Loading ...
บัวเรศ ศรีประทักษ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ : เพศศึกษา - - ไม่ทำไม่ได้ แต่ต้องไปช้าๆ

         บัวเรศ ศรีประทักษ์ นายแพทย์ใหญ่ประจำสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) นครสวรรค์ เป็นคนหนึ่งที่เห็นความสำคัญของการสอนเพศศึกษาแบบรอบด้าน และสนับสนุนให้ทีม สสจ.ขับเคลื่อนงานเพศศึกษาในจังหวัด

           “จริงๆ ผมทำงานตามหน้าที่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ทุกคนในด้านสุขภาพ ตั้งแต่เกิดจนตาย ผมสนใจวัยรุ่นเท่าคนท้อง คนแก่ ไม่แตกต่างกัน”

          แม้จะทำงานตามหน้าที่ แต่เขาก็เห็นพัฒนาการของวัยรุ่นยุคต่างๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ตั้งแต่สมัยที่เขาเป็นวัยรุ่นที่เปรียบเทียบว่าเป็น “วัยรุ่นยุคฮอลลีวูด” เพราะได้รับอิทธิพลมาจากโลกฝั่งตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นเพลง ภาพยนตร์ หรือหนังสือ ในขณะที่วัยรุ่นยุคนี้คือยุค “ซีรีย์เกาหลี”

          “เรารู้ว่าเด็กที่เติบโตมาเป็นวัยรุ่นมันเป็นก้อนดินเหลวๆ ก้อนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าสังคมจะปั้นให้เป็นอะไร เรื่องพวกนี้ก็มาจากสื่อที่เด็กได้สัมผัส ได้เสพ มันขึ้นอยู่กับว่าเราเอาอะไรมาใส่ให้เขาในช่วงประสบการณ์ชีวิตที่เขาโตขึ้นมาในวัยเด็ก เพราะเด็กสมัยนี้เรียนรู้สื่อได้กว้างไกล สัก ป.๔ ป.๕ ก็รู้จักอินเทอร์เน็ตแล้ว”

          อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เป็นหมอ ทำให้เขาเห็นประเด็นทางเพศของเยาวชนมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ที่กลุ่มผู้ที่ป่วยเป็นกามโรคมากเป็นลำดับที่สองของประเทศกลายเป็นนักเรียนนักศึกษา ขณะที่สมัยก่อน ผู้ที่ป่วยกามโรคมากที่สุดจะเป็นกรรมกรรับจ้าง รองลงมาเป็นเกษตรกร ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ

          “พอปี ๒๕๔๗ กลุ่มนักเรียนนักศึกษาป่วยกามโรคกลุ่มใหญ่สุด พอไปดูรายละเอียดเด็ก ม.๒ ก็มี ม.๓ ก็มี แสดงว่าเริ่มมีประสบการณ์ทางเพศเร็วมาก”

          ส่วนกรณีของแม่วัยรุ่นที่อายุน้อยกว่า ๒๐ นั้น บัวเรศบอกว่า เมื่อ ๖-๗ ปีก่อนมีร้อยละ ๑๐ แต่ขณะนี้สูงกว่าร้อยละ ๒๐ แล้ว โดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตั้งเป้าว่าจะต้องลดจำนวนแม่วัยรุ่นให้น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ด้วยเหตุผลเรื่องสุขภาพของแม่ วุฒิภาวะ และความพร้อมของครอบครัว

          “พอเราเห็นว่าเกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ตั้งเป้าพยายามลด เป็นการตั้งเป้าโดยไม่ตระหนักเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับวัยรุ่น พอหลังจากนั้นเราหน้าแตกทุกปี เพราะมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ร้อยละ ๒๔ แล้ว ซึ่งตัวเลขนี้ได้มาจากโรงพยาบาลรายงานมาในแต่ละปี แล้วข้อเท็จจริงคือคนกลุ่มนี้มีลูกโดยไม่ได้ตั้งใจ มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ไม่ป้องกัน”

          นายแพทย์ สสจ. บอกอีกว่า เมื่อเห็นปัญหาเช่นนี้แล้วก็ต้องให้ความสนใจ และดึงคนอื่นที่ควรจะมีส่วนร่วมเข้ามารับรู้ด้วย หากทำเองคนเดียว คนอื่นอาจไม่เข้าใจ เขาเลยเริ่มสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ทำเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๔๖

