Loading ...


 

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว (2555) น้องเต้เป็นเด็กกะเทยวัย 14  เรียนอยู่ชั้น ม.ต้น ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สมุทรสาคร 

ปกติน้องเต้จะเรียกตัวเองว่า หนูพูดจามีหางเสียง คะ ขา”  อย่างสุภาพเรียบร้อยมาตั้งแต่เด็กๆ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือคำพูดคำจาของน้องเต้ไม่เป็นที่พอใจของคุณครูประจำชั้น คุณครูประจำชั้นสั่งหัวหน้าห้องว่าหากน้องเต้พูดคำว่า คะ ขา หรือเรียกตัวเองว่า หนู เมื่อไหร่ให้หัวหน้าห้องจดจำนวนคำไว้แล้วมารายงาน ครูจะตบปาก หรือ ตีเท่ากับจำนวนที่น้องเต้พูด นอกจากนี้คุณครูยังสั่งไม่ให้นักเรียนหญิงคุยกับน้องเต้แต่อนุญาตให้นักเรียนชายพูดคุยได้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของน้องเต้ให้เป็นผู้ชาย  น้องเต้ถูกครูปฏิบัติอย่างเข้มงวดรุนแรงเช่นนี้ติดต่อกันมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว 

น้องเต้ไม่มีความสุขเลยและไม่อยากไปโรงเรียน .... จนกระทั่งฟางเส้นสุดท้ายที่กดดันน้องเต้สุดๆ ก็มาถึง ... 
  
  หลังเลิกเรียนน้องเต้และเพื่อนๆ ต้องเรียนพิเศษ ต่อมาเพื่อนๆ ของน้องเต้เลิกเรียนพิเศษกันหมด เป็นเหตุให้น้องเต้ไม่มีเพื่อนเรียน เธอต้องกลับบ้านคนเดียว น้องเต้จึงไปขอคุณครูประจำชั้นเลิกเรียนพิเศษโดยให้เหตุผลว่าเพื่อนๆ เลิกเรียนกันหมดแล้วทำให้เต้ไม่มีเพื่อนกลับบ้านด้วยกัน คุณครูประจำชั้นไม่ยอมโดยอ้างว่าเหตุผลของน้องเต้ไม่เพียงพอในขณะที่เด็กคนอื่นๆ ขอหยุดเรียนได้ไม่มีปัญหา
 

ในที่สุดครูประจำชั้นก็นำเรื่องนี้ไปรายงานครูใหญ่ ครูใหญ่ก็พูดแบบเดียวกันว่าน้องเต้มีเหตุผลไม่เพียงพอ ในที่สุดครูใหญ่บอกกับน้องเต้ว่าถ้าไม่อยากเรียนก็ให้คุณพ่อมาเซ็นใบลาออก พร้อมกับทุบหลังและตบหน้าน้องเต้ ก่อนจะขู่ว่าหากยังไม่เลิกพูด คะ ขา จะจับมาประจานหน้าเสาธง นั่นเป็นความกดดันสุดท้ายส่งผลให้น้องเต้ตัดสินใจกินยาฆ่าตัวตายในที่สุด 

วันเกิดเหตุ จากคำให้สัมภาษณ์ในคลิปข่าว วันนั้นเวลาประมาณ 8 โมงเช้า คุณแม่ทำงานอยู่อีกแห่งหนึ่ง ในขณะที่น้องเต้อยู่ที่บ้านแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่เธอลังเลที่จะไปโรงเรียน คุณแม่โทรศัพท์มาให้กำลังใจน้องเต้ น้องเต้บอกคุณแม่ว่าไม่อยากไปโรงเรียนแล้วเพราะกลัวจะถูกคุณครูจับประจาน หน้าเสาธงเพราะเป็นกะเทย คุณแม่ให้กำลังใจว่าให้อดทนเรียนต่อไปจนจบเทอมแล้วคุณแม่จะย้ายโรงเรียนให้ จากนั้นคุณแม่ก็ต้องรีบวางสายเพราะต้องทำงาน หลังจากวางสายน้องเต้ก็ตัดสินใจกินยาฆ่าตัวตายเพราะรู้สึกกดดันจากการกระทำของคุณครูทั้งสองซึ่งเป็นครูผู้หญิงทั้งคู่  ในคลิปข่าวน้องเต้เขียนความในใจว่า ...
 

