Loading ...

       ในที่สุด “ฮอร์โมน Season 2” ก็ออกฉายพร้อมๆ กับการเปิดเทอมใหม่ของปีการศึกษา 2557 เสมือนว่าการเปิดเทอมใหม่ในละครดำเนินคู่ขนานไปพร้อมๆ กับการเปิดเทอมใหม่ในโลกของความเป็นจริง 

       แต่เปิดเทอมไปได้ไม่นานก็ดูเหมือนจะมีปัญหาขึ้นมา เมื่อฮอร์โมนซีซั่นล่าสุดที่ออกฉายมีฉากหวือหวา นักเรียนชายหญิงกำลังจะมีเซ็กส์กันในห้องน้ำ หรือฉากนักเรียนชายหญิงเล้าโลมกันทั้งในรถและในห้องเรียน แต่ละครก็พยายามทำให้ฉากดังกล่าวลดความจริงจังลงไปเมื่อฉากเหล่านั้นกลายเป็นฉากในละครทีวีเรื่อง “รักกรุ้มกริ่ม” อันเป็นละครที่ซ้อนอยู่ในละครอีกทีหนึ่ง พร้อมกับการพยายามใส่ตัวหนังสือเตือนทุกครั้งที่มีฉากลักษณะดังกล่าวว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ฯลฯ

       หลังจากที่ละครเผยแพร่ทางเคเบิ้ลไปได้ตอนเดียวก็มีกระแสข่าวออกมาว่าละครเรื่องนี้อาจโดนแบนเนื่องจากมีเนื้อหาและฉากที่ไม่เหมาะสม ในขณะที่อินเทอร์เน็ตเพิ่งมีการปล่อยคลิปออกไปเพียงสองตอน แต่พอละครแพร่ภาพผ่านทางเคเบิ้ลทีวีในตอนที่ 3 ปรากฏว่าไม่มีการปล่อยคลิปเหมือนที่ผ่านๆ มา รวมทั้งคลิปสองตอนแรกก็ถูกลบออกไปไม่สามารถกลับเข้าไปชมได้อีก คงเหลือช่องทางเดียวที่จะดูละครเรื่องนี้ได้คือการดูผ่านเคเบิ้ลทีวี ซึ่งในที่สุดก็ทำให้กลุ่มคนดูที่สามารถเข้าถึงละครเรื่องนี้ลดจำนวนลงไป แต่ไปๆ มาๆ คลิปละครเรื่องนี้ก็ถูกปล่อยผ่านเว็บไซต์ของทรูซึ่งล่าสุดขณะที่เขียนบทความนี้มีการปล่อยคลิปออกมา 5 ตอนแล้ว

 

       อย่างไรก็ตามปัญหาของซีรี่ส์ฮอร์โมนไม่ได้อยู่ที่ว่าละครเรื่องนี้กำลังนำเสนอประเด็นเรื่องเพศในวัยรุ่นที่เกินจริง เพราะเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าวัยรุ่นวัยเรียนจำนวนหนึ่งในขณะนี้มีพฤติกรรมที่ไม่ได้แตกต่างไปจากละคร หรือวัยรุ่นวัยเรียนบางคนก็ไปไกลเกินกว่าละครแล้วปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ละครก้าวล้ำเกินไปแต่ปัญหาอยู่ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเราหวาดผวาเรื่องเพศในวัยรุ่นมากจนเกินเหตุ 

       เหมือนอย่างเนื้อหาของละครในตอนที่ 1 ซึ่งแพร่ภาพออกไปแล้ว มีเนื้อหาว่ามีกลุ่มผู้ปกครองมาประชุมกันที่โรงเรียนเพื่อพูดคุยกันถึงปัญหาละคร “รักกรุ้มกริ่ม” ที่กำลังแพร่ภาพมีประเด็นเรื่องเพศที่หวือหวา ชี้นำ สมควรที่ผู้ปกครองควรมาประชุมพูดคุยปรึกษาหาทางออกมิให้บุตรหลานหมกมุ่นไปกับละครเรื่องนี้ เพราะปรากฏมีข่าวออกมาว่าเด็กนักเรียนชายหญิงคู่หนึ่งมีพฤติกรรมคล้ายจะมีอะไรกันในรถแท็กซี่อันเป็นพฤติกรรมเลียนแบบละคร “รักกรุ้มกริ่ม” 