          “เรามีความรู้สึกอยู่เสมอว่าทำอะไรได้บ้างก็ควรทำ แต่ตอนเริ่มครั้งแรก ผมยังไม่ได้คิดว่าจะไปชวนโรงเรียนมาทำหลักสูตร เพราะยังตอบตัวเองไม่ได้ว่าถ้าจะไปสอนเพศศึกษากับเด็กจะสอนยังไง เพราะจากประสบการณ์ที่เคยสอน หรือเคยเห็นโรงเรียนจัดเพศศึกษา ผมไม่ศรัทธาการสอนในระบบที่จะให้เด็กมีความรู้ เพราะเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องพฤติกรรมสุขภาพ ถ้าเราจะสอนพฤติกรรมสุขภาพ เราต้องสอนเรื่องทัศนคติในการดำรงชีวิต”

          บัวเรศ เปรียบเทียบว่า เหมือนตอนเด็กที่ท่องศีล ๕ แต่ดื่มเหล้าเป็นว่าเล่น หรือท่องว่าต้องกินอาหารให้ครบ ๕ หมู่ แต่ก็กินไม่ครบ ดังนั้นถ้าจะปลูกฝังเรื่องพฤติกรรม จึงไม่ใช่การสอนแบบพุทธิศึกษา หรือการสอนให้รู้ แต่เป็นการปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพให้มันฝังเข้าไปในชีวิตเด็ก โตขึ้นมาสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ซึ่งถ้าเป็นสมัยนี้ก็เป็นการสอนแบบอาศัยประสบการณ์ชีวิต

          เขาบอกว่า หลักสูตรเพศศึกษาที่เคยเห็นไม่ตรงใจวัยรุ่น เหมือนเอาตำราแพทย์ไปสอนเด็ก หรือโรงเรียนจัดให้คนไปบรรยาย ซึ่งเด็กก็จะว่าน่าเบื่อหน่ายมาก บรรยายไปเด็กก็ไม่สนใจฟัง

          นอกจากเรื่องหลักสูตรเพศศึกษาแล้ว เขาเสนอให้มีการสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ เช่น การกลั่นกรองสื่อที่มีการสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ดี เช่น การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน อันนำไปสู่พฤติกรรมทางเพศที่ไม่ถูกต้อง

          “ผมหวังพึ่งกระทรวงวัฒนธรรม สำนักนายกฯ มากกว่าที่จะพึ่ง สธ. และกระทรวงศึกษาฯ เพราะว่ากระทรวงพวกนั้นมีอำนาจทำอะไรได้มากกว่า เราควบคุมทีวี อินเทอร์เน็ต สื่อสิ่งพิมพ์ การไหล่บ่าของวัฒนธรรมต่างชาติไม่ได้ ก็เหมือนเรากำลังต่อสู้กับศัตรูที่มีกำลังเหนือกว่าเราเยอะ เราไม่ควรเอาด้านไม่ดีมาสร้างภาพลักษณ์แล้วทำให้วัยรุ่นเดินตามรอย ‘ ฮีโร่’ ที่เห็นว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา”

          แม้จะไม่เชื่อมั่นกับระบบการศึกษาในโรงเรียนมากนัก แต่นายแพทย์ สสจ. ก็ได้มาจับงานเพศศึกษาในโรงเรียน หลังจากเห็นตัวอย่างการสอนจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย (จิรประวัติ) นครสวรรค์ ที่มีการสร้างประสบการณ์ชีวิต ปลูกฝังให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องเพศ และปรับใช้กับชีวิตในอนาคต

          “พอผมสนใจ ก็ชวนโรงเรียนอื่นเข้าร่วม มี ๕ โรง รวมสวนกุหลาบฯ และชวนใครที่รู้จักมาช่วยกันทำ และหลังจากเริ่มทำก็ได้รับคำยืนยันจากโรงเรียนว่าหลักสูตรที่ใช้มันเวิร์ค ผมเห็นสิ่งที่เด็กแสดงออกว่าเด็กมีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องเพศในทางที่เหมาะสม ทำให้มั่นใจว่าสิ่งที่เราใส่เข้าไปแล้วทำให้เกิดผลลัพธ์แบบนี้แสดงว่ามันเวิร์ค”

          หลังจากเห็นผลที่เกิดขึ้นกับเด็ก บัวเรศพร้อมทีมงานพยายามขยายผลเรื่องการสอนเพศศึกษาในโรงเรียน แต่ก็ระมัดระวังไม่ให้เกินกำลัง เพราะกลัวจะจัดการไม่ได้