“ความกดดันที่หนูมีต่อโรงเรียน หนูโดนกดดันมาตั้งแต่หนูอยู่ ป.6 คือหนูเริ่มมีกิริยาที่ค่อนข้างเหมือนผู้หญิงมากจนบางครั้งเกินงาม หนูติดพูดค่ะมาแต่เด็กจนครูทนไม่ได้จึงสั่งให้หนูพูดครับ แล้วสั่งให้เพื่อนหนูที่อยู่ห้องเดียวกันนับคำเวลาที่หนูเผลอพูดคำว่า ค่ะ ครูจะตบปากหนู บางครั้งก็ตีตามจำนวนคำที่หนูพูดออกมา ... ครูใหญ่พูดว่าหนูไม่ใช่คนปกติ”
  


 

ความเห็นจากคลิปข่าว

1)     คุณครูควรมีความเข้าใจในเรื่องความหลากหลายทางเพศ

ตอนที่เห็นคลิปข่าวนี้ผู้เขียนรู้สึกตกใจ ไม่คิดว่าในบ้านเราจะมีคุณครูที่ใช้ความรุนแรงกับเด็กขนาดนี้ อยากให้คุณครูในบ้านเรามีความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศมากกว่าที่เป็นอยู่ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวความหลากหลายทางเพศที่ถูกต้องไม่ได้ถูกบรรจุลงในหลักสูตรการศึกษา ทำให้คุณครูไม่สามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างลึกซึ้ง

เด็กที่เป็นกะเทย ไม่ใช่ความผิดปกติ ก่อนอื่นคุณครูควรจะเข้าใจเสียก่อนว่าเป็นไปได้ที่เด็กผู้ชายบางคนจะรู้สึกตัวเองว่าเขาเป็นผู้หญิง เด็กชายบางคนไม่ได้อยากเป็นผู้หญิงแต่เขารู้สึกตัวว่าเขาเป็นผู้หญิงอยู่แล้ว เพียงแต่ร่างกายของเขาเป็นผู้ชายเท่านั้นเอง

คุณครูควรเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่าเด็กผู้ชายเกิดมา 100 คน เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเหมือนกันหมดทั้ง 100 คน ให้มองว่ามนุษย์เรามีความแตกต่างกันในเรื่องความเป็นเพศ แม้แต่ความรู้สึกว่าตนเองไม่ได้เป็นเพศตามร่างกายที่เกิดมาก็สามารถเกิดขึ้นได้ การเป็นกะเทยไม่ใช่ความผิดปกติ แต่ที่ผิดปกติคือคนที่ยอมรับกะเทยไม่ได้ต่างหาก

 

2)     เมื่อครูไม่มีความเข้าใจ ครูก็ใช้ความรุนแรง

ธรรมชาติของเด็กที่เป็นกะเทยก็คือ เขาชอบที่จะแสดงจริตจกร้านแบบผู้หญิง เรียกตัวเองว่า หนู พูดจามีหางเสียง คะ ขา รักสวยรักงาม อยากไว้ผมยาว อยากนุ่งกระโปรง เวลาอยู่บ้านหรืออยู่คนเดียวชอบเอารองเท้าส้นสูงมาลองใส่ หรือแอบเอาเสื้อผ้าผู้หญิงมาสวมใส่ หรือแอบแต่งหน้าทาปาก ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้เป็นวิวัฒนาการและเป็นความพึงพอใจของเด็กที่เป็นกะเทย เด็กไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก เขารู้เพียงว่านี่เป็นความสุขของเขา มีเพียงผู้ใหญ่เท่านั้นที่ไปกำหนดว่านี่คือผิด นี่คือถูก ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรถูก มีเพียงสิ่งที่มนุษย์เราไปกำหนดให้คุณค่ามันเท่านั้นเอง ทำให้เด็กที่เกิดมารู้สึกผิด ซึ่งเป็นการทำร้ายจิตใจเด็กอย่างมาก ทางที่ดีคือเราควรยอมรับสิ่งที่เด็กเป็น เปิดโอกาสให้เขาได้เรียนรู้และทำในสิ่งที่เขาชอบดีกว่า

เมื่อคุณครูมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ความรุนแรงก็จะไม่เกิดขึ้น

 

3)     กิริยาเกินงาม?

