Loading ...

          กลางเดือนที่แล้ว ที่กรุงเทพฯ บ้านเรามีการจัดงานIDAHOT ขึ้น  IDAHOT  ย่อมาจาก International Day Against Homophobia Transphobia แปลเป็นไทยว่า “วันสากลเพื่อยุติความรังเกียจการรักเพศเดียวกันและการข้ามเพศ”

          ในทางสากลถือเอาวันที่ 17 เดือนพฤษภาคมของทุกปีเป็นวันแห่งการรณรงค์ยุติความรุนแรงและการรังเกียจเกย์ เลสเบี้ยน ไบเซ็กช่วล และบุคคลข้ามเพศสัญลักษณ์ของการรณรงค์คือรูปสามเหลี่ยมปลายแหลมตั้งขึ้น มีเครื่องหมายตกใจ(!)อยู่ภายในทั้งหมดคือสัญลักษณ์แห่งการยุติการรังเกียจเกย์ กะเทย เลสเบี้ยน ไบเซ็กช่วล นั่นเอง

          ที่ต่างประเทศมีการจัดงานนี้ภายใต้ชื่อย่อ IDAHOT มานาน 5-6 ปีแล้ว เนื้อหาของงานคือการพยายามให้ความรู้กับสังคมว่าเราไม่ควรปฏิบัติกับเพื่อนมนุษย์ผู้มีความแตกต่างในความพึงพอใจทางเพศด้วยการตัดสินว่าความพึงพอใจทางเพศที่แตกต่าง เช่น การรักหรือชอบเพศเดียวกัน เป็นความผิด เราไม่ควรตัดสินว่าความไม่ชัดเจนของการแสดงออกในความเป็นเพศที่ไม่ใช่ชายไม่ใช่หญิง เช่น การเป็นกะเทย การเป็นทอม เป็นสิ่งที่ต้องถูกลงโทษ 

          ในช่วงวันที่ 17 พฤษภาคม องค์กรที่ทำงานประเด็น LGBT(Lesbian = เลสเบี้ยน  Gay = เกย์ Bisexual = ไบเซ็กช่วล Transgender = คนข้ามเพศ) จะออกมาทำกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ ในพื้นที่ทางสังคม สำหรับบ้านเราเพิ่งเริ่มต้นจัดกันจริงจังเมื่อ 4 ปีก่อนแล้วก็หยุดไป จากนั้นก็เริ่มมีการจัดอย่างจริงจังอีกครั้งเมื่อปีที่แล้วนี่เอง

          เมื่อวันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม ที่ผ่านมาจึงมีการจัดงานIDAHOT ขึ้นที่  ศูนย์ศิลปะแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน มีการจัดกิจกรรมRainbow Power Workshopเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เยาวชนที่เป็นเกย์ เลสเบี้ยน กะเทย คนข้ามเพศ มาร่วมทำกิจกรรมแบ่งปันเล่าประสบการณ์การถูกรังแกภายในโรงเรียน 

          กิจกรรมเริ่มตั้งแต่เวลาบ่ายโมง เรามีโอกาสเข้าไปเฝ้าดูกิจกรรมตั้งแต่เริ่มต้น มีเยาวชนผู้เข้าร่วมทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ตั้งแต่ 10 คนจนกระทั่งมีผู้เข้าร่วมเกือบ  30 คน ทั้งหมดเป็นวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 20-25 ปี มีวัยทำงาน 3-5 ท่านเนื่องจากเยาวชนแต่ละท่านไม่รู้จักกันมาก่อนจึงมีการใช้เกมเป็นตัวเชื่อมให้ทุกคนรู้จักคุ้นเคยกัน หลังจากนั้นผู้นำกิจกรรมแบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็น 2 กลุ่ม โดยให้ผู้เข้าร่วมนึกถึงการถูกรังแกในโรงเรียนที่แต่ละคนเคยประสบมา จากนั้นให้วาดออกมาเป็นภาพบนกระดาษที่แจกให้


เยาวชนร่วมกิจกรรม Rainbow Power Workshop ทั้งหมดเกือบ 30 ท่าน
ที่ ศูนย์ศิลปะแห่งกรุงเทพฯ ปทุมวัน

 

