Loading ...

          พนิต ใหม่ประสิทธิกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษา (สพป.) พะเยา เขต ๑ ประธานคณะทำงานเพศศึกษา จ.พะเยา เล่าถึงที่มาที่ไปในการเข้ามาทำงานขับเคลื่อนงานเพศศึกษาว่า ด้วยบทบาทหน้าที่ของฝ่ายส่งเสริมการจัดการศึกษาของ สพป. มีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุนกิจกรรมในสถานศึกษา ซึ่งมีเรื่องเพศศึกษา โรคเอดส์ หรือกิจกรรมของนักเรียนที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว

          เขาเล่าว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศศึกษา หรือโรคเอดส์นั้นมีอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอน ซึ่งการทำงานเพศศึกษากับโครงการฯ จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะมาเสริมความรู้ เสริมทักษะให้กับครู  ให้รู้ และเข้าใจแนวทางการสอน เพื่อไปเสริมในสถานศึกษาให้ดียิ่งขึ้น

          “สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) เองก็เห็นว่าเป็นวาระที่ต้องแก้ปัญหาเร่งด่วน ให้มีการสอนเพศศึกษาให้ทั่วถึงในระดับมัธยม ที่ทุกๆ เขตต้องสอนเรื่องนี้ให้เป็นแนว และปูพรมทั้งหมด เลยเป็นโอกาสยิ่งขึ้นที่เราจะได้ปรับวิธีการกับหลักสูตรที่เขาวางมา และวิธีการสอนแบบจัดกระบวนการเรียนรู้ เพราะมีทั้งแนวทาง และสื่อเสริมเข้ามา”

          พนิต บอกว่า ความสำคัญของเพศศึกษาเกิดจากปัญหาสังคมต่างๆ ที่มีปัญหาเรื่องเพศมากขึ้น โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชนอายุน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อเข้าร่วมโครงการฯ ก็เห็นว่ามีแนวทาง วิธีการ ขั้นตอน สื่อและอุปกรณ์ พอจะช่วยครูสอน ที่ทำให้ครูเข้าใจมากขึ้น เขาจึงเริ่มดำเนินการโดยจัดให้มีคณะทำงานเพศศึกษาในจังหวัดขึ้นมา

          “เราประเมินดูว่าน่าจะขับเคลื่อนงานได้ ให้สอนเพศศึกษาเป็นหลักเป็นแนวที่เข้าระบบ ไม่ให้เสียความรู้สึกว่าทำผ่านไปเฉยๆ เลยปรับโครงสร้างการดำเนินงานให้มีคณะทำงาน”

          โครงสร้างคณะทำงานเพศศึกษาของจังหวัดพะเยา ประกอบด้วย คณะที่ปรึกษา มีผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ตัวแทนจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) พะเยา ผู้อำนวยการ สพป.เขต ๑ เขต ๒ และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษา (สพม.) เขต ๓๖ ซึ่งคนเหล่านี้มีบทบาทสนับสนุนการเรียนการสอนเพศศึกษาในสถานศึกษา และเป็นที่ปรึกษาช่วยผลักดันให้เกิดการขยายผลในการดำเนินงาน    

          ส่วนคณะกรรมการจะมีทั้งศึกษานิเทศก์ (ศน.) จาก สพป.เขต ๑ เขต ๒ สพม.เขต ๓๖ ผู้บริหารของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) พะเยา เอ็นจีโอในพื้นที่ รวมถึง สสจ.โดยจะวางแผนการดำเนินงานเพศศึกษาในสถานศึกษาของ จ.พะเยาทั้งหมด มีการประชุมร่วมกัน ทุกๆ ๒ เดือน เพื่อพูดคุย หาข้อเสนอแนะ สรุปบทเรียนต่างๆ จากประสบการณ์ที่ทำไป และประสานงานกับสถานศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาขยายเครือข่ายไปในท้องถิ่นด้วย  