ความในใจที่น้องเต้เขียนไว้ มีข้อความตอนหนึ่งเขียนว่า หนูมีกิริยาที่ค่อนข้างเหมือนผู้หญิงมากจนบางครั้งเกินงาม”  หลังจากผู้เขียนได้อ่านก็รู้สึกแปลกๆ ว่า กิริยาเกินงาม”  ที่น้องเต้เขียนเป็นสิ่งที่น้องเต้รู้สึกเอง หรือเป็นคำพูดที่ผู้ใหญ่สะท้อนให้น้องเต้ฟัง

เป็นไปได้หรือไม่ว่า คำว่า เกินงามที่น้องเต้เขียนน่าจะหมายถึง คำแทนตัวว่า หนูหรือหางเสียง คะ ขา”  ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่มองว่าขัดแย้งกับความเป็นผู้ชาย จึงถูกมองว่า เกินงามเพราะข้ามเส้นความเป็นผู้ชายไปแล้ว ซึ่งน้องเต้อาจจะตีความว่านี่คือความเกินงามที่น้องเต้ควรจะยุติผ่านสายตาของผู้ใหญ่ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วการที่ผู้ชายเรียกตัวเองว่า หนู”  หรือพูดจา คะ ขา”  ก็ไม่ได้แปลว่า เกินงามเพียงแต่เป็นการขัดความรู้สึกของผู้ใหญ่เท่านั้นเอง?

ในที่สุดประเด็นเรื่องกิริยาเกินงาม พูดจา คะ ขา จึงเป็นปัญหาของผู้ใหญ่ ไม่ใช่ปัญหาของเด็ก

 

4)     ไม่ใช่ว่าผู้หญิงจะยอมรับเกย์ กะเทย ได้ดีไปกว่าผู้ชาย

จากข่าวนี้ทำให้เข้าใจได้มากขึ้นว่า แท้จริงแล้วไม่ได้มีเพศไหนยอมรับกะเทยได้ดีไปกว่ากันเลย เราอาจจะมองว่าผู้หญิงยอมรับกะเทยได้ง่ายกว่าผู้ชายเพราะกะเทยมักจะมีเพื่อนสนิทเป็นผู้หญิง แต่จากข่าวนี้เราพบว่าคนที่ทำรุนแรงกับกะเทยเป็นผู้หญิงทั้งคู่ ความจริงก็คือไม่ได้มีเพศใดยอมรับกะเทยได้ดีไปกว่ากัน หากแต่ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่แต่ละคนมีอยู่ในหัวต่างหากว่าแต่ละท่านมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับกะเทยอย่างไรบ้าง ไม่ได้เกี่ยวกับว่าผู้หญิงจะยอมรับได้มากกว่าผู้ชาย หรือผู้ชายยอมรับได้มากกว่าผู้หญิง

 

5)     เด็กมีความเชื่อมั่นในตัวเองน้อย ไม่ว่าผู้ใหญ่พูดอะไรก็ส่งผลต่อเขาหมด

เราพบว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่บ้านของเด็ก ไม่ได้เกิดขึ้นที่โรงเรียน ตอนแรกผู้เขียนเข้าใจผิดคิดว่าการกินยาตายเกิดขึ้นที่โรงเรียน เพราะความรุนแรงเกิดขึ้นที่โรงเรียน  พอดูคลิปนี้ซ้ำจึงได้รู้ว่าเหตุเกิดที่บ้าน

แต่ ......

คำ ถามที่สำคัญก็คือ ทั้งๆ ที่ความรุนแรงเกิดขึ้นที่โรงเรียน แต่ทำไมการตัดสินใจฆ่าตัวตายจึงมาเกิดขึ้นที่บ้านทั้งๆ ที่ที่บ้านแม่ก็ยอมรับความเป็นกะเทยของลูกได้ดี ในข่าวเราจะเห็นว่าแม่ไม่ได้แสดงคำพูดที่ทำร้ายลูกเลย แม่ยอมรับลูกได้ดีมาก ... คำตอบคือ...