          การวาดรูปช่วยให้เยาวชนแต่ละคนได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น แล้วย้อนกลับไปทบทวนชีวิตของตนเองที่เคยได้รับความรุนแรงภายในโรงเรียน จากนั้นก็บรรจงวาดออกมาเป็นภาพ  เมื่อทุกคนวาดเสร็จผู้นำกิจกรรมเปิดโอกาสให้เยาวชนแต่ละคนเล่าเรื่องราวของตนเองผ่านรูปภาพที่วาดออกมาให้เพื่อนๆ ร่วมวงได้รับฟัง 

  • เยาวชนท่านหนึ่งเล่าว่าเธอมักถูกตั้งคำถามอยู่เสมอว่า “เธอเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย” คำถามนี้เป็นคำถามที่เธอรู้สึกอึดอัดมาก เพราะเธอรู้สึกว่ามนุษย์จะเป็นเพศอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ชายและไม่จำเป็นต้องเป็นผู้หญิง แต่คนรอบๆ ตัวมักตั้งคำถามเหมือนต้องการความชัดเจนจากเธอว่าเธอต้องเป็นเพศใดเพศหนึ่งตามที่คนรอบๆ ตัวเธอต้องการให้เป็น
     
  • บางครั้งพ่อแม่ไม่เข้าใจลูกสาวที่เป็นทอม มักมีคำพูดเสียดแทงใจลูกสาวอย่างรุนแรงว่า “เดี๋ยวมันโตขึ้น จับมันแต่งงานมีผัวก็หาย”  เสียงสะท้อนจากเยาวชนทอมท่านหนึ่ง
     
  • กีฬาบางประเภทเช่นฟุตบอลมักถูกจำกัดไว้ให้เพศชายได้เล่นเพียงเพศเดียว ในขณะที่เพศอื่นๆ ถูกกีดกันมิให้เล่น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อกะเทยอยากเล่นบอลจึงไปขอเล่นด้วย กลับได้รับคำพูดถากถางว่า “เป็นกะเทยไปเล่นหมากเก็บหรือวอลเล่ย์บอลเหอะ กะเทยเล่นบอลไม่ได้หรอก”  เสียงสะท้อนจากเยาวชนกะเทยท่านหนึ่ง

  • เมื่อเทศกาลกีฬาสีมาถึง มีการคัดเลือกเชียร์ลีดเดอร์ (Cheer Leader)ครูกลับต้องการเชียร์ลีดเดอร์แมนๆ ครูไม่ต้องการเชียร์ลีดเดอร์ที่เป็นตุ๊ดกะเทยเสียงจากเยาวชนกะเทยท่านหนึ่งที่ต้องการเป็นเชียร์ลีดเดอร์
     
  • เรื่องห้องน้ำสาธารณะหรือห้องน้ำในโรงเรียนก็เป็นปัญหา เมื่อทอมเข้าห้องน้ำหญิงมักถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้า ส่วนกะเทยในโรงเรียนเมื่อเข้าห้องน้ำชายมักถูกแซวว่า “ขอดูหน่อย” หรือถ้ามากกว่านั้นก็คือการโดนรังแกหรือการถูกลวนลามทางเพศภายในห้องน้ำเสียงจากเยาวชนทอมและกะเทยพูดถึงประสบการณ์การเข้าห้องน้ำ
     
  • ในมหาวิทยาลัย คณะครุศาสตร์ เมื่อจบแล้วคือการไปเป็นครู ก่อนจบมีการฝึกสอน นิสิตนักศึกษาที่เป็นกะเทยจะถูกห้ามพูด “คะ - ขา” เมื่อไปฝึกสอน นิสิตนักศึกษาที่เป็นกะเทยต้องแอ๊บแมนเท่านั้นจึงจะออกไปฝึกสอนได้ เขาไม่กีดกันกะเทยทอมเรียนครูก็จริง แต่เมื่อต้องออกไปฝึกสอนตามโรงเรียนต่างๆ จะถูกควบคุมมิให้แสดงความเป็นกะเทยออกมา เสียงจากเยาวชนท่านหนึ่ง

  • คณะนิเทศศาสตร์ เกย์-กะเทยถือเป็นชนชั้นบนสุดที่ได้รับการยอมรับ โดยเฉพาะสาขาการแสดงจะได้รับการรอคอยว่าจะมีผลงานโชว์อะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจตอนจบปีสุดท้าย ทุกคนจะเฝ้าคอยชมการแสดงนั้นอย่างใจจดใจจ่อ แต่ถ้าเป็นเรื่องสติปัญญาหรือเรื่องความคิดทางวิชาการเกย์-กะเทยจะตกลงมาเป็นชนชั้นล่างทันที เพราะจะถูกกีดกันไม่ให้มีส่วนร่วมในเรื่องวิชาการ เนื่องจากได้ถูกตัดสินไปแล้วว่าถนัดเรื่องบันเทิงสนุกสนานเสียงจากเยาวชนท่านหนึ่ง
     