          นอกจากนี้ ยังมีคณะทำงานย่อยของ สพป. เขต ๑ และเขต ๒ โดยให้ ศน. กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษาเป็นเลขานุการของคณะทำงาน โดยมีหน้าที่วางแผนจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามแผนของหลักสูตรสถานศึกษา ให้การสนับสนุนสิ่งที่เกี่ยวข้อง สรุปบทเรียน และสร้างเครือข่ายในท้องถิ่น

           การทำโครงสร้างคณะทำงานเช่นนี้ พนิต มองว่า ทำให้การทำงานสะดวกยิ่งขึ้น แต่มีปัญหาเล็กน้อยตรงที่มีการปรับเขตพื้นที่ของมัธยมฯ ขึ้นใหม่ ทำให้ สพม.เขต ๓๖ อยู่ในพื้นที่ จ.เชียงราย เขาเลยจะตั้งคณะทำงานเพิ่มขึ้นมา ให้เป็นคณะทำงานของ สพม.เขต ๓๖ เพื่อช่วยในเรื่องการประสานงานกับโรงเรียนระดับมัธยมฯ ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น 

          “โดยระบบราชการ ในการประสานงานเราไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ในพื้นที่ประสานได้ ทั้งเขต ๑ เขต ๒ แต่โดยวิถีทางราชการ ต้องให้เกียรติเขา ต้องทำเป็นคณะทำงานให้เขารับรู้ ว่าเราทำงานในพื้นที่ ในสถานศึกษาของเขา เผื่อมีปัญหาอะไรจะได้ไม่ขัดแย้งกัน โดยเป็นคณะกรรมการร่วมด้วย และมีคณะกรรมการติดตามผล ที่จะได้เห็นแนวที่อยากเป็น”

          รองผู้อำนวยการ สพป. อธิบายว่า การมีคณะทำงานเพศศึกษาในจังหวัดนั้น ก็เพื่อให้เป็นแนวทางการทำงานที่ชัดเจน เนื่องจากระบบราชการเป็นเหมือนคำสั่ง นอกจากทำคำสั่งแล้ว ยังต้องทำปฏิทินการทำงานด้วย เพื่อให้คนทำงานสามารถวางแผนได้ ให้เห็นว่าเป็นไปตามนี้ เช่น จะเข้าไปโคช ติดตามผลเมื่อไหร่ ช่วงไหน ถือเป็นการกระตุ้นอย่างหนึ่ง เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ ถึงเวลาไปติดตามก็ไม่รู้ว่าใครทำ บางทีก็ย้ายออกไปแล้ว

          รองผู้อำนวยการฯ ยังบอกด้วยว่า การรับโครงการข้างนอกอย่างโครงการก้าวย่างฯ เข้ามาก็ต้องการทำให้เป็นรูปธรรม ทำให้ดูดี ไม่อยากให้เป็นงานฝาก เพราะอย่างน้อยเป็นโอกาสที่เข้ามาเสริมทั้งความรู้ วัสดุอุปกรณ์ สื่อต่างๆ ที่คุณครูขาดทักษะนี้ โดยเฉพาะในระดับประถมศึกษา หรือโรงเรียนขยายโอกาส ที่ครูไม่มีสาขาวิชาเอก ก็จะขาดความรู้ ความเข้าใจ ขาดทักษะการสอน และแนวทางการปฏิบัติอย่างมาก เลยทำให้ครูไม่กล้าสอน  

          รองฯ พนิต ให้ความเห็นว่า ควรให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาตั้งแต่ ป.๕ ป.๖ จะดี เพราะเด็กสมัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว โตเร็ว และหากเขาเข้าสู่ระบบการศึกษาในระดับมัธยมที่ดี อย่างโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด ปัญหาต่างๆ โรงเรียนก็จะดูแลได้ ในขณะที่หากเป็นโรงเรียนขยายโอกาส ซึ่งเป็นโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล ถ้าเด็กเหล่านี้เป็นเด็กที่หมดโอกาสอยู่แล้ว มาเข้าโรงเรียนขยายโอกาส ก็จะไม่มีโอกาสเรียนรู้เรื่องพวกนี้เท่ากับเด็กในอำเภอ หรือเด็กในจังหวัด