มีประโยคหนึ่งที่เด็กเขียนความในใจลงในกระดาษว่า ครูใหญ่พูดว่าหนูไม่ใช่คนปกติ คำๆ นี้ฝังอยู่ในใจของเด็ก เวลาให้เขียนความในใจ เด็กเขียนประโยคนี้ออกมา คำๆ นี้ได้ส่งผลให้เด็กไม่รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง รู้สึกผิดที่เกิดมาเป็นกะเทย เมื่อคนเราไม่รู้สึกดีกับตัวเอง ในที่สุดจึงนำไปสู่การตัดสินใจฆ่าตัวตาย

ดังนั้น เมื่อเด็กถูกทำให้รู้สึกแย่กับตัวเอง ไม่ว่าเด็กจะอยู่ที่ไหนก็ตาม แม้จะอยู่ที่บ้านที่เราคิดว่ามีความอบอุ่นก็ไม่สามารถช่วยเหลือเยียวยาอะไรได้เพราะเด็กรู้สึกแย่กับตัวเองไปแล้ว เมื่อมีโอกาสอยู่คนเดียว เด็กจึงคิดฆ่าตัวตาย สาเหตุเพราะความรู้สึกเลวร้ายที่ถูกสั่งสมมาตลอด 2 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ครูใหญ่พูดกับเด็กว่า หนูไม่ใช่คนปกติมีผลกับความรู้สึกด้านในของเด็กมาก คำพูดลักษณะนี้ไม่ควรพูดกับเด็ก เพราะมันลดทอนความเป็นมนุษย์ของเด็ก มีผลทำให้เด็กคิดสั้น

 

6)     กรณีนี้เป็นกรณีที่เกี่ยวกับเรื่อง เพศภาวะ” 

กรณี นี้ไม่ได้เกี่ยวกับประเด็น การรักชอบเพศเดียวกันแต่เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง Gender หรือ เพศภาวะ ความรู้สึกว่าตนเองเป็นเพศใดเพศหนึ่ง เป็นการใช้คำพูดหรือกิริยามารยาทแสดงตัวตนที่ตรงข้ามกับเพศที่ตนเองเป็น

 

7)     ใครควรขอโทษใคร

ตอนท้าย ผู้ดำเนินรายการขอให้น้องเต้ขอโทษแม่ที่ตนเองคิดสั้นฆ่าตัวตาย มีผลทำให้ผู้เป็นแม่เสียใจ แต่จริงๆ แล้วกรณีนี้ ครูประจำชั้นกับครูใหญ่ควรออกมาขอโทษน้องเต้กับแม่มากกว่า เพราะคุณครูทั้งสองทำรุนแรงมาก แต่ข่าวนี้ก็เงียบหายไปทั้งๆ ที่เป็นข่าวที่ถือว่ารุนแรงมากจนดูเหมือนว่าการตบตีทำร้ายเด็กที่เป็นกะเทย ไม่มีความผิด

 

8)     ความเมตตา กรุณา

ถึงบรรทัดนี้แล้ว  “ความเมตตา - กรุณามีความสำคัญที่สุด

เมตตา คือ อยากให้ผู้อื่นมีความสุข

กรุณา คือ อยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์   

ที่จริง เมตตากับกรุณา ก็คือตัวเดียวกันแต่ทำหน้าที่ต่างสถานการณ์กันนั่นเอง

เมตตา คือความรัก ไม่รังเกียจว่าใครจะเป็นเพศไหน กรุณาก็คือการยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น ไม่ขัดขืน ไม่ผลักไส  ไม่ได้มองว่าการเป็นกะเทยนั้นเป็นทุกข์หรือน่าสงสาร แต่มองว่าคนที่รังเกียจกะเทยนั้นเป็นทุกข์และน่าสงสารกว่า 

เราทำงานกับเด็กที่ท้องไม่พร้อมด้วยเมตตากรุณา ฉันใด

เราก็ต้องทำงานกับเด็กที่เป็นกะเทยด้วยความเมตตากรุณา ฉันนั้น



ความคิดเห็นที่  4

รัฐบาลน่าประนามมากกว่าน้องๆกลุ่มนี้อีก  ไม่อยากโทษครูเพราะเราไม่เคยเผยแพร่ความปกติของเพศทางเลือกให้คนทั่วไปเข้าใจ  น่าเห็นใจทุกฝ่าย  เตือนตัวเอง หากเราชายแท้ไม่สามารถเป็นกระเทยได้ ฉันใด  กระเทยแท้ก็ไม่สามารถเป็นชายแท้ได้  ฉันนั้น  เอวัง.....

