Loading ...

          เนื่องในวันเอดส์โลก ๑ ธันวาคมนี้ คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ (กพอ.) ร่วมกับเครือข่ายคนทำงานด้านเอดส์ในประเทศไทย ๑๖ เครือข่ายและองค์กรภาคี สำรวจความคิดเห็นของประชาชนในหัวข้อ “คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่ผู้มีอายุน้อยกว่า ๑๘ ปีสามารถตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี (เอดส์) โดยไม่ต้องรับการยินยอมจากพ่อแม่ผู้ปกครอง” จำนวน ๑,๖๓๙ คนทั่วประเทศ ในวันที่ ๒๑ – ๒๘ พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

          ผลการสำรวจพบว่า คนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ ๗๗ เห็นด้วยกับการให้ผู้ที่อายุน้อยกว่า ๑๘ ปีสามารถตรวจหาการติดเชื้อฯ ได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง โดยร้อยละ ๒๒.๔๒ ให้ความเห็นว่า เนื่องจากปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไป คนในสังคมมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยไม่กล้าบอกพ่อแม่ในเรื่องเพศ และไม่ได้ป้องกันตัวเองให้มีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ทำให้มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อฯ ดังนั้นจึงควรให้เด็กตรวจหาเชื้อฯ ได้ และร้อยละ ๑๕.๙๔ เห็นว่า ควรให้เด็กตรวจหาเชื้อฯ เพื่อที่จะได้ป้องกันตัวเองและมีความปลอดภัยมากขึ้น

          ขณะที่ประชาชนร้อยละ ๒๓ ไม่เห็นด้วยที่จะให้เยาวชนสามารถตรวจหาเชื้อฯ ได้ด้วยตัวเอง เพราะเห็นว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงอาจตัดสินใจเองไม่ได้ ถ้ารู้ผลอาจทำอันตรายต่อชีวิตของตัวเอง ร้อยละ ๔๐.๗๘ และร้อยละ ๓๓.๓๓ เห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรให้ผู้ปกครองยินยอมและรับทราบ เพื่อจะได้ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหา

          นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า เมื่อสังคมเปลี่ยนไป เด็กสามารถประเมินความเสี่ยงได้ว่าตัวเองอาจได้รับเชื้อฯ เช่น จากการรับข้อมูลมาจากการเรียนการสอนเพศศึกษา แต่การตัดสินใจของคนที่จะเข้ารับบริการ ถ้าบริการนั้นไม่เอื้ออำนวยความสะดวก เช่น ต้องไปขออนุญาตพ่อแม่ ในความเป็นจริงมันทำไม่ได้ เพราะจะถูกตำหนิ ตีตราว่าไปมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างไร ซึ่งสิ่งนี้เป็นกำแพงใหญ่ที่ทำให้เยาวชนไม่สามารถเข้าสู่ระบบบริการได้

          “ที่รณรงค์เรื่องตรวจเลือดไม่ใช่แค่ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อาจไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะเรื่องเอชไอวีเท่านั้น  แต่อยากให้สังคมเข้าใจเรื่องสิทธิด้วย เช่น สิทธิในเนื้อตัวร่างกายของตัวเอง ในการตัดสินใจของตัวเอง และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เยาวชนควรรับรู้จากพฤติกรรมของเขา ที่เขาต้องรับผิดชอบในเชิงพฤติกรรม หรือการรับรู้ข้อมูล และการเข้าถึงบริการ พร้อมหาทางออก” นายอภิวัฒน์กล่าว

          ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ กล่าวว่า ความกังวลใจของเขาคือ ถ้าระบบการตรวจหาเชื้อเอชไอวีโดยสมัครใจ (VCCT) ของระบบสาธารณสุขยังไม่แข็งแรงพอ เช่น การให้คำปรึกษาก่อนและหลังตรวจ หากเยาวชนทราบผลเลือดว่าเป็นบวก จะมีใครอยู่เคียงข้างเยาวชน หรือการบอกพ่อแม่จะเป็นหลักประกันหรือไม่ว่าพ่อแม่จะอยู่เคียงข้างเขา อย่างไร แต่ไม่ได้หมายถึงเฉพาะระบบบริการที่ต้องแข็งแรงเท่านั้น แต่หมายถึงอะไรก็ตามที่จะคอยเป็นที่ปรึกษา คอยพยุงให้เยาวชนได้รับคำปรึกษาตลอดการรักษาของเขา เช่น ระบบการให้คำปรึกษาต้องแข็งแรงพอ อย่างสายด่วนที่สามารถขอคำปรึกษาเรื่องเพศ/เอดส์ได้ตลอดเวลา และเชื่อมโยงสู่ระบบบริการได้ เป็นต้น