          “เมื่อไม่มีโอกาสเท่ากัน แต่สังคมมันเท่ากัน คือเด็กรับรู้เท่ากัน จากสังคม จากการเข้าเน็ต โอกาสที่เด็กพวกนี้จะพลาดจะมีเยอะ ดังนั้นปัญหาก็จะไปอยู่ที่นี่ ที่มีปัญหาเรื่องเพศ เรื่องโรคเอดส์ เรื่องท้องในวัยเรียน ดังนั้นถ้าเราปรับเป้าได้ ก็อยากให้เด็กเหล่านี้เขามีโอกาส หรืออย่างน้อยครูเองก็ไม่มีประสบการณ์ตรง ขาดแนวทาง วัสดุอุปกรณ์ แต่ครูมัธยมมีทุกอย่าง” พนิต อธิบาย

           ประธานคณะทำงานฯ กล่าวว่า เขาต้องการให้เด็กรับรู้เท่าทันกันในโอกาส คือ ต้องขับเคลื่อนงานในลักษณะป้องกัน เฝ้าระวังก่อนที่ปัญหาจะเกิด แต่การสอนเพศศึกษาในระดับมัธยมฯ เป็นเรื่องการแก้ปัญหาไปแล้ว จึงต้องการให้ดำเนินงานตรงนี้ และหวังให้ครูมีความรู้ ทักษะ และขยายเป็นเครือข่ายโรงเรียนแกนนำให้กับโรงเรียนอื่นให้ได้มากที่สุด เช่น โรงเรียนมัธยมฯ รับเพศศึกษาเข้าไปดำเนินการ แล้วจะนำมาถ่ายทอดให้ครูประถม หรือครูโรงเรียนขยายโอกาส เป็นต้น

          “เราอยากแก้ปัญหานักเรียนตั้งแต่ ป.๕ ป.๖ คือถ้าลงขยายโอกาส ที่ขาดความพร้อม ครูก็มีไม่กี่คน มีไม่ครบสาระ ถ้าทำเพศศึกษา ๑๖ ชั่วโมง มันทำไม่ได้ เพราะครูมีแค่ ๓ – ๔ คน ถ้าสอนเพศศึกษา ๑๖ ชั่วโมงก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว เราก็ต้องสอนวิธีบูรณาการให้กับเขา ให้ครูรู้จักบูรณาการ เช่น อาจเอาข่าวประจำวันมาอ่าน หรือพูดคุยให้ฟัง สอดแทรกเรื่องในชีวิตประจำวันเข้าไป”

          ด้วยความที่ทำงานในระบบการศึกษานี่เอง ทำให้เขารู้ข้อมูลของเด็กนักเรียนที่ออกกลางคันว่ามีมากขึ้นทุกวัน พนิต เล่าว่า ในแต่ละปีมีเด็กที่ออกจากโรงเรียนกลางคันเป็นร้อยคน โดยสาเหตุที่ออกตามปกติ เช่น ติดตามพ่อแม่มีไม่มาก แต่ส่วนหนึ่งคือเด็กที่ออกไปแต่งงาน หรือท้อง และปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งเด็กที่มีปัญหา เมื่อดูข้อมูลเชิงลึกแล้วไม่ใช่เด็กเรียน หรือเด็กในเมือง แต่เป็นเด็กด้อยโอกาส ดังนั้นเขาคิดว่าเรื่องเพศศึกษาน่าจะได้เรียนรู้ตั้งแต่ ป.๕ ป.๖ เช่น รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวเองว่าจะมีผลอย่างไร หรือหากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันจะเกิดผลอะไร   

           พนิต ยกตัวอย่างถึงโรงเรียนบ้านไร่อ้อย ที่จัดการเรียนการสอนเพศศึกษาว่า เมื่อก่อนโรงเรียนเคยมีเด็กท้อง ๓ – ๔ ราย แต่เมื่อนำเพศศึกษาเข้าไปสอน อัตราเด็กท้องลดลง

