Loading ...

            จีระนันท์ เสนาจักร์ รองคณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) มหาสารคาม ผู้ประสานงานโครงการเพศศึกษาเพื่อเยาวชน โหนด มรภ.มหาสารคาม ให้สัมภาษณ์ในฐานะคนที่ทำงานขับเคลื่อนเพศศึกษาในพื้นที่ภาคอีสาน ๓ จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และขอนแก่นว่า เพศศึกษาเป็นเรื่องจำเป็น ที่เด็กจะต้องได้รับองค์ความรู้ที่ถูกต้อง แม้ว่าจะอยู่ในรั้วสถานศึกษา หรือนอกรั้วสถานศึกษา เพื่อใช้ในการป้องกันตัวเอง และใช้ในการดำเนินชีวิตให้ปลอดภัย รับผิดชอบตัวเอง และเพื่อนๆ หรือสังคมของเขา

           “จริงๆ แล้วเยาวชนทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในระบบหรือไม่ ควรได้รับการเรียนรู้เรื่องนี้เพื่อนำไปใช้ปฏิบัติจริง รวมถึงการที่เขาจะไปแลกเปลี่ยนกับคนอื่น หรือให้องค์ความรู้กับคนอื่น เพื่อให้สังคมที่เขาอยู่รับรู้เรื่องนี้อย่างถูกต้องเหมือนเขา”

          ในขณะที่บทบาทการทำงานของโหนดที่จะช่วยทำให้เยาวชนทั้งที่อยู่ในและนอกระบบการศึกษาได้เรียนรู้เพศศึกษานั้น จีระนันท์ ให้ความเห็นว่า หน่วยงานในพื้นที่ เช่น สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) จะมีงบประมาณที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องเด็กและเยาวชนอยู่แล้ว ซึ่งสามารถของบได้ทุกเดือน แต่โจทย์คือโหนดจะต้องส่งเสริมสนับสนุนใครให้ไปของบมาจัดกิจกรรมสำหรับเยาวชนในเรื่องเพศและเอดส์ หรือการพัฒนาเยาวชนเชิงบวก

          “เรามองเห็นว่ามันมีงบประมาณสนับสนุน และยังมีสภาเด็กและเยาวชนของ อบต. (องค์การบริหารส่วนตำบล) เอง ก็เชิญเขาเข้ามาร่วมกิจกรรม เพื่อให้ขับเคลื่อนในส่วนของสภาเด็กฯ ซึ่งเขาก็จะเป็นตัวประสานในระดับ อบต.ด้วย”

          อย่างไรก็ตาม ในการทำงานเพื่อผลักดันให้เกิดความเข้าใจในเรื่องเพศศึกษารอบด้านในพื้นที่ ยังคงมีปัญหาอยู่บ้าง เช่น ความตระหนักของผู้บริหาร ตั้งแต่ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ โดยที่หากมีความเข้าใจตรงกัน การขับเคลื่อนงานจะทำได้ดีขึ้น อย่างที่เธอบอกว่า

          “ด้วยความที่เรายังไม่สามารถรวมได้ทุกระดับพื้นที่ จะเห็นว่า หลายคนมองว่า ด้วยชื่อเพศศึกษา มันออกไปในทางลบมากกว่าทางบวก มันจำเพาะเจาะจงเกินไป อาจมีผลในการขับเคลื่อนพอสมควร แต่ถ้าเข้าใจแล้วก็จะดีขึ้น แต่เราอยากให้เขาเข้าใจตั้งแต่แรก ไม่อยากให้แปลไม่ตรงกันตั้งแต่ต้น”

             ผู้ประสานงานฯ กล่าวต่อไปว่า ถ้าใช้คำว่า “เพศศึกษา” จะส่งผลเรื่องความแคบของเนื้องาน คือ เจาะจงเฉพาะเรื่องเพศ ซึ่งในบริบทของการเรียนเพศศึกษารอบด้านหมายถึง สังคม วัฒนธรรม ทักษะชีวิต ด้วย เขาเลยเปลี่ยนยุทธศาสตร์การทำงานเป็นเรื่องทักษะชีวิต เพื่อให้บริบทดูกว้างขึ้น และให้เพศศึกษาเป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งการเปลี่ยนชื่อก็ทำให้คนหลายหน่วยงานต้องการเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็น พมจ. อบต. หรือหน่วยงานจากสาธารณสุข

             “ความท้าทายในการทำงานของเราคือ การที่โรงเรียนจัดการเรียนการสอนเพศศึกษาให้ครอบคลุมกับเด็กทุกคนในสถานศึกษา แล้วผู้ใหญ่ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใจตรงกัน”

              รองคณบดีฯ มองว่า ถ้านำเพศศึกษาขยายผลไปถึง อบต.ได้นั้นจะทำให้เกิดความยั่งยืน แต่อย่างไรก็ตาม งานนี้เป็นงานคุณภาพที่เห็นผลช้า เพราะเกิดกับคน ไม่เหมือนการสร้างตึก ที่ต้องใช้งบประมาณ แต่เห็นผลเร็ว