          “ถ้าเราจัดการไม่ได้ก็จะเห็นว่าไม่ได้ผล คำว่าได้ผลคือในระยะยาวแล้ว สถานศึกษาต้องจัดการเรื่องพวกนี้เอง อย่ามาคาดหวังว่าสาธารณสุขจะไปช่วย ถ้าเขาดูแลในสถานศึกษาตัวเองไม่ได้ เอะอะอะไรก็จะต้องเชิญวิทยากรจากสาธารณสุขไปช่วย ของบฯ แบบนี้เราก็ตาย ก็ต้องไปคอยบริการตลอด ถ้าจะขยายงาน ก็ขยายช้าๆ ผมบอกว่าต้องตัดใจ ทำทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ได้”

          บัวเรศ ให้ความเห็นว่า ถ้าโรงเรียนไหนไม่มีแวว คือผู้บริหารไม่ค่อยสนใจ คนที่จะมาช่วยก็ไม่เก่งพอ ไม่สามารถชักจูงเพื่อนครูได้ หรือเด็กไม่สนใจ ก็ต้องยอมตัดโรงเรียนนั้นออกไป เนื่องจากเขาและทีมงานมีกำลังที่จะทำเรื่องพวกนี้ได้จำกัด เช่นเดียวกับโรงเรียนเล็กๆ ที่กลุ่มเป้าหมายมีไม่มาก จึงไปให้ความสำคัญกับโรงเรียนขนาดใหญ่มากกว่า

          แม้จะเป็นหน่วยงานจากสายสาธารณสุขเอง แต่ก็สามารถขับเคลื่อนงานเพศศึกษาในโรงเรียนได้ บัวเรศเล่าว่า การขับเคลื่อนงานเพศศึกษานั้นต้องใช้เวลาเป็นปี ค่อยๆ ทำทีละเล็กละน้อย โดยเริ่มจาก ๕ โรงเรียนเป็น ๑๖ โรงเรียน ซึ่งการที่เริ่มงานไปอย่างช้า และทำให้เห็นผลงานก่อนนั้น ทำให้โรงเรียนอื่นให้ความสนใจ เพราะในแต่ละปีจะมีการแสดงผลงานของแต่ละโรงเรียน ทำให้คนอื่นรู้ว่ามีการทำเรื่องเพศศึกษาที่ไหนบ้าง

          “ตอนเริ่ม ๕ โรง เราก็ไม่ได้ไปยุ่งกับผู้บริหารโรงเรียน เราคุยกับบรรดาครูอนามัย แนะแนว ศึกษานิเทศก์ ซึ่งกลุ่มนี้เคยทำงานกับสาธารณสุขมานาน พอเขาเข้าใจก็ไปปรึกษาผู้บริหารว่าอยากให้สาธารณสุขมาทำเรื่องนี้ให้หน่อย ไม่รบกวนโรงเรียนมากนัก งบฯ ก็หามาให้ พอผู้บริหารเห็นว่าไม่กระทบกระเทือนก็โอเค ไม่มีปัญหา ก็ค่อยๆ ทำไป” บัวเรศท้าวความและว่า พอเริ่มมีผลงานออกมา ก็ค่อยเกิดลัทธิเอาอย่าง ถ่ายทอดกันไปผ่านครู เพราะครูแนะแนว หรือครูนอกหลักสูตร ก็จะมีสมาคมของเขา

          บัวเรศ เล่าต่อว่า พอปีถัดไป ก็รับสมัครโรงเรียนเพิ่ม โดยที่โรงเรียนเดิมก็ยังคงทำต่อไป เนื่องจากเด็กก็เปลี่ยนรุ่นมาเรื่อยๆ ก็ได้สมาชิกใหม่ โดยไม่ได้ใช้การประสานงานอย่างเป็นทางการเลย และที่ผ่านมา เขาไม่เคยประชุมกับผู้อำนวยการสถานศึกษา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) แต่จะประสานงานกับผู้ปฏิบัติ

          นายแพทย์ สสจ. บอกว่า นี่ไม่ใช่วิธีที่เขาใช้ประสานงานกับสายการศึกษาอย่างเป็นปกติ แต่ขึ้นอยู่กับแต่ละกิจกรรม เช่น ตอนมีไข้หวัดใหญ่ระบาด ก็มีความจำเป็นที่ต้องให้ทุกโรงเรียนปฏิบัติตามคำสั่งของ สธ. ทันที โดยไม่ต้องการความเห็นของผู้บริหารโรงเรียน ก็ต้องใช้วิธีสั่ง แล้วผู้บริหารต้องทำตาม