  • กะเทยที่สอบติดคณะแพทย์ศาสตร์และได้เรียนคณะนี้ต้องไว้ผมสั้นแบบผู้ชายเท่านั้น และห้ามแสดงออกว่าเป็นเกย์-กะเทย นั่นหมายความว่าเกย์-กะเทยหรือแม้แต่ทอมจะถูกห้ามไม่ให้เป็นหมอโดยอัตโนมัติ  ทั้งนี้รวมทั้งหมอผู้ชายก็ห้ามไว้ผมยาวแต่หมอผู้หญิงไว้ผมยาวได้ มีเพื่อนกะเทยคนหนึ่งยอมไว้ผมสั้นเพื่อจะได้เรียนหมอตามที่ตนใฝ่ฝัน เสียงจากเยาวชนท่านหนึ่ง
     
  • ผู้เข้าร่วมวัยทำงานท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่าตอนเรียนจบปริญญาโท อยากแต่งหญิงเข้ารับปริญญาต้องไปขอใบรับรองแพทย์ว่าตนเป็นบุคคลที่สมควรได้รับการอนุโลมให้แต่งหญิงเข้ารับปริญญาบัตร ซึ่งมีความยุ่งยากซับซ้อน

  • ประเด็นสภากาชาดไม่รับเลือดเกย์ เยาวชนท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่าตนเองเป็นไบเซ็กช่วล ในใบลงทะเบียนก่อนบริจาคเลือดตนเองกาเครื่องหมายถูกตรงช่องที่เขียนว่าเคยมีเพศสัมพันธ์กับชาย จึงถูกปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่ว่าไม่สามารถรับเลือดบริจาคของตนได้
     
  • กรณีสาวประเภทสองก็เช่นเดียวกันเมื่อเธอไปบริจาคเลือดเธอถูกมองและถูกตั้งคำถามหลายข้อ เช่น ทานยาคุมมาหรือเปล่า เลือดมีปัญหาหรือไม่ พร้อมกับมีการตรวจกรุ๊ปเลือดก่อนรับบริจาคเลือด ทางเจ้าหน้าที่พยายามตั้งคำถามเล่นแง่เพื่อเป็นข้ออ้างไม่ยอมรับเลือดของเธอเขาปฏิบัติกับเราราวกับว่าเพศชายเพศหญิงไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเพศเสียงจากเยาวชนสาวประเภทสองพูดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
     
  • เมื่อตอนเป็นเด็กจะพูดจากคะ-ขาในบ้านไม่ได้ พอไปโรงเรียนก็ถูกครูตีหน้าห้อง เด็กกะเทยบางคนก็ต้องออกจากโรงเรียนเพราะทนโดนรังแกไม่ไหว เราถูกทำให้รู้สึกไม่ดีกับตัวเองที่เกิดเป็นกะเทย เมื่อทำงานเป็นหัวหน้างาน ลูกน้องไม่ยอมรับที่เจ้านายเป็นสาวประเภทสอง เสียงจากผู้เข้าร่วมท่านหนึ่งพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง


           หลังจากแบ่งปันประสบการณ์การถูกรังแก พวกเขาคาดหวังว่าอยากให้โลกมีการเปลี่ยนแปลง มีการยอมรับความแตกต่างหลากหลายของเพศสภาพและเพศวิถีเพราะสถานการณ์ที่เป็นอยู่ทำให้พวกเขารู้สึกเป็นทุกข์ที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำเนินชีวิตที่ไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่


ตอนค่ำวันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม 2557 หลังจากกิจกรรม Rainbow Power Workshop เสร็จสิ้น
มีการจุดเทียนเป็นสัญลักษณ์
IDAHOT บริเวณลานด้านหน้าศูนย์ศิลปะแห่งกรุงเทพฯ

 