       ฉากนี้สะท้อนวิธีคิดอันหลากหลายของผู้ปกครองได้อย่างน่าสนใจและดูเหมือนว่าวิธีคิดของแต่ละคนก็มาจากวิธีคิดของผู้ปกครองที่มีตัวตนอยู่จริงในสังคมไทย

       ยกตัวอย่าง เช่น

  • แม่ภู: บอกว่าดูละครเรื่องนี้เพื่อเปิดหู เปิดตา แต่พอดูไปก็เกิดความกังวลว่าลูกเราจะทำตามอย่างในละครหรือเปล่า
  • ผู้ปกครองชาย:เสนอแนะว่าให้ดูละครด้วยกันกับลูก
  • แม่ต้า: บอกว่าดูพร้อมลูกเพื่อเรียนรู้จากลูกและคอยดูพฤติกรรมของลูกไปด้วยแต่ก็ตกใจที่รับรู้ว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในโรงเรียนด้วย  
  • ผู้ปกครองชาย: เสนอแนะว่าควรดูละครพร้อมลูกและสอนลูกไปด้วย
  • แม่ขวัญ: แสดงความเห็นว่าถ้าดูพร้อมลูก อาจไม่มีความเป็นส่วนตัว
  • แม่ภู :แสดงความกังวลว่าสิ่งที่พ่อแม่สอนเด็กๆ จะเข้าใจหรือไม่ เพราะเด็กในวัยนี้อยู่ในวัยอยากรู้อยากลอง
  • แม่สไปร์ท: แสดงความเห็นว่าไปโทษละครอย่างเดียวก็ไม่ถูก พ่อแม่ควรคุยกับลูกได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ควรสอนเด็กและเปิดโอกาสให้เด็กตัดสินใจเอง แต่ก็แสดงความเป็นห่วงว่าในส่วนของครอบครัวที่ไม่มีความสนิทกัน ก็รับประกันไม่ได้ว่าเด็กจะมีความรับผิดชอบหรือเปล่า
  • ผู้ปกครองชาย:แสดงความเห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ละคร แต่อยู่ที่ความสนิทกันในครอบครัวและการสอนเด็กให้รู้จักแยกแยะ
  • แม่ดาว: เสนอว่าคนทำละครควรคิดให้เยอะ เพราะประเมินไม่ได้ว่าบ้านไหนพร้อมจะดูละครเรื่องนี้ บ้านไหนไม่พร้อม

       ในขณะที่วงสนทนายังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าควรแก้ที่สื่อหรือควรแก้ที่การสื่อสารเรื่องเพศภายในบ้านกันดี จู่ ๆ ผู้ปกครองชายก็ยกมือขึ้นแจ้งข่าวด่วนทางมือถือว่า “ทางช่องทีวีได้ประกาศยุติการแพร่ภาพละคร “รักกรุ้มกริ่ม” แล้วตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป” ทำให้บรรยากาศของวงสนทนาเปลี่ยนเป็นผ่อนคลาย ผู้ปกครองหลายท่านต่างรู้สึกโล่งใจราวกับว่าสิ่งที่เป็นปัญหาได้ถูกกำจัดออกไปแล้ว 

       ในขณะที่ผู้ปกครองกำลังดีใจกันอยู่นั้น ก็มีคุณแม่ท่านหนึ่งลุกขึ้นพูดว่า 
       “ละครโดนแบนไปแล้วพวกเรายังต้องคุยกันต่อหรือไม่ ?”
 

       ที่จริงฉากนี้เป็นฉากที่สำคัญมาก เพราะคุณแม่ที่ลุกขึ้นถามไม่ได้ถามเฉพาะวงเสวนาที่กำลังดำเนินอยู่ในละครเท่านั้น แต่เสียงของคำถามได้ดังกังวานออกมานอกจอถึงสังคมไทยเลยทีเดียวว่าถึงแม้ละครที่ทุกคนคิดว่าเป็นปัญหาจะถูกแบนไปแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์เรื่องเพศของวัยรุ่นจะกลับสู่ภาวะปกติสงบเรียบร้อย ไม่ได้หมายความว่าวัยรุ่นจะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเพศ เพราะถึงอย่างไรสถานการณ์ต่างๆ ที่วัยรุ่นต้องสุ่มเสี่ยงเกี่ยวกับเรื่องเพศก็ยังคงมีอยู่ ไม่ใช่ว่าเราแบนละครเรื่องหนึ่งแล้วปัญหาจะจบลง 