ครูขวัญ   (27 พฤศจิกายน 2556  เวลา 14:42:08)

ความคิดเห็นที่  3

คือว่า มีคนบางกลุ่ม ที่แอนตี้เพศที่สาม หรือ เพศทางเลือก หรือ จะเรียกว่าอะไรก็ช่าง
ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อนในสังคมบ้านเรามาก
ผมว่าถ้าผู้ปกครองทำแบบนี้มันจะไม่แปลกเลย แต่นี่ ครูเป็นคนทำซึ่งมันไม่ควรจะมีในสังคมบ้านเรา บลา บลา งี่เง่า
คิดว่าครู 2 คนนี่ ต้องโกงข้อสอบมาเป็นครูแน่เลย 555วิชามาร
ผมว่าเรื่องมันเป็นแบบนี้
1.เด็กเป็นกะเทย กะเทย ใคร ๆ ก็รู้ว่ากิริยาของกะเทยมันร้อนแรง(เด่น)ซึ่งชนกลุ่มน้อยจะไม่ชอบ
2.คำพูดที่ส่งผลต่อจิตใจ กะเทยเป็เพศที่มีอารมณ์อ่อนไหวต่อคำพูดมากเพราะฉะนั้นคำพูดหลาย ๆ คำพูดมีผลต่อจิตใจเสมอ ๆ บลา บลา
3.พ่อไม่เข้าใจตุ้ม ความไม่เข้าใจเป็นเหตุทั้งมวล เปิดใจ ยอมรับ ทำความเข้าใจ 3 คำนี้จะทำให้คุณเป็นที่รักของพวกเค้า มีคุณมี ใจแคบ ไม่ยอมรับ
 ไม่เข้าใจคุณจะกลายเป็นชนกลุ่มน้อยทันที อยากเป็นไม๊ ชนกลุ่มน้อย
4.ทำไม่น้องถึงจะฆ่าตัวตาย เพราะคำพูดสิ้นคิดของคนไรค่า 2 คน
5.เค้าเป็นใคร กะเทย ทอม ดี้ เกย์ คน 4 กลุ่มนี้ผมคิดว่าพวกเค้าไม่ได้เป็นทั้งชายและหญิง แต่พวดเค้าเป็นทั้ง 2 อย่าง เพราะเค้าเกิดมาอยู่ระหว่าง
 ชาย และ หญิง พวกเค้าคือวิวัฒนาการใหม่ของมนุษย์(บ้าบอคอแตก)
6.การยอมรับ การยอมรับในตัวพวกเค้านั้นสำคัญที่สุด
7.ความรัก ก็สำคัญมาก ๆ

จบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบจบ

นินจาขั้นเทพ   (11 พฤศจิกายน 2556  เวลา 05:21:26)

ความคิดเห็นที่  2

เขียนได้ดีมากครับ น่าเห็นใจน้องครับ เขาเลือกเกิดไม่ได้ แตาเมื่อเกิดมาคุณครู หรือใครต้องยอมรับตัวตนที่เขาเป็น เขาไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ใคร ถ้าสนันสนุนเขาให้ดี เขาจะมีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง อย่างดีเยี่ยม กับศักยภาพที่เขามีต่างหากครับ

Tome   (4 พฤศจิกายน 2556  เวลา 20:20:40)

ความคิดเห็นที่  1

คนเป็นครูใหญ่คิดได้แค่นี้และร่วมทำร้ายเด็กกับครูประจำชั้นขนาดนี้ สพฐ.ยังไม่เอาเรื่อง ไม่สอบสวนไม่ทำโทษให้เป็นตัวอย่างกับคนอื่นๆที่อาจจะทำกับเด็กเยี่ยงนี้ จะให้สังคมคิดอย่างไร พ่อแม่ผู้ปกครองจะไว้วางใจครูได้แค่ไหน อีกหน่อย Home schol คงแพร่หลายในประเทศไทยน่ะค่ะ แล้วครูจะทำหน้าที่อะไรกันให้คุ้มกับเงินเดือนและเงินค่าตอบแทนต่างๆที่รับบาลโปะให้ค่ะ

ป้าภรณ์   (2 พฤศจิกายน 2556  เวลา 14:20:53)