          รองผู้อำนวยการฯ ยังบอกด้วยว่า จริงๆ แล้วจะเป็นผลดีกับโรงเรียนมาก หากจัดการเรียนการสอนเพศศึกษา เพราะตัวชี้วัดของเพศศึกษากับ สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน)) มีความใกล้เคียงกัน และเป็นรูปธรรม โดยที่โรงเรียนไม่รู้ว่าเกณฑ์ของ สมศ. ได้มาจากเพศศึกษามาก ถ้าบูรณาการ หรือสอนเพศศึกษา จะมีเป้าหมายที่ชัดเจน  

          อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของความยั่งยืน ประธานคณะทำงานเพศศึกษา มองว่า เขาจะสร้างเครือข่าย โดยมุ่งเน้นการบูรณาการกับท้องถิ่นและสื่อต่างๆ โดยที่ในท้องถิ่น เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ถ้าเขารับรู้ และสนับสนุนการทำงานเรื่องเพศศึกษา อาจได้ประสานงานร่วมกัน เช่น ท้องถิ่นจะใกล้ชิดกับผู้ปกครอง กับครอบครัวมากกว่า ก็อาจให้รับผิดชอบในส่วนของผู้ปกครอง แล้ว สพป.รับผิดชอบเรื่องเด็ก ก็จะแก้ปัญหาได้

          “การเอามาทิ้งให้เราอย่างเดียวมันไม่ได้ เพราะเราไม่มีงบประมาณทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้ปกครอง ครอบครัว หรือบางท้องถิ่นที่มีความเจริญมาก เราไม่สามารถเข้าควบคุมเรื่องสื่อได้ ซึ่งถ้าเขามีกิจกรรมอื่นมาเสริม มาให้ความรู้ จะทำให้ยั่งยืน และเวลาเข้าประชุมก็จะเข้าไปคุยกับผู้บริหารท้องถิ่น และเสนอแนะให้ผู้บริหารโรงเรียนเห็นว่า ท้องถิ่นจะเป็นหลักให้เรา ช่วยเราแก้ปัญหาเด็กได้” พนิต บอก

          พนิต ยังกล่าวต่อไปว่า การแก้ปัญหาร่วมกันให้กับเด็กในชุมชน ก็เพราะว่าเป็นเด็กในท้องถิ่นของเขา ต่อไปเมื่อโตขึ้นก็จะเข้ามาแทนที่ผู้ใหญ่ ถ้าเขามีปัญหาเรื่องท้อง หรือเอดส์ ก็เป็นภาระของผู้ใหญ่เหล่านี้ ซึ่งท้องถิ่นก็จะเห็นด้วยและให้ความร่วมมือยิ่งขึ้น โดยที่หากบูรณาการตรงนี้ได้ เพศศึกษาจะยั่งยืน คือพยายามทำให้งานลงสู่ท้องถิ่นให้มากที่สุด

          “ปัญหานี้ต้องแก้ร่วมกัน ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ถ้าประสานงานกันได้ เช่น พมจ. ต้องรับรู้ข้อมูลที่เด็กไปฝากท้อง เด็กติดเชื้อฯ เท่าไหร่ เอาข้อมูลแต่ละหน่วยงานมาแชร์กัน จะได้หาวิธีบูรณาการ และโรงเรียนทั้งในเขต ๑ เขต ๒ ก็ขอให้เป็นระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน หรือระบบดูแลในเขตมัธยม แล้วจะได้ประสานเครือข่ายให้ถูกต้องว่าปัญหานี้ต้องแก้ตรงไหน”

          รองผู้อำนวยการฯ กล่าวว่า เขาพยายามจะสร้างความตระหนักให้คณะทำงานให้มากที่สุด คือ ข้อมูลของแต่ละหน่วยงานมีอยู่แล้ว แต่ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างมี ไม่ได้ประสานงานกัน ซึ่งการทำงานลักษณะเช่นนี้เพิ่งเริ่มทำ โดยมุ่งเน้นการดูแล เฝ้าระวังป้องกันปัญหา เพื่อจะได้รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน 

          “แต่มันก็ยังไม่เข้าที่ เพราะเราเพิ่งเริ่ม ที่ผ่านมาก็เริ่มจากสถานศึกษาอย่างเดียว” พนิตบอก