       สำหรับฉากนี้เป็นใครก็ดูออกว่าละคร “ฮอร์โมน” กำลังวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองโดยมีละครเรื่อง “รักกรุ้มกริ่ม” เป็นหุ่นจำลอง และที่สำคัญก็คือละคร “ฮอร์โมน” ได้แสดงความห่วงใยต่อผู้ปกครองทุกคนผ่านคำพูดของตัวละครคุณแม่สไปร์ทว่า ในส่วนของครอบครัวที่ไม่มีความสนิทกัน ก็รับประกันไม่ได้ว่าเด็กจะมีความรับผิดชอบนั่นหมายความว่าละครกำลังแสดงความห่วงใยในครอบครัวที่ขาดความสนิทสนมกันระหว่างพ่อแม่ลูก ซึ่งจะเป็นช่องว่างให้ปัญหาต่างๆ เข้ามาแทรกแซงได้ง่ายไม่เฉพาะปัญหาเรื่องเพศเท่านั้น ถือเป็นวิธีการเตือนคนดูอย่างตรงไปตรงมาและมีความจริงใจ

       ถ้าเราเข้าใจประเด็นนี้อย่างลึกซึ้งก็จะสามารถเข้าใจได้ไม่ยากว่าเหตุใดละครเรื่องนี้จึงใส่ฉากแรงๆ ให้นักเรียนชาย-หญิงมีการเล้าโลมต่อกันโดยใช้ละครเรื่อง “รักกรุ้มกริ่ม” เป็นฉากซ้อนอยู่ในละครอีกที เพราะ“ฮอร์โมน” กำลังเตือนครอบครัวที่มีช่องว่างระหว่างบุตรหลานว่าหากท่านขาดปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับบุตรหลาน ขาดการสื่อสารเรื่องเพศอย่างเข้าใจ บุตรหลานของท่านอาจมีความสุ่มเสี่ยงในเรื่องเพศไม่ต่างกับเด็กนักเรียนใน “รักกรุ้มกริ่ม” 

       “ฮอร์โมน” ในสายตาผู้เขียน จึงไม่ได้เป็นละครที่มีอันตรายอะไรมากนัก เพราะ “ฮอร์โมน” ยังเจือปนไปด้วยบทสนทนาที่ให้แง่คิด พร้อมกับเนื้อหาที่เกี่ยวกับเรื่องครอบครัวพ่อแม่ลูกที่เด็กๆ สามารถนำไปคิดต่อได้หลังจากดูจบ ในขณะที่สื่อรื่นรมย์ทางเพศบางอย่างอาจขาดประเด็นเหล่านี้ซึ่งน่าจะเป็นอันตรายมากกว่า

       ในขณะที่คนอีกหลายกลุ่มกำลังวิตกกังวลและไม่สบายใจไปกับละครเรื่องนี้รวมทั้งกำลังวิพากษ์วิจารณ์ละครเรื่องนี้อย่างเสียๆ หายๆ  ซึ่งหลายคนอาจลืมไปว่ามีอีกหลายเรื่องทีเดียวที่น่ากังวลใจเสียยิ่งกว่าละครเรื่อง “ฮอร์โมน” เสียอีก....  

        เรื่องนั้นคืออะไร ?
 

       เรื่องนั้นก็คือ เรายังขาดวิชาเพศศึกษาที่ควรจะพูดถึงเรื่องเพศอย่างจริงจังและตรงไปตรงมา เวลานี้วิชาเพศศึกษาต้องเข้าไปแทรกตัวอยู่ในวิชาสุขศึกษาซึ่งเรียนกันเพียงสัปดาห์ละ 1 คาบ (50 นาที) แต่เนื้อหาของเพศศึกษามีหลายเรื่องหลายประเด็นที่เด็กๆ ควรรู้จึงไม่เพียงพอต่อการเรียนรู้เพียงสัปดาห์ละครั้ง อีกทั้งเนื้อหาก็ถูกลิดรอนไปสู่การปิดกั้นทางความคิดที่ไม่อนุญาตให้เด็กคิดอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องเพศ ให้เรียนรู้เพียงสรีระ รอบเดือน การเติบโตของร่างกายเมื่อเป็นหนุ่มเป็นสาว ความเป็นชาย ความเป็นหญิง ไม่ได้เรียนรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับการต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ของอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง และเรื่องราวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ หรือแม้แต่ความหลากหลายทางเพศก็ถูกเขียนให้กลายเป็นความน่ารังเกียจแปลกประหลาด จนทำให้เกิดความแปลกแยกและถูกเข้าใจอย่างผิดๆ