           ด้านนางสาวสุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ให้สัมภาษณ์ว่า น่าสนใจที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วยที่ให้เด็กอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี สามารถตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้ โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากผู้ปกครอง ซึ่งจากเหตุผลก็สะท้อนให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่เข้าใจ และสนับสนุนให้เด็กเข้าถึงบริการ ซึ่งคนทำงานเอดส์เองก็พยายามผลักดันอยู่ ส่วนร้อยละ ๒๓ ที่ไม่เห็นด้วย จากเหตุผลก็เป็นความห่วงใย ซึ่งก็ดี อย่างไรก็ตามการที่จะให้เด็กเข้าถึงบริการ โดยไม่ต้องขอคำยินยอมจากผู้ปกครองนั้น ต้องมีมาตรการมารองรับไม่ให้เกิดผลกระทบด้านลบกับเด็กด้วย

          “มันไม่ใช่อยู่ๆ ก็ไปตรวจได้เลย แต่ต้องมีการให้คำปรึกษา และประเมินความพร้อมก่อน เพราะนี่คือเด็กเดินมาหาเราโดยสมัครใจ ซึ่งเราเชื่อว่าเขาได้คิด ได้ประเมินความเสี่ยงของตัวเองแล้ว และเราก็ต้องทำความเข้าใจกับคนในสังคมที่อาจยังไม่เข้าใจกระบวนการว่ามันมีการให้คำปรึกษา การประเมินความพร้อมก่อน และผลก็ต้องเป็นความลับด้วย ซึ่งคนอาจจะเข้าใจได้มากขึ้น” ผู้อำนวยการฯ กล่าว

          ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ กล่าวต่อไปว่า ขั้นตอนต่อไปก็จะต้องไปพูดคุยกับแพทยสภาว่าอะไรเป็นอุปสรรค และจะลดอุปสรรคเหล่านั้นลงได้อย่างไร ซึ่งถ้าแพทยสภาประกาศให้เด็กที่อายุต่ำกว่า ๑๘ ปีสามารถตรวจหาเชื้อฯ เองได้ จะช่วยทำให้เด็กเข้าถึงบริการ รวมทั้งแก้ปัญหาเรื่องเอชไอวี/เอดส์ของสังคมไทย โดยให้เยาวชนสามารถวางแผนป้องกันตัวเองได้ ไม่ว่าผลเลือดนั้นจะเป็นบวกหรือลบ หากเป็นลบก็ให้เป็นลบตลอดไป หรือหากเป็นบวกก็ต้องให้เข้ารับบริการได้อย่างทันท่วงที และลดการเจ็บป่วยได้ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

          นางสาวสุภัทรา กล่าวถึงที่มาที่ไปของการพยายามผลักดันให้เด็กอายุต่ำกว่า ๑๘ ปีสามารถตรวจหาเชื้อฯ ได้ด้วยตัวเองว่า สถานการณ์เอดส์ในสังคมไทยมีแนวโน้มของตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่อายุต่ำกว่า ๒๐ ปีลงมา และมีผู้ป่วยเอดส์อายุต่ำสุด ๒๐ ปี รวมถึงสถานการณ์ของสังคมเอื้ออำนวยให้เยาวชนมีเพศสัมพันธ์มากขึ้น ซึ่งการรับรู้เรื่องเอดส์จากการรณรงค์ หรือการเรียนเพศศึกษาในโรงเรียนช่วยผลักดันให้เขาเกิดการตระหนักและตื่นตัวมากขึ้น ซึ่งเขาก็ประเมินได้ในระดับหนึ่งว่ามีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อฯ หรือไม่ แต่พอเยาวชนไปเข้ารับบริการก็เกิดการติดขัด เพราะผู้ให้บริการไม่สามารถให้บริการได้เนื่องจากติดข้อบังคับของแพทยสภา  



ความคิดเห็นที่  5

เห็นด้วยมากมากครับ

Potjazaa   (9 กุมภาพันธ์ 2554  เวลา 12:27:53)

ความคิดเห็นที่  4

เห็นด้วยอย่างยิ่งเพราะสื่อ สังคม  สถาบันครอบครัวปัจจุบันเปลี่ยนไปตามสมัยนิยม ผู้ปกครองเยาวชนไม่ค่อยมีเวลาอยู่ใกล้ชิด  คอยสั่งสอน คอยแนะสิ่งผิดถูก ทำให้เยาวชนขาดความอบอุ่น หันไปหาสิ่งอื่นทดแทน หลงผิด  คบเพื่อน  มีแฟน

หนอน   (9 ธันวาคม 2553  เวลา 14:17:58)

