Loading ...


 

                ภูกับธีร์เป็นเพื่อนสนิทกัน  ชอบเล่นดนตรีแล้วยังอยู่ชมรมเดียวกัน  ด้วยความใกล้ชิดอีกทั้งความเป็นเพื่อนสนิทการคบกันของทั้งคู่จึงคาบเกี่ยวระหว่างเพื่อนกับคนรัก บางครั้งก็นอนด้วยกัน มีกอดจูบกัน เด็กผู้ชายวัยเรียนวัยรุ่นในช่วงนี้อยู่ในช่วงเรียนรู้ทำความเข้าใจวิถีทางเพศของตน จึงเป็นไปได้ที่เด็กผู้ชายบางคนมีพฤติกรรมรักเพศเดียวกันแต่พวกเขาก็มิได้นิยามตัวเองว่าเป็นอะไร การตั้งคำถามกับเด็กชายในวัยนี้ว่า “เป็นเกย์หรือเปล่า”บางครั้งเป็นการด่วนเกินไปเพราะบางคนยังไม่ผ่านกระบวนการยอมรับตัวเอง  เมื่อเจอคำถามแบบนี้เข้าอาจรู้สึกเหมือนถูกตัดสินหรือถูกคุกคามความเป็นส่วนตัว
 

ธีร์ (ซ้าย)  ภู (ขวา)
 


                ภูไม่ได้เปิดเผยกับครอบครัวว่าภูมีความรู้สึกอย่างไรกับธีร์ ที่บ้านรับรู้เพียงว่าธีร์เป็นเพื่อนสนิทกับภู  แต่น้องชายจอมโฮโมโฟเบีย* ก็ระแคะระคายว่าพี่ชายน่าจะเป็นเกย์  น้องชายคอยรายงานพฤติกรรมแปลกๆ ของพี่ชายให้แม่ฟังตลอดว่าพี่ชายต้องเป็นเกย์แน่ ๆ แม่ไม่ได้ปักใจเชื่อนัก แค่เฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ แต่แม่ก็ไม่เคยถามภูตรง ๆ ว่าภูเป็นเกย์หรือเปล่า คนดูก็คอยลุ้นว่าแม่ภูจะทำยังไงหากรู้ว่าลูกชายคนโตชอบเพศเดียวกัน ?
 

ภูกำลังเล่นเกมคอมพิวเตอร์กับน้องชาย

 

                แล้ววันหนึ่งความพึงพอใจทางเพศ (Sexual Orientation)ของภูก็ทำงานแบบเลื่อนไหลเมื่อภูหันมาชอบเต้ยอีกครั้งหลังจากที่ภูเคยคบกับเต้ยเมื่อตอนอยู่ ม.ต้น  ถึงตอนนี้ภูเริ่มสับสนตัวเองแล้วว่าเหตุไฉนตนเองชอบได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง  ตัวเขาเป็นอะไรไป ผิดปกติหรือเปล่า แล้วธีร์จะรู้สึกอย่างไรหากตนหันไปคบกับเต้ย เขาจะสูญเสียมิตรภาพจากธีร์ไปหรือไม่ คนอื่นจะมองเขาอย่างไรเพราะที่โรงเรียนความสัมพันธ์ระหว่างเขากับธีร์ถูกจับตามองว่าเป็น “คู่จิ้น”ในสังคมออนไลน์ ภูรู้สึกเครียดไปกับสถานการณ์ตรงนี้
 

ภูกับเต้ย

 

                ฮอร์โมนตอนที่  11  นาทีที่  7  ภูก็ถึงกับสับสน ไม่เข้าใจตัวเองและสารภาพกับแม่ด้วยความทุกข์ใจว่าตัวเองชอบทั้งผู้ชายและผู้หญิง  แม่เมื่อรับฟังแทนที่จะสับสนหรือรังเกียจ แม่กลับพูดว่า
                “ไม่ว่าลูกจะเป็นอะไร แม่จะอยู่กับลูกเสมอ ... ให้เวลากับมันนะลูก”  แล้วแม่ก็กอดภู
 


 

                ราวกับแม่เข้าใจพัฒนาการของลูกว่า เด็กวัยรุ่นในช่วงนี้มีความเป็นไปได้ว่าเดี๋ยวอาจจะชอบผู้ชาย เดี๋ยวอาจจะชอบผู้หญิง สลับกันไปมา เป็นภาวะที่ยังไม่ลงตัวในเรื่องความรู้สึกพึงพอใจกับเพศใดเพศหนึ่ง  และดูเหมือนว่าแม่ภูก็ไม่ได้กังวลใจอะไรมากนัก ผู้เขียนชอบประโยคสุดท้ายที่แม่พูดว่า  ให้เวลากับมันนะลูก”
 