       แต่เราก็ยังโชคดีที่มีมูลนิธิแพธทูเฮลท์  (องค์การแพธ (PATH) เดิม)ที่พยายามนำหลักสูตรเรื่องเพศศึกษาแบบก้าวหน้าเข้าไปสู่โรงเรียนและสถานศึกษาต่างๆ แต่คำว่าโชคดีนั้นก็ยังไม่เพียงพอเพราะเรามีโรงเรียนในประเทศไทยทั้งหมดอยู่ที่ตัวเลข 100,000 กว่าโรงเรียนโดยประมาณ ในขณะที่มูลนิธิฯ สามารถนำหลักสูตรเรื่องเพศศึกษาแบบก้าวหน้าเข้าไปในสถานศึกษาได้เพียง 2,700 กว่าแห่งเท่านั้น (ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 : สุภัทรา บัวเพิ่ม) 

        ในขณะที่โรงเรียนต่างๆ พยายามแข็งขันกันด้านวิชาการอย่างสูง นักเรียนในโรงเรียนของตนต้องเก่งด้านวิชาการ เช่น วิทยาศาสตร์  คณิตศาสตร์  ภาษาไทย  ภาษาอังกฤษ โดยโรงเรียนก็ไม่ได้สนใจวิชาที่มีความสำคัญกับการเจริญเติบโตของอารมณ์และความรู้สึกทางเพศอย่างวิชาเพศศึกษาเลย บางครั้งวัยรุ่นบางคนไม่สามารถรับมือได้เมื่อต้องเผชิญกับช่วงวัยที่มีความรู้สึกทางเพศขึ้นมา รวมทั้งอาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกตัวเองเมื่ออยู่ใกล้เพื่อนต่างเพศหรือเมื่ออยู่ใกล้กับเพศเดียวกัน เด็กบางคนมีความรู้สึกรังเกียจตัวเองเกี่ยวกับเรื่องเพศ เด็กบางคนมีความรู้สึกรังเกียจเพื่อนข้ามเพศ เด็กบางคนมีความรู้สึกรังเกียจเพื่อนที่เป็นกะเทย ทอม ฯลฯ 

        ในเมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่น่าสงสัยว่าเหตุใดเราจึงยังคงประสบปัญหาเรื่องคุณแม่วัยเรียน รวมทั้งไม่เข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ เพราะหลักสูตรเพศศึกษาในบ้านเรายังไม่มีการปรับเนื้อหาให้เท่าทันกับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบตัววัยรุ่นที่กำลังเปลี่ยนไป 

        ในเมื่อเรายังไม่มีหลักสูตรเพศศึกษาที่ก้าวหน้าในโรงเรียนที่ดีพอ ก็คงมีเพียงละคร “ฮอร์โมน” เท่านั้นที่เป็นเหมือนวิชาเพศศึกษานอกห้องเรียนให้พวกเขาได้ศึกษาเรียนรู้

       แต่มันก็เป็นไปได้ที่จะมีผู้คนไม่ชอบละครซีรี่ส์ชุดนี้ เพราะเขาคิดว่าละครเรื่องนี้พูดตรงเกินไป และคิดไปเองว่าละครชี้นำเรื่องเพศแก่เด็ก เด็กไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศ  แต่พวกเขาควรเปิดตาและเปิดใจให้กว้างว่าถึงไม่มีละครเรื่อง “ฮอร์โมน” ก็ไม่ได้แปลว่าปัญหาเรื่องเพศในวัยรุ่นจะหมดไป แม้ไม่มีละครเรื่องนี้ ปัญหาเรื่องเพศกับวัยรุ่น  หรือความหลากหลายทางเพศก็ยังคงมีอยู่ 

       “ฮอร์โมน”เพียงแต่ทำหน้าที่สะท้อนสังคม และพยายามบ่งบอกถึงปัญหาต่างๆ ที่ผู้ใหญ่ควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้วยการเปิดใจให้กว้างต่อเรื่องเพศ  เพราะเพียงแค่ผู้ใหญ่เปิดใจให้กว้างปัญหาก็ลดลงไปแล้วครึ่งหนึ่ง



ความคิดเห็นที่  1

ขอบคุณบทความดีๆแบบนี้ครับ ผู้เขียน เขียนได้ดีมาก เป็นกลางมาก ให้ความรู้ด้วยเหตุผลอย่างยิ่งครับ  ผมขออนุญาต นำไปบอกต่อให้คนได้รู้ได้คิดตามนะครับ

ใหม่   (26 สิงหาคม 2557  เวลา 16:15:09)