ความคิดเห็นที่  3

เห็นด้วยนะครับ  ที่เด็กก็น่าจะมีสิทธิที่จะตรวจเลือดของเขาเอง  เพราะว่าก็ถือว่าเขาก็มีสิทธิที่จะรับรู้ผลเลือดของตัวเอง  เพราะเด็กก็ย่อมรู้ตัวดีว่าเขามีความเสียงเขาถึงต้องการรับรู้  เพื่อที่จะได้หมดความกังวลใจ แต่ว่าการให้คำปรึกษาก็สำคัญมาก  ต้องทำควบคู่กันไป  เพราะเราก็ต้องเตรียมเด็กให้พร้อมเหมือนกัน  ก่อนที่ให้เขารับทราบผลเลือดของตัวเอง  เพราะอย่างไรเด็กก็คือเด็ก  อารมณ์ยังเป็นเด็ก เราต้องเตรียมให้เขาพร้อมจริงๆ  เห็นด้วยนะครับถ้าทุกอย่างพร้อม  เด็กก็น่าจะมีสิทธิที่จะรับทราบผลเลือดของตัวเอง  โดยไม่ต้องผ่านผู้ปกครองครับ

ใหญ่ เอ็มเฟรนด์ อุดรฯ   (7 ธันวาคม 2553  เวลา 12:50:29)

ความคิดเห็นที่  2

การให้ความรู้ ให้โอกาสบุุคคลที่อาจได้รับเชื้อเอชไอวีทุกๆ คน เข้าถึงการตรวจเลือดนับว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ทั้งในแง่ของการป้องกัน และ การดูแลรักษา สิ่งสำคัญของการตรวจเลือดทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ ตระหนัก และเข้าใจสถานะการติดเชื้อ ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ อายุก็ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญ คงถึงเวลาของประเทศไทยแล้ว ที่ต้องพิจารณาให้สิทธินี้แก่เยาวชนและบุคคลทั่วไป ครับกระผม

นายบุญสด  บุญเกิด   (5 ธันวาคม 2553  เวลา 15:48:49)

ความคิดเห็นที่  1

การให้โอกาสบุุคคลที่อาจได้รับเชื้อเอชไอวีทุกๆ คน เข้าถึงการตรวจเลือดนับว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ทั้งในแง่ของการป้องกัน และ การดูแลรักษา สิ่งสำคัญของการตรวจเลือดมิได้มีเพียงแค่ว่ารู้ว่าติดหรือไม่ติด แต่หากกระบวนการให้บริการจำเป็นต้องทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ ตระหนัก และเข้าใจสถานะการติดเชื้อของเขา หากเราเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ อายุก็ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญ หลายประเทศเปลี่ยนแปลงกฎหมายเหล่านี้มาหลายปีแล้ว ยกตัวอย่างเช่นหลายๆ ประเทศในแอฟริกา บราซิล  อเมริกา ฯลฯ คงถึงเวลาของประเทศไทยแล้ว ที่ต้องพิจารณาให้สิทธินี้แก่เยาวชนของเรา เมื่อเราให้สิทธิตรงนี้แก่เยาวชน สิทธิอีกหลายประการจะตามมา ไม่ว่าจะเป็นสิทธิที่จะเข้าถึงข้อมุูลที่ถูกต้อง หรือ สิทธิการเข้าถึงการดูแลรักษา อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ บริการการตรวจเลือดเอชไอวีสำหรับเยาวชน จะเป็นอย่างไร เหมือนกับบริการในวัยผู้ใหญ่หรือไม่ เราคงต้องถามว่า เรามีความเข้าใจธรรมชาติของพวกเขาหรือไม่  ความรู้สึกตราบาปที่ยังฝังลึกในสังคมไทย และอื่นๆ อีกมากมาย ต้องได้รับการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด ถี่ถ้วน  คำถามคือ  หากเราให้สิทธินี้แก่เยาวชน  แต่บริการที่มีอยู่ไม่เหมาะสมกับพวกเขา ไม่เข้าใจเยาวชน และยังมีอุปสรรคอีกมากมาย เยาวชนเหล่านี้จะสามารถเข้าถึงบริการนี้ได้อย่างไร

เราคงต้องยอมรับแล้วว่า มีเยาวชนจำนวนมากที่อาจติดเชื้อเอชไอวี แต่มีเพียงน้อยนิดที่ได้เรียนรู้และเข้าใจสถานะการติดเชื้อของตนเอง เยาวชนหลายคนที่ติดเชื้อแล้ว หลายคนยังคงเป็นผู้ที่แพร่เชื้อทำให้เกิดผู้ติดเชื้อรายใหม่ขึ้นมามากมาย ปัญหาเอดส์ เหมือนภูเขาน้ำแข็ง หากเราต้องการให้ภูเขายกสูงขึ้นมา เราคงต้องรวมพลังอย่างเข้มแข็ง  หากพลังเราไม่เข็มแข็งพอ เราอาจพบความจริงที่ปวดร้าวมากขึ้นในอนาคต เปิดใจ ยอมรับความเป็นจริง เชื่อว่าพวกเขาเรียนรู้ได้ และโปรดให้สิทธินี้แก่พวกเขา  เพราะพวกเขา.... เยาวชน......คืออนาคตของชาติ

คนห่วงใยเยาวชน   (2 ธันวาคม 2553  เวลา 21:12:50)