                หมายความว่าภูไม่ต้องกังวลว่าภูจะเป็นอะไร เพราะสิ่งที่ภูเป็นยังเป็นความคลุมเครือในระยะเริ่มต้นของพัฒนาการความพึงพอใจทางเพศ  เมื่อผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปอีกสักระยะความพึงพอใจทางเพศของภูจะมีความชัดเจนมากขึ้น  ถึงตอนนั้นภูอาจจะชอบผู้ชาย หรือภูอาจจะชอบผู้หญิง หรือภูอาจจะชอบได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงก็ได้ ไม่มีสิ่งใดแน่นอนตายตัว เพียงแต่ภูอย่าเพิ่งด่วนตัดสินตัวเองเร็วเกินไปนัก เพราะไม่ว่าภูจะเป็นอะไร แม่จะอยู่กับภูเสมอ
 

                นับเป็นคุณแม่ที่ก้าวหน้าและยอดเยี่ยมจริง ๆ


                ที่ผ่านมาหนังไทยหรือละครไทยทำประเด็นพ่อแม่มีลูกเป็นเกย์กะเทยได้น่าเบื่อมาก  เท่าที่จำได้เราไม่เคยมีละครไทยหรือหนังไทยที่พ่อแม่ยอมรับลูกที่เป็นเกย์ เลสเบี้ยน กะเทย ได้ 100 % สักที  บางเรื่องกว่าจะยอมรับได้ก็ตอนใกล้ ๆ หนังจะจบ หรือไม่ก็ตายตอนจบ แนวการทำหนังเกย์กะเทยของคนไทยน่าจะเปลี่ยนพล็อตเรื่องได้แล้วเพื่อช่วยยกระดับทัศนคติของคนดูให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น คนดูดูละครอย่างไรก็มักจะเป็นอย่างนั้น

 


 

                ในขณะที่พ่อแม่บางครอบครัวยอมรับได้ไม่มีปัญหาแต่พ่อแม่จำนวนไม่น้อยทีเดียวยอมรับลูกเกย์กะเทยทอมได้ยากมาก  ประโยคที่เรามักจะได้ยินจากปากพ่อแม่ซ้ำๆ กันก็คือ  “ลูกจะเป็นอะไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนดีก็พอ”  จนผู้เขียนชักไม่แน่ใจว่าตกลงที่ลูกเป็นเกย์ เป็นกะเทย เป็นทอม คุณพ่อคุณแม่คงไม่ค่อยแฮปปี้เท่าไหร่ แค่พูดปัดๆ ให้ผ่านพ้นตัวไป มองข้ามความเป็นเกย์ เลสเบี้ยน กะเทย ของลูก ไม่ยอมพูดถึงมัน แล้วมองมันว่าเป็นปมของลูก
 

                แท้จริงแล้วการที่ลูกเป็นปมก็เนื่องมาจากการไม่ยอมรับของพ่อแม่นั่นเอง หากพ่อแม่ยอมรับความเป็นเกย์ เลสเบี้ยน กะเทย ของลูกได้ ปัญหาก็จะยุติ เพราะพ่อแม่ถือเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลมากในการดำเนินชีวิตของลูก  หากพ่อแม่ซึ่งเป็นบุคคลที่ให้กำเนิดไม่สามารถยอมรับพวกเขาได้ สิ่งนี้จะกลายเป็นปมในใจของพวกเขา ปมนี้พ่อแม่มีส่วนทำให้คงอยู่หรือหายไปก็ได้ ไม่ใช่คนอื่นที่อยู่นอกบ้าน
 


 

                ข้อแนะนำสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเป็นเกย์ กะเทย ทอม คือ พ่อแม่ควรยอมรับพวกเขาเต็ม 100%  ไม่ควรพูดลงท้ายแบบมีเงื่อนไขว่า - จะเป็นอะไรก็ขอให้เป็นคนดี - เนื่องจากคำพูดทำนองนี้ฟังแล้วทำให้เด็กรู้สึกว่าคุณก็ยังไม่ได้ยอมรับในตัวตนของพวกเขาอย่างเต็มเปี่ยม
 

                จะดีกว่านี้หากพ่อแม่พูดกับลูกว่า “ไม่ว่าลูกจะเป็นอะไร พ่อแม่ก็รักลูกเสมอ”
 

                ท้ายสุดนี้ ผู้เขียนขอบอกว่า “ฮอร์โมนตอนที่ 11”สุดยอดจริง ๆ ตรงที่ ภูไม่ได้เปิดเผยตัวเองว่าเป็นเกย์เท่านั้น แต่ภูกำลังเปิดเผยตัวเองกับแม่ว่าภูเป็น “ไบเซ็กช่วล”* แม่ก็รับได้ จัดว่าไปไกลกว่าละครไทยเรื่องใด ๆ ในรอบ 100 ปีตั้งแต่เรามีการสร้างละครไทยกันมาเลยทีเดียว
 

                ....................................................................
 

                * โฮโมโฟเบีย(Homophobia) อาการรังเกียจคนที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน

                * ไบเซ็กช่วล  Bisexualคือ บุคคลที่มีความรักได้กับทั้งเพศชายและเพศหญิง