Loading ...

 

                     ก่อนอื่นต้องสุขสันต์วันสงกรานต์ 2557 กับคุณผู้อ่าน ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพกายสุขภาพใจที่แข็งแรง รดกายด้วยน้ำแล้วอย่าลืมรดใจด้วยธรรมะ

 

                     สำหรับคอลัมน์ “คุยเรื่องเพศกับพระ” ตั้งแต่เดือนเมษายนนี้มีการเปลี่ยนแปลงคือ จะมีการนำเสนอบทความใหม่ทุกๆ วันที่ 16 ของเดือน เนื่องจากผู้เขียนมีภาระมากขึ้น ไม่อาจจะเขียนทุกสองอาทิตย์ได้เหมือนเคย ดังนั้นหากเดือนละครั้งเจอกันน้อยไป และรู้สึกคิดถึงผู้เขียน คุณผู้อ่านสามารถคลิกบทความเก่าๆ ซึ่งมีมากกว่า 20 บทความมาอ่านได้ ผู้เขียนเชื่อว่าคุณผู้อ่านยังอ่านบทความเก่าๆ ไม่หมดแน่นอน

 

                     ดังนั้นอย่าลืม ... พบกันทุกวันหวยออก

                     เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ข้าพเจ้าต้องนำเสนอรายงานหน้าห้องวิชา Seminar on Buddhism หรือในชื่อภาษาไทย “การสัมมนาทางพุทธศาสนา”  อาจารย์เปิดโอกาสให้เลือกหัวข้อได้อิสระ ข้าพเจ้าจึงเลือกหัวข้อ Sexual Diversity หรือ “ความหลากหลายทางเพศ” มานำเสนอให้อาจารย์และเพื่อนๆ ในห้องได้เรียนรู้

 

                      ในการนำเสนอครั้งนี้มีทฤษฎีหลักๆ อยู่ 2 ทฤษฎี คือ

   1.  ทฤษฎีเรื่อง “เพศ 3 ขา”   กับ

        2.  ทฤษฎีเรื่อง “กล่อง”

 

     1.    ทฤษฎีเรื่องเพศ 3 ขา  มีคำอยู่ 3 คือ  คือ  

         ·     เพศ 

·     เพศภาวะ

·     เพศวิถี

 

                       คำทั้ง 3 คำเป็นลักษณะตัวตนของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ

คำทั้ง 3 คำมีอิสระต่อกัน ไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กัน

แต่สังคมหรือผู้คนมักพยายามจับให้เกี่ยวข้องกัน


 

แล้วความหมายของคำทั้ง 3 คำคืออะไรบ้าง? 

ความหมายของแต่ละคำมีดังต่อไปนี้

 

·  เพศ  คือ อวัยวะเพศ หมายถึง จู๋ กับ จิ๋ม คนหนึ่งคนจะมีอวัยวะเพศอย่างน้อยคนละหนึ่งอย่าง หรือบางคนอาจจะมีทั้งจู๋และจิ๋มก็ได้

 

·  เพศภาวะ คือ ภาวะความรู้สึกของบุคคลว่าเขาเป็นใคร ผู้ชาย ผู้หญิง หรือคนข้ามเพศหรืออาจหมายถึงการแสดงออกความเป็นเพศทางสังคมผ่านการแต่งกายของคนๆ นั้นก็ได้ ซึ่งอันนี้เราเรียก เพศสภาพ ที่ปรากฏต่อสาธารณะว่าเขาเป็นใคร ผู้ชาย ผู้หญิงหรือคนข้ามเพศ

 

·  เพศวิถี  คือ การปฏิบัติกิจกรรมทางเพศ อาจจะปฏิบัติคนเดียวหรือปฏิบัติกับคนมากกว่าสองคนขึ้นไป หรือปฏิบัติกับเพศเดียวกันหรือกับเพศตรงข้าม หรือมากกว่าหนึ่งเพศขึ้นไป หรือปฏิบัติกับสิ่งของหรือกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

แต่ปัญหาก็เริ่มมาจากตรงนี้ คือสังคมหรือผู้คนมักพยายามจับให้คำทั้ง 3 คำมาเกี่ยวข้องกันทั้งๆ ที่คำทั้ง 3 คำนี้อาจจะเกี่ยวข้องกัน หรือ ไม่เกี่ยวข้องกันเลยก็ได้ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

