Loading ...

          รู้สึกสลดใจที่มีข่าวเด็กหญิงถูกข่มขืนบนรถไฟตู้นอนอีกแล้ว เหตุเกิดเมื่อค่ำวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมาย้อนหลังกลับไป 14 ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2544) เคยมีเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับสุภาพสตรีท่านหนึ่ง เธอเดินทางโดยรถไฟตู้นอนเพื่อไปธุระเรื่องงานที่จังหวัดทางภาคใต้เธอถูกเจ้าหน้าที่รถไฟล่วงละเมิดทางเพศ เธอลุกขึ้นมาต่อสู้คดีแม้กระทั่งบัดนี้คดีความก็ยังไม่สิ้นสุด เธอยังไม่ได้รับความเป็นธรรม 

          แต่สำหรับเด็กหญิงวัย 13 คนนี้เธอไม่ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมอีกแล้วเพราะเธอถูกฆาตกรรมในค่ำคืนนั้นเอง ศพของเธอถูกทิ้งออกมานอกหน้าต่างรถไฟ ปล่อยให้ความทุกข์ใจเป็นของพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ 

          การล่วงละเมิดทางเพศเป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทยมานานแล้ว เรามีข่าวการล่วงละเมิดผู้หญิงบนหน้าหนังสือพิมพ์ทุกสัปดาห์จนกลายเป็นเรื่องปกติ คนที่ได้รับความเสียหายหากไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องก็จะไม่ได้รับความเป็นธรรม เรื่องก็จะค่อยๆ เงียบหายไป มีผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศจำนวนมากทีเดียวที่ไม่กล้าออกมาเรียกร้องสู้คดี

          คดีนี้ได้สร้างผลสะเทือนอย่างแรงต่อความรู้สึกของผู้คนในสังคมออนไลน์ เกิดกระแสเรียกร้องให้มีการตัดสินประหารชีวิตคนที่ข่มขืน แม้แต่นักแสดงสาวท่านหนึ่งก็ออกมาขอรายชื่อเพื่อเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายข่มขืนต้องประหารชีวิตสถานเดียว เราเข้าใจความรู้สึกของเธอและคนอื่นๆ ที่ตั้งกระทู้เหล่านี้ เพราะพวกเขาทนไม่ได้ที่เห็นข่าวการข่มขืนเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยที่ผู้ข่มขืนลอยนวลเนื่องจากไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจน เมื่อคดีนี้เกิดขึ้นจึงเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้าย ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้มีบทลงโทษขั้นเด็ดขาดกับฝ่ายที่กระทำการข่มขืน               

          นั่นคือประเด็นที่สังคมกำลังถกเถียงกันอยู่กับคดีข่มขืน 

          เวลาที่เราเรียกฝ่ายที่ถูกข่มขืนว่า “เหยื่อ” หมายถึงฝ่ายที่ถูกข่มขืนตกเป็นเหยื่อของการใช้ความรุนแรง แล้วเราเรียกอีกฝ่ายว่าเป็นฝ่ายกระทำ ถึงแม้ว่าฝ่ายกระทำจะเป็นผู้ชาย เป็นฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่าแต่เขาเองก็ตกเป็น “เหยื่อ” เช่นเดียวกัน  เขาตกเป็นเหยื่อของความต้องการทางเพศที่ควบคุมไม่ได้ของเขาเอง

          หากจะมีคำถามว่าอะไรเป็นความผิดพลาดของเหตุการณ์ครั้งนี้ที่ทำให้เกิดการข่มขืนแล้วฆ่านอกเหนือไปจากผู้ต้องหาคือเจ้าหน้าที่รถไฟซึ่งเป็นฝ่ายผิดเต็มประตูแล้ว “ระบบการสอนเพศศึกษา" ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนทำให้เกิดคดีข่มขืนซ้ำซาก 