ความคิดเห็นเพิ่มเติมของเยาวชน

  • สังคมไทยแค่เปิดบ้าง แต่ไม่ได้เปิดกว้าง
  • สังคมและภาครัฐไม่ต้องการให้เรานิยามตัวเองว่าเป็นเกย์ กะเทย เลสเบี้ยน
  • อยากให้มีข่าวการแต่งงานของชายกับชาย หญิงกับหญิง เกิดขึ้นทุกวัน สังคมจะได้เกิดการเปลี่ยนแปลง
  • ทฤษฎีเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศเป็นแนวคิดให้เรียนรู้และเข้าใจผ่านหู แต่ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตรงนั้นรุนแรงและชัดเจนกว่า
  • ให้พยายามกลับมาทบทวนชีวิต เมื่อโดนเอาเปรียบอย่ายอมไปหมดทุกเรื่อง
  • ปัญหาเรื่องห้องน้ำ การสร้างห้องน้ำสำหรับเพศที่สามเป็นเรื่องดีที่ทำให้เกิดพื้นที่ปลอดภัย แต่บางทีปัญหาไม่ได้อยู่ที่ห้องน้ำแต่อยู่ที่ทัศนคติของคน ถ้าครูนักเรียนและคนอื่นๆ ในสังคมมีความเข้าใจ ไม่รังเกียจ ไม่รังแก มีความเข้าใจชัดเจนก็ไม่จำเป็นต้องสร้างห้องน้ำสำหรับเพศที่สาม
  • สื่อเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เรื่องเพศสภาพ เพศวิถี เกิดความเปลี่ยนแปลง หากสื่อหยุดเสนอภาพกะเทยวี๊ดว๊ายแล้วหันไปเสนอภาพกะเทยที่ดูดี ทัศนคติของสังคมก็จะเปลี่ยนยกตัวอย่างการ์ตูนญี่ปุ่นมีการนำเสนอภาพหญิงรักหญิง ชายรักชาย ทำให้เด็กวัยรุ่นได้เรียนรู้จากการ์ตูนญี่ปุ่นมากขึ้น แต่การ์ตูนระดับฮอลลีวู้ดอย่างวอลท์ดิสนีย์ยังไม่กล้าฉีกกฎให้มีตัวการ์ตูนชายรักชาย หรือหญิงรักหญิง
  • การที่เกย์ กะเทย ทอม มีพรสวรรค์ในเรื่องต่างๆ ทั้งเล่นดนตรี กีฬา ศิลปะ การแสดง หรือผลการเรียนดีเด่น เพราะเรามีความสามารถในตนเองหรือเป็นเพราะสังคมกดดันเราทำให้เรามีความโดดเด่นกว่าคนอื่นน้องเยาวชนแสดงความเห็นว่าที่เรามีพรสวรรค์กว่าคนอื่นก็เพราะเราถูกรังแก เราถูกกดดัน เราถูกล้อเลียนที่เกิดมาแตกต่าง ดังนั้นเราจึงต้องพยายามเรียนให้เก่ง ทำตัวเองให้มีพรสวรรค์กว่าคนอื่นเมื่อเรามีอะไรที่เด่นกว่าคนอื่น คนอื่นก็จะไม่มารังแกเรา เมื่อเรามีความสามารถกว่าคนอื่น คนอื่นก็จะหันมายอมรับเราไม่มาดูถูกหรือรังแกเรา ทั้งหมดนี้จึงทำให้เราถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่มีพรสวรรค์             

         ทั้งหมดนั้นเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเกือบ 4 ชั่วโมง โดย “กลุ่มอัญจารี” เป็นผู้จัดการให้เกิดกิจกรรมนี้ขึ้นมา ถือว่าเป็นกิจกรรมที่มีความหมายทีเดียวที่เปิดพื้นที่ให้กับเยาวชนที่เป็นเกย์ เลสเบี้ยน ไบเซ็กช่วล กะเทย และคนข้ามเพศ ได้มีพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยแลกเปลี่ยน ทำให้เรามีโอกาสได้ยินเสียงของพวกเขา อันเป็นเสียงที่เราไม่มีโอกาสได้ยินบ่อยนัก เพราะพวกเขาเป็นเพียงเสียงเล็กเสียงน้อยท่ามกลางสังคมกระแสหลักที่ไม่ชอบให้ใครแตกต่าง

         ในฐานะที่เรามีโอกาสเฝ้าดูกิจกรรมRainbow Power Workshopตั้งแต่ต้นจนจบ ได้ฟังสิ่งที่น้องๆ เกย์ เลสเบี้ยน กะเทย ทอม ดี้ สาวประเภทสอง แบ่งปันประสบการณ์กัน เราอยากสรุปด้วยประโยคสั้นๆ ว่า

           “ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร ที่นี่ยังคงเหมือนเดิม”