ตัวอย่างที่ 1   สมมุติว่าเรามีลูก แล้วลูกเรามีจู๋  นั่นหมายถึงเรามีลูกชาย เราก็จะปฏิบัติกับลูกของเราแบบผู้ชาย เราจะซื้อเสื้อซื้อกางเกงให้ลูกสวมใส่ เริ่มจากสีก็ต้องเป็นสีฟ้า อันนี้เป็นความคาดหวังให้เขาโตมาเป็นผู้ชาย แต่เมื่อลูกชายของเราโตขึ้น ลูกชายของเราไม่ได้ชอบนุ่งกางเกง เขาชอบนุ่งกระโปรง และอาจจะไม่ได้ชอบสีฟ้าแต่ชอบสีชมพู เมื่อโตขึ้นลูกชายของเราชอบแต่งหน้าทาปากไว้ผมยาวเพศวิถีของลูกชายของเราอาจจะไม่ใช่กับผู้หญิง แต่เป็นเพศวิถีกับผู้ชายด้วยกัน

 

ตัวอย่างที่ 2   สมมติเรามีลูก แล้วลูกเรามีจิ๋ม นั่นหมายถึงเรามีลูกสาว เราเลี้ยงลูกของเราให้เป็นผู้หญิง ไว้ผมยาว ซื้อกระโปรงสีชมพูให้ใส่ แต่เมื่อโตขึ้นลูกสาวของเราชอบแต่งตัวแบบผู้ชาย สวมเสื้อเชิ้ตกางเกงยีน บางทีก็ซอยผมสั้น หรือบางครั้งก็เกรียนไปเลย และเธอก็ไม่ได้ชอบสีชมพูแต่ชอบสีฟ้า ลูกสาวของเรามักจะไปไหนมาไหนกับเพื่อนหญิงอีกคนหนึ่งอยู่เสมอ แล้วอยู่มาวันหนึ่งลูกสาวของเราก็บอกกับเราว่าเพื่อนหญิงคนนั้นคือแฟนของเธอ

 

                       ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของเพศ 3 ขา ซึ่งไม่มีเหตุผลว่าจะต้องมีความสัมพันธ์กันเราสามารถอธิบายได้ผ่านทฤษฎีข้อถัดมาคือทฤษฎีเรื่อง “กล่อง”

 

                         2.    ทฤษฏีเรื่อง “กล่อง”    

                                โดยทั่วไปคนเรามีความคิดเกี่ยวกับเรื่องกล่องกันอยู่ 2 ใบ คือ “กล่องเพศชาย” กับ “กล่องเพศหญิง”กล่องทั้งสองใบมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ :-

                       เวลาที่คุณเห็นใครสักคนหนึ่งที่เป็น “ผู้ชาย” คุณมักจะคิดไปโดยอัตโนมัติว่าคนๆ นั้นต้องแข็งแรง มีกล้ามเนื้อ ดูเป็นแมน ไว้ผมสั้นเกรียน มีความเป็นผู้นำ จะอ่อนแอ ร้องไห้ไม่ได้ และที่สำคัญต้องรักผู้หญิงหรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงเท่านั้น อันนี้เรียกว่าคุณมี กล่องผู้ชาย อยู่ในความคิด

 

                        และเช่นเดียวกัน เวลาคุณเห็นใครสักคนที่เป็น “ผู้หญิง”คุณก็คาดหวังไปแล้วว่า เธอต้องอ่อนหวาน ต้องมีร่างกายอ้อนแอ้น มีหน้าอก ผมยาว ร้องไห้ได้ จะห้าวหาญแข็งแกร่ง เป็นผู้นำไม่ได้ ต้องเป็นผู้ตามเท่านั้น และที่สำคัญต้องรักผู้ชายหรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายเท่านั้นอันนี้เรียกว่าคุณมีกล่องผู้หญิง อยู่ในความคิด

 

                        จะสังเกตได้ว่ากล่องทั้งสองใบมี เพศ  เพศภาวะ (เพศสภาพ) และเพศวิถี  รวมอยู่ในนั้นหมดเลย เป็นกล่องที่ต้องการให้คนเป็นเพศตามอวัยวะเพศ หรือเป็นเพศตามที่แปะฉลากไว้ คือเป็นเพศชาย หรือ เพศหญิง ไม่สามารถเป็นเพศอื่นใดนอกจากนี้ได้เพราะมีกล่องให้ 2 ใบแค่นั้นเอง

 

จากตัวอย่างที่ 1เมื่อคุณมีลูกชาย คุณพยายามจับลูกชายของคุณใส่ลงไปในกล่องเพศชาย พยายามให้ลูกชายเป็นไปตามกล่องเพศชาย แต่ลูกชายของก็คุณหลุดออกไปจากคุณสมบัติตามที่กล่องเพศชายระบุไว้ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะกล่องก็คือกล่อง กล่องไม่อาจทำให้คนมีคุณสมบัติเป็นไปตามกล่อง มีแต่คนเท่านั้นที่ต้องเป็นตัวของเขาเอง เมื่อลูกชายไม่เป็นไปตามกล่อง คุณก็หงุดหงิดใจ