          การสอนเพศศึกษาในบ้านเราถือว่าล้มเหลวมาก เราไม่เคยสอนเด็กๆ อย่างตรงไปตรงมาเลยว่าหากนักเรียนมีความต้องการทางเพศแล้ว มีวิธีใดบ้างที่ทำไปแล้วปลอดภัยและดีที่สุดสำหรับตัวเอง

          เราคงจำกันได้เมื่อเร็วๆ นี้มีข้อสอบโอเน็ตของชั้นมัธยมปลายถามว่า หากนักเรียนมีความต้องการทางเพศ ควรทำอย่างไร เด็กๆ เอามาพูดล้อกันเป็นที่สนุกสนานในอินเทอร์เน็ตว่า “ชวนเพื่อนไปเตะบอล” ปรากฏว่าอาจารย์ผู้ออกข้อสอบต้องออกมาเฉลยว่าคำตอบที่ถูกคือ “ปรึกษาครอบครัว” ในขณะที่ตัวเลือกอื่นๆ อีก 3 ข้อ คือ พยายามนอนให้หลับ ไปเที่ยวกับเพื่อนต่างเพศ และชวนเพื่อนไปดูหนัง


ภาพจากเว็ปMThai(http://news.mthai.com/hot-news/154847.html)
 

          ออกจะเป็นเรื่องเศร้าใจและสิ้นหวังที่ผู้ใหญ่ในบ้านเราไม่กล้าแม้แต่จะสื่อสารกับเด็กตรง ๆ ว่าวิธีที่ดีที่สุดเมื่อนักเรียนมีความต้องการทางเพศก็คือ “ให้สำเร็จความใคร่ด้วยตนเองเสียสิ” เราได้แต่บ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่นเพราะอย่างนี้หรือเปล่าที่ทำให้การล่วงละเมิดทางเพศยังคงมีอยู่ เพราะเราไม่สอนพวกเขาให้รู้จักการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองอย่างตรงไปตรงมาเราจึงมีข่าวการล่วงละเมิดทางเพศปรากฏให้เห็นอยู่ร่ำไปเพราะพวกเขาหาทางออกให้ความใคร่แบบผิดๆ

          ประเด็นถัดมาก็คือ เราไม่เคยมีการสอนนักเรียนให้เห็นคุณค่าและสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของผู้อื่น ความรุนแรงในโรงเรียน เช่น การกลั่นแกล้งล้อเลียนในเรื่องสีผิว เชื้อชาติ ศาสนา รูปร่าง หน้าตา บุคลิก เพศ หรือแม้แต่การล้อชื่อพ่อแม่ เกิดขึ้นบ่อยครั้งในโรงเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กนักเรียนที่เป็นกะเทย ทอม หรือนักเรียนที่มีลักษณะข้ามเพศจะโดนมากที่สุด ทำให้เด็กมีค่านิยมว่าใครมีอำนาจเหนือกว่าคนนั้นได้เปรียบ จะล้อเลียนจะกลั่นแกล้งใครก็ได้ ถ้าเรามีการสอนเรื่องการเคารพกันในเนื้อตัวร่างกายของคนอื่นอย่างชัดเจนในโรงเรียน เชื่อว่าอย่างน้อยที่สุดการล่วงละเมิดทางเพศคงไม่เกิดเป็นข่าวมากมายขนาดนี้ 