          เขาเล่าว่า ตอนนั้นเขาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหนังสือสั่ง แล้วเดินสายประชุมผู้บริหาร สพท. ทั้ง ๓ เขต พร้อมชี้แจงว่าไข้หวัดกำลังระบาด แต่ละโรงเรียนต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งวิธีนี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาว่าต้องการจะนำเสนออะไร เพราะเรื่องไข้หวัดใหญ่จะใช้วิธีค่อยๆ บอกไม่ได้ เหมือนกับจะไปบอกให้ผู้อำนวยการเขตฯ สั่งให้ทุกโรงเรียนสอนเพศศึกษา ก็จะรู้ว่ามันไม่ประสบผลสำเร็จ

      “ในข้อเท็จจริง เราไม่ได้ดีกว่าจังหวัดอื่น เป็นเรื่องยากเหมือนกัน แต่เราก็ค่อยๆ ทำ ดีกว่าอยู่เฉยไม่ทำอะไรเลย” บัวเรศทิ้งทาย


ความคิดเห็นที่  9

บัวเรศ พูดไปเหอะ ทำจริงก็ไม่ได้ เอาแต้โม้ไปวันๆ ผมไม่เคยนับถือคนอย่างคุณ

คนทำงาาน   (8 ธันวาคม 2555  เวลา 01:05:15)

ความคิดเห็นที่  8

            เห็นด้วยกับท่านอย่างยิ่งค่ะ ในประเด็นที่ว่าการสอนเพศศึกษาต้องเป็นกิจกรรมเพื่อปรับทัศนคติในการดำรงชีวิต เพื่อให้เกิดทักษะและเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจเป็นการติดอาวุธทางปัญญากับเยาวชนทุกคนค่ะ ไม่ใช่แค่สอนตามหลักสูตร ยินดีจะมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเรื่องนี้นะคะ

chureerat powichit   (22 ธันวาคม 2553  เวลา 11:42:36)

ความคิดเห็นที่  7

อยากให้อาจารย์ช่วยเชียร์พิษณุโลกหน่อยค่ะ

สุประภา  ถนอมวัฒนันต์ / เมืองสองแคว   (18 พฤศจิกายน 2553  เวลา 14:47:06)

ความคิดเห็นที่  6

จริงค่ะ ขอให้กำลังใจ อย่าลืมเรื่องครอบครัวของเยาวชนต้องร่วมมือ ...มากๆๆๆๆๆ....

คนทำงานTeen Center   (18 พฤศจิกายน 2553  เวลา 11:25:07)

ความคิดเห็นที่  5

คห.4 ทำใจเหอะ เรื่องอนุญาตให้ขายยาแบบขัดกับระเบียบ อย.คงแก้ไม่ได้ ตอนเราไปเปิดก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้ ทั้งร้านหมอตี๋ขาย คลีนิคเถื่อน ร้านยกเลิกใบนุญาติไปแล้ว ไม่ไหวที่จะเคลียร์

ตี๋ cm.   (16 ตุลาคม 2553  เวลา 17:56:12)

ความคิดเห็นที่  4

จังหวัดนครสวรรค์เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีร้านยาที่เภสัชกรแขวนป้ายมากที่สุดจังหวัดหนึ่ง ฝากท่านไว้ด้วยละกัน

เภสัชกร   (16 ตุลาคม 2553  เวลา 17:24:36)

ความคิดเห็นที่  3

เท่าที่รู้จักท่าน  ผมคิดว่าถ้าเมืองไทยมีผู้นำองค์กรที่เป็นหน่วยงานราชการอย่างท่านมาก ๆ ก็จะดีไม่น้อยเลยครับ

ชัย ตาคลี   (14 ตุลาคม 2553  เวลา 10:09:39)

ความคิดเห็นที่  2

เป็นกำลังใจให้ทำงานเพื่อเยาวชนไทยต่อไปค่ะ

แนน   (13 ตุลาคม 2553  เวลา 16:48:07)

ความคิดเห็นที่  1

อยากฝากเรื่องเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาเพราะกลุ่มนี้อาจเข้าไม่ถึงการสอนเพศศึกษาแบรอบด้าน

รุ้ง8   (11 ตุลาคม 2553  เวลา 11:33:59)