ตัวอย่างข้อที่ 2 ก็เช่นเดียวกัน คุณมีลูกสาว คุณจับลูกสาวใส่ลงไปในกล่องเพศหญิง เมื่อลูกสาวของคุณไม่ได้เป็นไปตามกล่องเพศหญิง คุณก็หงุดหงิดใจ เพราะคุณมีกล่องเพศหญิงอยู่ในความคิดว่าผู้หญิงจะเป็นแฟนกับผู้หญิงไม่ได้ ผู้หญิงต้องเป็นแฟนกับผู้ชายเท่านั้น

คำตอบของปัญหานี้คือ อย่าจับคนใส่กล่องตามความคุ้นชินของคุณ” คุณไม่อาจคาดหวังให้คนเป็นไปตามกล่องที่คุณใส่ลงไปได้ เพราะกล่องสองใบนั้นถูกสร้างขึ้นมาจากความคิดฝันของสังคม ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาจากฐานความเป็นตัวตนจริงๆ ของมนุษย์ เพราะตัวตนจริงๆ ของมนุษย์มีความสลับซับซ้อนมากกว่าคุณสมบัติตามที่กล่องระบุไว้ง่ายๆ เราไม่อาจกำหนดได้ว่าคนเกิดมาเป็นเพศใดเพศหนึ่งแล้วต้องมีคุณสมบัติตามเพศนั้นทุกอย่าง    

 

เพราะอะไร? เพราะคนมีอิสระและมีลักษณะเฉพาะในตัวเอง คนไม่ได้เป็นไปตามกล่องกันหมดทุกกระเบียดนิ้ว ถึงแม้จะมีเพศตามที่กล่องระบุ แต่คุณสมบัติด้านอื่นๆ ก็อาจจะไม่ได้ตรงตามนั้นกันหมดทุกคน แต่ละคนก็หลุดออกไปจากกล่องคนละนิดละหน่อย และไม่ได้มีความเป็นเพศชาย  หรือเพศหญิงที่สมบูรณ์

 

ยกตัวอย่าง คนๆ หนึ่งถึงแม้จะเป็นผู้ชายที่ชอบผู้หญิง แต่เขาอาจจะไม่ได้มีกล้ามเนื้อ ไม่ได้มีความกำยำ และไม่ได้มีความเป็นผู้นำ แต่ชอบที่จะเป็นผู้ตามมากกว่าหรือคนๆ หนึ่งเป็นผู้หญิงที่ชอบผู้ชาย แต่อาจจะมีความแข็งแกร่ง มีความเป็นผู้นำ ไม่ชอบเป็นผู้ตาม ก็เป็นไปได้

สรุปแล้ว “อย่าจับคนใส่กล่อง เพราะคนเป็นสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่วัตถุสิ่งของที่จะกำหนดคุณสมบัติได้ง่ายๆ ”

 

แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม

บทความ “ความเป็นเพศ” รศ.วารุณี ภูริสินสิทธิ์ ภาควิชาสังคมวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มช. (มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน) 

http://v1.midnightuniv.org/midnightuniv/newpage91.htm



ความคิดเห็นที่  1

* เป็นการรายงานหน้าห้อง ของห้องเรียนชั้น ปริญญาตรี International คณะพุทธศาสตร์ เอกพุทธศาสนา มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตวังน้อย

* คำว่า Gender ตามที่ผู้เขียนนิยามความหมายไว้ข้างต้นนั้น เป็นเพียงความหมายหนึ่งเท่านั้น
  คำว่า Gender สำหรับสำนักอื่น ๆ ก็อาจจะมีความหมายแตกต่างไปจากนี้

* รวมทั้ง เพศ 3 ขา : Sex  Gender Sexuality แต่ละสำนักก็ไม่ค่อยเหมือนกัน
  อาจจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อยในเรื่องการให้ความหมายของคำ 3 คำนี้ในแต่ละสำนัก

  แต่โดยรวมแล้ว นิยามของ "เพศ 3 ขา" ของแต่ละสำนัก
   ต่างมุ่งอธิบายให้เกิดความเข้าใจชัดเจนมากขึ้นว่า
  ทำไมสังคมจึงคาดหวังให้คนเป็นเพศตามอวัยวะเพศ
  ทำไมคนในสังคมจึงไม่เข้าใจว่า ทำไมคนจึงเป็นเกย์ - เลสเบี้ยน - ทำไมคนจึงรักเพศเดียวกัน

  ก็เพราะมี คำ 3 คำนี้ คอยยึดโยงอยู่  
  โดยที่ความจริงแล้ว การเป็นเกย์ เลสเบี้่ยน กะเทย - ไม่ได้มีสาเหตุ
  สาเหตุเพราะคนเราเข้าใจผิดเกี่ยวกับ "เพศ 3 ขา" นั่นเอง

พระวรธรรม   (19 เมษายน 2557  เวลา 06:37:27)