Loading ...

                 หลายคนที่ได้อ่านข่าวนี้แล้วคงรู้สึกช็อก เมื่อเด็กนักเรียนจำนวน 26 คน เข้าโรงแรมไปมีอะไรกัน บางสำนักข่าวบอกว่าตอนแรกมีจำนวน 40 คน บังเอิญเด็กบางส่วนได้ออกจากโรงแรมไปเสียก่อนจึงจับได้ 26 คน ประกอบไปด้วยเด็กชาย 18 คน เด็กหญิง 8 คน ทั้งหมดมีอายุระหว่าง 13 – 16 ปี มาจาก 3 โรงเรียนใน จ.พัทลุง มีการพบถุงยาง บุหรี่ และยาเสพติดในห้องที่เด็กเข้าไปอยู่ เด็กชายอย่างน้อย 2 คนพบว่ามีฉี่สีม่วง ดูจากอายุน่าจะอยู่ประมาณ ม.ต้น เนื้อหาของข่าวไม่ได้บอกรายละเอียดว่าหลังจากจับได้แล้วมีการไต่สวนกันอย่างไร อะไรเป็นแรงจูงใจให้เด็กทั้ง 26 คน เข้าไปทำอะไรกันในโรงแรม

                  ในฐานะที่เป็นพระสงฆ์ทำงานแนวคิดธรรมะกับเรื่องเพศ สนับสนุนให้สอนเรื่องเพศวิถีให้กับเด็ก ๆ รู้สึกตกใจเช่นกัน ที่เด็ก ๆ สมัยนี้ก้าวหน้ามากขนาดรวมกลุ่มจับมือกันเข้าโรงแรม สมัยเราเป็นเด็กอายุ 15-16 ปี ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโรงแรมมีไว้ใช้ทำอะไรได้บ้าง แต่ขณะเดียวกันก็แปลกใจที่เจ้าของโรงแรมมีส่วนรู้เห็นเป็นใจให้เด็ก ๆ 40 คนพากันมาเช่าโรงแรม สงสัยโรงแรมรายได้ตกหรือยังไงจึงไปหารายได้กับเด็ก ๆ คนที่น่าจับมาสอบสวนที่สุดในข่าวนี้น่าจะเป็นเจ้าของโรงแรมผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์

                   แต่คุณผู้อ่านจะคิดเหมือนอย่างที่อาตมาคิดหรือไม่  ถึงแม้เจ้าของโรงแรมจะไม่ได้รู้เห็นเป็นใจ เด็ก ๆ ก็ต้องไปหาสถานที่อื่น ๆ รวมกลุ่มกันทำอะไรที่ผู้ใหญ่ห้ามอยู่ดีอย่างน้อยในข่าวก็รายงานว่าพบถุงยางอนามัยภายในห้องที่เด็ก ๆ ไปเช่า ก็ถือว่าเด็ก ๆ ยังรู้จักป้องกันตนเอง ถ้าไม่พบสิอาจจะน่าวิตกกว่า

                  แม้เราจะพยายามป้องกัน สอดส่อง ดูแลไม่ให้เด็กเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศมากเท่าไร เด็ก ๆ ก็ยิ่งพยายามหาทางเข้าไปเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้นเท่านั้น ก่อนที่จะตัดสินถูกผิดกับเด็กกลุ่มนี้ อยากให้เราพิจารณาประเด็นต่อไปนี้เสียก่อน 

·         ในโรงเรียนทั้ง 3 โรงเรียนนั้น เราไม่รู้ว่าคุณครูที่สอนเด็ก ๆ ทั้ง 3 โรงเรียนมีทัศนคติหรือมุมมองเกี่ยวกับเรื่องเพศอย่างไร

 

·         ที่โรงเรียน คุณครูสอนเรื่องเพศกับเด็ก ๆ หรือไม่ ถ้าสอน สอนอย่างไรและสอนแบบไหน?

 

·         สอนแบบห้ามปรามหรือสอนแบบให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมทางความคิดผ่านกิจกรรมให้เกิดความคิดความเข้าใจเรื่องเพศแบบรอบด้าน ?  

 

·         อีกทั้งเราไม่ทราบความสัมพันธ์ภายในครอบครัวของเด็ก ๆ ทั้ง 26 คนว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง ที่บ้านเด็ก ๆ อยู่กับใคร พ่อแม่ผู้ปกครองมีความสนิทสนมกับลูก ๆ หรือไม่ พ่อแม่สื่อสารเรื่องเพศกับลูกอย่างไร

 

                   จากข่าวที่เกิดขึ้นเราไม่อาจด่วนสรุปไปในทันทีว่าเด็กดีหรือเลว เราต้องนำส่วนประกอบอื่น ๆ มาพิจารณาด้วย

ในฐานะครูผู้ทำงานประเด็นเรื่องเพศวิถีแล้วต้องประสบกับเหตุการณ์ลักษณะนี้ ผู้เขียนมีข้อแนะนำและความเห็นให้คุณครูว่า

                    1)  จากข่าวที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นว่าการสอนเรื่องเพศวิถีศึกษาในโรงเรียนมีความจำเป็นจริง ๆ เพราะวัยรุ่นเป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น ประกอบกับร่างกายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องเพศของพวกเขากำลังเจริญเติบโตและทำงาน เมื่อมันเจริญเติบโตและทำงาน แต่ในโรงเรียนไม่มีกระบวนการให้การศึกษามาให้ความเข้าใจกับพวกเขา พวกเขาย่อมมีภาวะที่เรียกว่า “พลุ่งพล่าน” พยายามหาทางออกหรือหาทางที่จะเรียนรู้มัน จากเนื้อหาของข่าวรายงานว่าเด็กที่จับได้มีอายุระหว่าง 13-16 ปี ซึ่งปรากฏชัดเจนว่าเป็นช่วงวัยที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีระและเพศ การมีข่าวนี้ออกมาจึงเป็นเครื่องยืนยันว่าการสอนเพศวิถีศึกษาจำเป็นสำหรับเด็กจริง ๆ ถ้าไม่สอนเขาตอนนี้แล้วจะไปสอนตอนไหน