          แม้จะเริ่มงานผลักดันให้โรงเรียนสอนเพศศึกษามาได้ไม่นาน แต่เขาก็มีความกังวลใจว่า บางครั้งระบบราชการมักมองว่าเป็นงานฝาก เขาเลยต้องพยายามสร้างความตระหนักให้กับคนทำงาน ว่าไม่ใช่งานฝาก แต่เป็นงานที่บูรณาการกันได้ และเป็นโอกาสของตัวเองที่ทำให้ดีที่สุด ที่ต้องสร้างระบบให้โรงเรียน และพัฒนาคนทำงาน ทำให้คนได้เรียนรู้

           “คืออยากให้มันยั่งยืนที่ครูและวิธีการกับท้องถิ่น ไม่ได้ขึ้นกับ ผอ. จะมาอ้างว่า ผอ.ย้ายแล้วไม่ทำไม่ได้ อย่างเรื่อง ๑๖ ชั่วโมงนั้นไม่ยากหรอก ถ้าเข้าใจตรงกัน ก็บูรณาการได้ เพราะมันเป็นการสร้างความตระหนัก ต้องทำให้รู้ ให้เข้าใจ ถึงจะปฏิบัติได้ถูกต้อง” รองผู้อำนวยการ สพป.เขต ๑ ให้เหตุผล



ความคิดเห็นที่  7

ขอเป็นกำลังใจ ให้ นะคะ

นิตยา (ลูกศิษย์ กศน.)   (27 มกราคม 2555  เวลา 09:47:42)

ความคิดเห็นที่  6

เห็นด้วย ขอชื่นชมการทำงาน อยากให้ทุกโรงเรียนที่มีครูผ่านการอบรมได้ดำเนินการสอนให้ครบปีละ 16 คาบ จะทำให่นักเรียนได้ทักษะหลายๆ ด้าน และลดปัญหาได้เยอะเลยค่้ะ

amporn   (30 กรกฎาคม 2554  เวลา 13:57:03)

ความคิดเห็นที่  5

ถ้าเริ่มลงมือช่วยกันตั้งแต่วันนี้ ก็น่าจะดีนะ ประเทศญี่ปุ่นเริ่มรู้จักเพศศึกษาตั้งแต่อนุบาล ของเราเริ่มจริงจังซัก ป.5-ป.6 ได้ก็จะดียิ่ง เห็นด้วยกับความคิดนี้ค่ะ สนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง

ครูณิชา   (28 กรกฎาคม 2554  เวลา 09:36:39)

ความคิดเห็นที่  4

เห็นด้วยกับแนวคิด ที่จะให้นักเรียนย้อนไปรู้จักตัวเองไม่ใช่อยู่กับสังคมที่ต้องวิ่งตามคนอื่นๆ

ครูกุ้ง   (28 กรกฎาคม 2554  เวลา 09:33:50)

ความคิดเห็นที่  3

ผู้บริหารที่มองเห็นความสำคัญของเยาวชนไทย ที่มีความมุ่งมั่นในการนำวิชาชีวิตให้โรงเรียน นำไปสอนนักเรียนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและพัฒนาต่อยอด ขอบคุณรองผู้อำนวยการนะคะ

ครูก๋อย   (7 กรกฎาคม 2554  เวลา 14:35:17)

ความคิดเห็นที่  2

เห็นด้วยกับแนวคิดของท่านรอง  จะให้ยั่งยืนที่ครูคงทำได้ไม่ยาก  ถ้าทุกฝ่ายให้ความสำคัญ  ดีครับท่าน  พร้อมที่จะช่วยพัฒนา ต่อยอด

Todsapol Wongnet   (1 กรกฎาคม 2554  เวลา 18:05:28)

ความคิดเห็นที่  1


        ขอชื่นชมท่านรองฯ พนิต ที่เป็นผู้บริหารที่มองเห็นความสำคัญของการพัฒนานักเรียนในด้านวิถีการดำเนินชีวิต
มิใช่มุ่งเน้นแต่พัฒนา IQ เพื่อเอาหน้าอาตากับ สพฐ. เท่านั้น

จุฬาลักษณ์   (1 กรกฎาคม 2554  เวลา 17:08:43)