Loading ...

 

                ในช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมา (กรกฎาคม – ตุลาคม 2556) ผู้เขียนลองทำสำรวจเกี่ยวกับประเด็น “รักแม่มากกว่าพ่อทำให้เป็นกะเทยจริงหรือไม่”  โดยเก็บสำรวจจากพระใหม่ที่บวชในพรรษาจำนวน 15 รูป มีอายุระหว่าง 20-30 ปี ภายในวัดที่ผู้เขียนบวชอยู่ โดยตั้งคำถามว่าในช่วงวัยเด็กของท่านตั้งแต่จำความได้ (ประมาณ 1-10 ขวบ หรือช่วงก่อนวัยเรียนจนถึงประมาณ ป.2) ในช่วงเวลานั้นความรักที่ท่านมีระหว่างพ่อกับแม่เป็นอย่างไร ได้ผลลัพธ์ดังนี้

 

รักแม่มากกว่าพ่อ   7  รูป

รักพ่อมากกว่าแม่    5  รูป

รักเท่ากัน             2  รูป

รักเท่ากัน แต่สนิทกับแม่มากกว่าพ่อ 1 รูป

 

                มักมีข้อมูลอันหนึ่งที่จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาชอบนำมาอ้างอิงกันอยู่เสมอคือ การที่เด็กเป็นกะเทยเพราะเด็กรักแม่มากกว่าพ่อ เมื่อเด็กรักแม่มากกว่าพ่อจึงลอกเลียนบุคลิกของแม่แล้วเติบโตมาเป็นกะเทย นั่นหมายความว่าเด็กผู้ชายต้องรักพ่อมากกว่าแม่ หากเด็กผู้ชายรักแม่มากกว่าพ่อ เด็กผู้ชายคนนั้นโตขึ้นต้องเป็นกะเทยแน่นอน 

                ผลการสำรวจพบว่ามีจำนวนพระเกินครึ่งรักแม่มากกว่าพ่อ คือ 7 รูปต่อ 5 รูป, มี 1 รูปบอกว่ารักเท่ากันแต่สนิทกับแม่มากกว่า,  2 รูปบอกว่ารักเท่ากัน 

                จากการสำรวจสรุปได้ว่า การรักแม่มากกว่าพ่อไม่ได้ทำให้เด็กเป็นกะเทย ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็หมายความว่า พระใหม่ 7 รูปที่รักแม่มากกว่าพ่อต้องเป็นกะเทยแน่นอน รวมทั้งรูปสุดท้ายที่บอกว่าสนิทกับแม่มากกว่าพ่อก็ต้องเป็นกะเทยไปด้วย คำกล่าวอ้างดังกล่าวจึงไม่เป็นความจริง เพราะเด็กผู้ชายที่รักแม่มากกว่าพ่อมีอยู่จริงและเด็กผู้ชายเหล่านั้นก็ไม่ได้เติบโตมาเป็นกะเทยตามที่จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยามักจะอ้างถึง 

                การที่เด็กผู้ชายรักแม่มากกว่าพ่อเป็นเรื่องปกติและเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เพราะหน้าที่การให้นมลูกเป็นหน้าที่ของแม่ทำให้แม่ใกล้ชิดลูกมากกว่าพ่อ ในขณะที่พ่อมีความจำเป็นต้องออกไปทำงานหาเงินนอกบ้าน ทำให้พ่อไม่ค่อยมีเวลาใกล้ชิดลูก จึงเป็นธรรมดาอยู่เองเมื่อลูกไม่ได้ใกล้ชิดพ่อจึงไม่ได้รับความรักความอบอุ่นจากพ่อ มีผลให้ลูกรักแม่มากกว่าพ่อ 

                นี่จึงเป็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเป็นกะเทย เป็นเพราะเราไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกะเทย เราจึงพยายามสร้างความหมายให้กับการเป็นกะเทยขึ้นมาเพราะเราคิดว่าเราจะได้รู้จักกะเทยมากขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่าเรายิ่งไม่รู้อะไรเกี่ยวกับกะเทยเลย หนำซ้ำยังเข้าใจผิดอีกต่างหาก 

                รวมไปถึงแนวคิดที่ว่า พ่อใช้ความรุนแรงกับแม่ทำให้เด็กรังเกียจบทบาทผู้ชายที่ใช้ความรุนแรง เด็กจึงไม่อยากเป็นผู้ชายเพราะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ในที่สุดจึงโตมาเป็นกะเทย อันนี้ก็เป็นความเชื่อที่งมงาย เพราะเด็กๆ ที่พ่อแม่รักกันดีก็เป็นกะเทยได้เหมือนกัน ไม่ได้เกี่ยวกับพ่อแม่ใช้ความรุนแรง 