             “อีกส่วนนึงเรามองว่า ถ้าครูยุคใหม่ พันธุ์ใหม่ ได้เรียนเพศศึกษากันหมดจริง ถึงยุคนั้นน่าจะยั่งยืน ถึงแม้ว่าจะไม่สอน แต่ให้คำปรึกษาเด็กได้ ก็น่าจะโอเค เพราะความเข้าใจมันจะตรงกันแล้ว แต่กว่าจะถึงยุคนั้นได้ เรายังหนักใจเลย คืองานของเรา อยากให้เขาทำงานเป็นปกติ ให้อยู่ในชีวิตประจำวัน พูดคุยกับพ่อแม่ได้ แล้วพ่อแม่ก็ควรคุยกับลูกได้ เพราะทุกวันนี้ปัญหาของเด็กส่วนหนึ่งเกิดจากพ่อแม่กับลูกห่างกัน”

             ผู้ประสานงานโครงการฯ บอกด้วยว่า การทำงานต้องมาจากหลายภาคส่วน เชื่อมสัมพันธ์กัน โดยที่หากทำเพียงแค่หว่านหนังสือส่งไป จะทำงานกันไม่เป็นระบบ ต้องมานั่งคุย ติดต่อประสานงานกัน ต้องลงแรงค่อนข้างมาก ซึ่งโครงการนี้สร้างประโยชน์

           “ไม่เคยทำโครงการไหนที่ต้องลงแรงเยอะขนาดนี้ แต่มันกลับทำให้เราอยากทำเหมือนกันนะ อยากขับเคลื่อน อยากให้เกิดกับทุกที่ แปลก ทั้งๆ ที่รู้ว่างานหนัก คือทำโครงการอื่นอาจสบายกว่านี้ แต่ว่ามันเกิดผลกับคนที่ลงมาทำจนเห็นได้ชัด ทำให้ทุกคนทักษะดีขึ้น”

           จีระนันท์ กล่าวว่า การทำงานเพศศึกษาเป็นงานหนัก แต่คนก็สนใจค่อนข้างมาก เวลานำเสนอโครงการฯ ก็มีคนสนใจ แม้กระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายกเหล่ากาชาดจังหวัด เมื่อเชิญไปพูดคุยก็สนใจ อย่างที่ จ.มหาสารคาม เห็นว่า พฤติกรรมในเรื่องเพศของเยาวชนมีมากกว่าเรื่องยาเสพติดด้วยซ้ำ ทุกคนเลยตื่นตัวมากในจังหวัด โดยที่ข้อมูลเรื่องเพศจะได้มาจากศูนย์บริการสาธารณสุข และโรงพยาบาลก็สนับสนุนถุงยางอนามัย ก็ถือว่าเห็นพ้องต้องกันพอสมควร

           ต่อคำถามที่ว่า การทำงานขับเคลื่อนการสอนเพศศึกษานั้น ในฐานะผู้ประสานงานฯ คาดหวังว่าต้องการให้เกิดผลอะไร เขาให้ความเห็นว่า ต้องการให้การจัดการสอนเพศศึกษาอยู่ในพื้นที่ คือ เป็นไปโดยระบบ ไม่ว่าจะเปลี่ยนคนหรือไม่ก็ตาม แต่คนในชุมชนนั้นสามารถขับเคลื่อนได้ เช่น โรงเรียนนั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อปท.ก็สามารถดูแลโรงเรียนนั้นได้

          “เราอยากให้มันยั่งยืนในการจัดการเรียนการสอน อย่างวิชาสุขศึกษา หรือแนะแนว มันอยู่กับโรงเรียนตลอด ไม่ว่าหลักสูตรจะเปลี่ยนไปกี่ยุคสมัย เราก็อยากให้วิชาเพศศึกษายังอยู่เหมือนวิชาเหล่านี้ และให้ทุกระดับต้องเรียน ไม่ว่าจะการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวะ การศึกษานอกโรงเรียน หรือว่าอุดมศึกษาก็ควรได้เรียน ซึ่งเด็กควรได้รับทราบ และรู้เท่าทันถึงวิวัฒนาการขององค์ความรู้เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสื่อ หรือความรู้ใหม่ๆ ที่เข้ามา” จีระนันท์ บอก

          รองคณบดีคณะครุศาสตร์ บอกต่อไปว่า เขาเชื่อว่า เพศศึกษาเป็นชีวิตของคน ซึ่งต้องอยู่ติดตัวคนไปตลอดชีวิต แม้นว่าคนที่ไม่อยู่ในวัยของเยาวชน ก็มีเรื่องเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ เขาต้องการให้คนเข้าใจเรื่องนี้ให้ตรงกันและมีองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ทำให้เขาดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข และเชื่อมั่นมากขึ้น



ความคิดเห็นที่  1

 ได้ทราบข้อมูลมาว่าองค์กรแพธจะจัดอบรมหรือเน้นจริงๆเฉพาะหน่วยงานกระทรวงศึกษา หรือเน้นเฉพาะครู ก่อนจริงหรือไม่
หน่วยงานอื่นอยากร่วมเข้าอบรมผสมผสานด้วย ต้องทำอย่างไร ได้ทราบมาว่า เป็นการอบรมที่จัดได้ดีมากๆ

จนท.คนหนึ่ง   (5 มีนาคม 2555  เวลา 20:04:37)