          คนที่ทำงานด้านสื่อภาพยนตร์และละครก็เป็นอีกกลไกหนึ่งที่ต้องมีความรับผิดชอบและเปลี่ยนแปลงแก้ไขท่านทราบหรือไม่ว่ามีละครโทรทัศน์อย่างน้อย 12 เรื่องที่มีบทพระเอกข่มขืนนางเอกแล้วจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งอันได้แก่ ดาวพระศุกร์, สวรรค์เบี่ยง, จำเลยรัก, เสน่หาสัญญาแค้น, ลิขิตกามเทพ, เพลิงสีรุ้ง, วงเวียนหัวใจ, หลงเงาจันทร์, มารกามเทพ, หัวใจศิลา, เกมร้ายเกมรัก, แรงเงา (ที่มา : คมชัดลึก 11 กรกฎาคม 2557 บันเทิงหน้า 13)ทั้งนี้ยังไม่รวมภาพยนตร์และละครอีกหลายเรื่องที่เขียนบทให้ผู้หญิงตกเป็นฝ่ายถูกทำรุนแรง จะทำอย่างไรกับผู้หญิงก็ได้ ส่งผลให้สังคมปฏิบัติกับผู้หญิงไม่ต่างกับในหนังและละคร ในความเป็นจริงการถูกข่มขืนไม่ได้แฮปปี้มีความสุขเหมือนกับในหนัง หากสื่อสร้างบทบาทตัวละครผู้หญิงให้ได้รับการปฏิบัติที่ให้เกียรติในเนื้อตัวร่างกายมากกว่านี้การปฏิบัติต่อผู้หญิงในโลกของความเป็นจริงย่อมไม่เป็นดังที่ผ่านมา

          อารมณ์ทางเพศเป็นอารมณ์ที่มนุษย์มักจะควบคุมได้ยาก สำหรับบางคนแม้จะโตแล้วเราก็ต้องสอนให้รู้ว่าเมื่อมีความต้องการทางเพศเขาควรรู้จักบำบัดความใคร่ด้วยตนเอง ไม่ใช่ว่ามีความใคร่แล้วไปล่วงละเมิดผู้อื่น การบำบัดความใคร่ด้วยตนเองไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นเรื่องผิดหากไปล่วงละเมิดเนื้อตัวร่างกายผู้อื่น เรามักคิดกันว่านี่เป็นสิ่งที่รู้กันอยู่แล้วทุกคนโตแล้ว ทุกคนรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว แต่คำถามก็คือถ้ารู้กันดีอยู่แล้วเหตุใดยังมีการล่วงละเมิดทางเพศกันอยู่ล่ะ? 

          เวลานี้สังคมกำลังให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงบทลงโทษให้รุนแรงด้วยการออกกฎหมายประหารชีวิตแต่เรายังมีวิธีการอื่นๆ ที่สามารถทำได้ทันทีเช่น การเผยแพร่ความรู้กับสังคมด้วยการทำแคมเปญรณรงค์ให้ผู้ชายรู้จักสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองแทนที่จะไปข่มขืนคนอื่น เราเคยมีแคมเปญรณรงค์ให้ใช้ถุงยางอนามัยมาแล้ว แม้แต่ในโทรทัศน์ตอนนี้ยังมีแคมเปญรณรงค์เรื่องสายด่วนวัยรุ่นท้องในวัยเรียนและการติดเชื้อ HIVคงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราจะมีแคมเปญรณรงค์เรื่องสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองออกมาในพื้นที่สาธารณะเพื่อสอนสุภาพบุรุษให้รู้ว่าเขามีทางเลือกอื่นๆ ที่ไม่ต้องไปทำร้ายคนอื่น พร้อมชี้แนะโทษภัยว่าเขาต้องเจอะเจอกับอะไรบ้างหากถูกตัดสินดำเนินคดีล่วงละเมิดทางเพศ

          เรามี “ข้อแนะนำผู้หญิงป้องกันตนเองจากการถูกข่มขืน” เผยแพร่เป็นความรู้อยู่แล้ว น่าจะมี “ข้อแนะนำสุภาพบุรุษให้หลุดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อของความต้องการทางเพศที่ควบคุมไม่ได้ของตนเอง” ออกมาด้วย 

          เพราะสังคมของเราไม่พูดเรื่องเพศกันตรงๆ ไม่ให้ความรู้เรื่องเพศกันตรงๆ จึงยังคงมีการล่วงละเมิดทางเพศกันอยู่ร่ำไป บางทีการทำรณรงค์ในหัวข้อนี้น่าจะทำให้ชายไทยรู้สึกคลายความกดดันจากเรื่องเพศไปได้มากมายทีเดียวโดยไม่ต้องไปข่มขืนคนอื่น.