงเรียนได้อะไร เธอ ให้ความเห็นว่า โรงเรียนได้ในแง่การให้การศึกษาแก่เด็กทุกกลุ่ม ซึ่งบรรลุวัตถุประสงค์ของโรงเรียน เพราะว่าภารกิจของโรงเรียน คือให้การศึกษาแก่เด็กโดยไม่จำกัดกลุ่มอายุ เพศ หรือชนชั้น

          “ถ้าเราเลือกรับแต่เด็กที่มีปัญหาน้อย หรือไม่มีปัญหา เด็กส่วนหนึ่งก็จะถูกกันออกจากสังคมตรงนี้บทบาทของโรงเรียนก็ต้องได้ดูแลสังคม ซึ่งคิดว่าโรงเรียนทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แล้ว ก็คิดว่าประเมินค่าออกมาได้ยาก เป็นเรื่องที่คณะครูได้มากกว่า ได้ความภาคภูมิใจ ความปิตียินดี ที่ได้ช่วยเด็กอีกหลายคน”

          การดำเนินงานของโรงเรียนที่ให้โอกาสแก่เด็กทุกกลุ่มคนนั้นจะดำเนินไปไม่ได้เลย หากไม่มีความเข้าใจ และความพร้อมของคณะครูเป็นที่ตั้ง อย่างที่ผู้อำนวยการ บอกว่า ครูต้องมองเห็นประโยชน์ และมองภารกิจของตัวเองได้ชัดว่าโรงเรียนมีหน้าที่ให้การศึกษา ที่โรงเรียนจะต้องทำ อาจจะเป็นรูปแบบไหนก็ได้ และครูต้องเข้าใจตรงกัน

          “โรงเรียนก็พยายามสร้างความเข้าใจกับคณะครูตลอดเวลาว่ามันไม่ได้เพิ่มภาระให้เรา ไม่ได้เป็นงานใหม่ ไม่ได้ทำให้เราเหนื่อยขึ้น แต่เป็นงานประจำที่ต้องทำอยู่แล้ว คือเป็นส่วนหนึ่งของงาน เพราะว่าเด็กเหล่านี้เข้ามาในระบบโรงเรียน เราก็ต้องสอนเขา แต่ถ้าเขาออกนอกระบบไป เราให้เขาเรียนอยู่ที่บ้าน แบบฝึกหัด หรือเนื้อหาที่เราจะให้เขา คือเนื้อหาเดิมที่สอนอยู่ เพียงแต่ว่าเวลาในการเรียนมันต่างกันเท่านั้นเอง มันไม่ได้เพิ่มภาระอะไรมากมาย แต่สิ่งที่ได้คือเราได้ช่วยเด็ก เป็นความภาคภูมิใจ เป็นบุญกุศลของเรา”

           ในเรื่องปัญหาเด็กท้องในวัยเรียนนั้น สังวาลย์ ให้ความเห็นว่า เป็นหน้าที่ของสังคมที่จะต้องดูแลเด็กเหล่านี้ เพราะเด็กเหล่านี้ผิดพลาดไป ด้วยส่วนหนึ่งเกิดจากสภาพของสังคมที่ทำให้เด็กหลงผิด ถ้าเด็กมีปัญหาจากสภาพสังคม แล้วสังคมไปซ้ำเติมอีก เขาก็จะล้มเหลวได้ง่าย

           “สังคมเองนั่นแหละที่ต้องหันกลับมาดูแลเด็กเหล่านี้ ให้โอกาสแก่เด็กเหล่านี้ ไม่ย่ำยีเขา และอยากฝากไปถึงผู้ปกครองที่ต้องดูแลบุตรหลานให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เข้าใจบุตรหลานให้มากยิ่งขึ้น แต่ก็มีผู้ปกครองส่วนหนึ่งที่ต้องดิ้นรนทำมาหาเลี้ยงชีพ อาจไม่มีโอกาสตรงนี้ ก็อยากฝากไว้ด้วยว่ามีองค์กรไหน ที่มีนโยบายช่วยเด็ก ให้ยื่นมือเข้ามาช่วย...

           ...แม้เราแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ก็ยังดีกว่าที่เราไม่ได้ร่วมกันแก้ปัญหาเลย”สังวาลย์ ทิ้งท้าย

ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*
 
มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อาคารร่วมประสงค์ ชั้น 3
37/1 ถนนเพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี  กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-653-7563-5 โทรสาร: 02-653-7566
38542186