                ไม่ได้หมายความว่าผู้เขียนสนับสนุนให้พ่อแม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน การใช้ความรุนแรงไม่ดีในทุกกรณี หากพ่อแม่มีความขัดแย้งกันหรือทะเลาะกันก็ไม่ควรแสดงความขัดแย้งนั้นให้ลูกเห็น เพราะจะมีผลต่อพัฒนาการด้านบุคลิกภาพของเด็ก ทำให้เด็กมีบุคลิกซึมเศร้า เป็นคนไม่ร่าเริง เป็นคนมีโลกส่วนตัวสูงและอาจมีปัญหาเรื่องการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น

                เราไม่เคยตั้งคำถามว่าทำไมคนจึงเกิดเป็นผู้ชาย เราไม่เคยตั้งคำถามว่าทำไมคนจึงเกิดเป็นผู้หญิง ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามว่าทำไมคนจึงเกิดเป็นกะเทยก็ได้ เพราะยิ่งเราพยายามค้นคว้าหาคำตอบสิ่งที่ได้มากลับยิ่งทำให้เราห่างไกลความเข้าใจกะเทยมากไปทุกที มีแต่จะเข้าใจกะเทยผิดไปมากยิ่งขึ้น

                หรือถ้าจะพูดว่าเป็นเพราะ ‘โครโมโซม’ บางตัวทำงานผิดปกติทำให้คนกลายเป็นกะเทยตามหลักฐานที่วงการแพทย์ชอบนำมาอ้างอิง ผู้เขียนก็ยังมองว่าวิธีการให้เหตุผลเช่นนี้ยังอิงอยู่กับวงการแพทย์ที่มีอำนาจเหนือกว่าคอยบอกคอยกำกับว่าใครปกติ ใครไม่ปกติ ในที่สุดการยอมรับกะเทยก็ไม่ได้มาจากการยอมรับตัวตนของคนที่เป็นกะเทยจริง ๆ แต่มาจากคำตัดสินของแพทย์ที่คอยบอกว่าเพราะโครโมโซมทำงานผิดปกติจึงต้องยอมรับกะเทยผ่านความผิดปกติของโครโมโซมตามที่แพทย์บอก

                หรือถ้าพูดว่าเป็นกรรมตามที่ชาวพุทธมักจะกล่าวอ้างตามคัมภีร์ ก็ยิ่งเป็นการซ้ำเติมความเป็นกะเทยให้ดูน่าสมเพชเวทนาลงไปอีก ทั้ง ๆ ที่การกล่าวอ้างว่าเป็นกรรมนั้นเป็นเรื่องของการตีความของนักบวชรุ่นหลัง ซ้ำยังก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ดีกับคนที่เป็นกะเทย เพราะคำสอนที่นักบวชรุ่นหลังมักจะนำมากล่าวอ้างกันก็คือชาติก่อนประพฤติผิดทางเพศจึงทำให้เกิดมาเป็นกะเทยในชาตินี้ซึ่งเป็นคำสอนที่ไม่ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในตัวเองเลย คำสอนนี้จึงไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจในด้านบวกกับคนที่เป็นกะเทย หนำซ้ำยังสร้างคุณค่าที่ไม่เท่าเทียมระหว่างเพศชายเพศหญิงกับกะเทย คำสอนนี้จึงไม่ควรนำมาใช้

                วิธีการทำความเข้าใจกะเทยที่ดีที่สุดก็คือ การยอมรับว่าผู้ชายทุกคนสามารถเป็นกะเทยได้โดยไม่ต้องตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงเป็นกะเทย เพราะถ้าเราไปตั้งคำถามคนที่เป็นกะเทยว่า‘คุณเกิดมาเป็นผู้ชายทำไมจึงอยากเป็นผู้หญิง’ คนที่เป็นกะเทยก็จะตอบว่า ‘ฉันไม่ได้อยากเป็นผู้หญิงแต่ฉันรู้สึกตัวว่าเป็นผู้หญิงอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าฉันเกิดมาในร่างที่มีลึงค์เท่านั้นเอง’

                หมายความว่ามันไม่มีคำตอบที่เราต้องการหรอก เพราะคนที่เป็นกะเทยก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาจึงเกิดมาเป็นกะเทยเหมือนกับที่ผู้ชายกับผู้หญิงก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมพวกเขาจึงเกิดมาเป็นผู้ชายผู้หญิง

                ในโลกใบนี้ ถ้าเราไม่ตั้งคำถามสักเรื่องก็น่าจะดีนะ