                    เคยมีคุณครูจากโรงเรียนแห่งหนึ่ง (ขอสงวนชื่อโรงเรียน) เล่าประสบการณ์การสอนเพศวิถีให้ฟังว่าแต่ก่อนโรงเรียนไม่มีการสอนเรื่องเพศวิถีศึกษา พบว่ามีเด็กท้องเกิดขึ้นทุกปี แต่หลังจากที่มีการสอนเรื่องเพศวิถีก็ไม่ปรากฏเด็กท้องอีกเลย

                     2) คุณครูควรตั้งสติไว้ก่อนว่า เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้ในทุก ๆ เรื่องของชีวิต สิ่งที่เราทำได้คือให้แง่คิดและสติปัญญากับเด็ก ๆ ให้รู้จักป้องกันตนเอง สอนพวกเขาให้รอบด้านว่า หากเกิดพลาดท่าในเรื่องเพศพวกเขาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง หรือหากพวกเขาตัดสินใจทำอะไรเสี่ยง ๆ นั่นเป็นเรื่องที่เขาต้องเรียนรู้และรับผิดชอบด้วยตนเอง เหมือนอย่างที่เด็ก ๆ ทั้ง 26 คนกำลังเผชิญ

                     3เมื่อเราสอนเด็ก ๆ ในที่สุดแล้ว เราดูแลเขาได้แค่ในห้องเรียนเท่านั้น ออกจากห้องเรียนไปเขาก็ต้องใช้ชีวิตและตัดสินใจด้วยตนเอง เราไม่อาจตามติดชีวิตเด็ก หรือตามสอดส่องเด็กได้ตลอดเวลาเหมือนกับรายการเรียลลิตี้โชว์ในทีวี เราดูแลเขาได้ สอนเขาได้เฉพาะเวลาที่เขาอยู่ในห้องเรียนเท่านั้น                                                           

                     4) บางทีครูอาจจะโทษตัวเองว่าเป็นเพราะครูสอนเรื่องเพศ เด็ก ๆ จึงไปลองผิดลองถูก ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ ครูสอนเพศวิถีทุกคนต้องก้าวข้ามผ่านไปให้ได้เหตุการณ์นี้ไม่ควรโทษใครแม้แต่ตัวเราเองหากเด็กจะทำอะไรอย่างที่เป็นข่าวเราต้องคิดไว้เสมอว่า ในที่สุดแล้วพวกเขาต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง เข้าใจด้วยตนเอง เติบโตด้วยตนเอง บางครั้งถ้าเรายังวิตกกังวลว่าเด็กจะต้องประสบกับสิ่งที่เป็นอันตราย ทั้งตัวเราและเด็กก็จะไม่เติบโต  ขณะเดียวกันเราควรสอนเด็ก ๆ อย่างหนักแน่นว่าพวกเขาไม่ควรเสี่ยงทำอะไรที่เป็นอันตรายหากรู้ดีว่าตนเองเอาตัวไม่รอด เพราะหากเกิดพลาดพลั้งไปจะทำให้ตนเองเดือดร้อน และเมื่อถึงเวลานั้นจะไม่มีใครช่วยเหลือเราได้ นอกจากตัวเราจะต้องช่วยเหลือตัวเราเอง เช่นเดียวกับเด็ก 26 คนที่ตกเป็นข่าว

                     5) เราต้องเชื่อมั่นเสมอว่าแม้จะทำอะไรพลาดไปทุกคนก็ต้องได้เรียนรู้ และเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์ตนเอง และเป็นการเรียนรู้ที่ประจักษ์แจ้งกว่าการเรียนการสอนในห้องเรียน ที่สำคัญก็คือเราไม่ควรซ้ำเติมเด็กด้วยการพูดว่า “ครูบอกแล้วไง” เพราะไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้น สิ่งที่ดีกว่าคือการปลอบใจและการให้กำลังใจ เพราะเมื่อได้รับความทุกข์ไม่มีใครอยากถูกซ้ำเติม

                     สุดท้ายมีประเด็นที่อาตมาอยากตั้งคำถามอย่างท้าทายและทิ้งไว้ให้ขบคิดกันก็คือ ถ้าเราย้อนกลับไปสัก 1 ล้านปีที่แล้ว สมัยที่มนุษย์ยังไม่มีอารยธรรม ใช่หรือไม่ว่าเหตุการณ์นี้คงกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์  แต่เป็นเพราะทุกวันนี้เรามีความเจริญ เรามีภาษา เรามีศาสนา (ศาสนาเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 4,000 ปีที่ผ่านมา) เรามีการศึกษา เรามีวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้ทำให้มนุษย์เรียกตัวเองว่า “ผู้มีอารยธรรม” จึงกลับกลายเป็นว่าการมี “อารยธรรม” ทำให้เราต้องทำตัวให้สูงขึ้น ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศ เด็ก ๆ เป็นวัยที่ต้องเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว อย่าไปสนใจเรื่องอื่น

                      แต่ความจริงก็คือ การมี “อารยธรรม” ไม่ได้หมายความว่า “สัญชาตญาณเกี่ยวกับเรื่องเพศ” ของมนุษย์จะหดหายหรือเสื่อมสภาพไปด้วย ตรงกันข้ามแต่ก่อนเรามีมันอย่างไรเราก็มีมันอย่างนั้น การมี “อารยธรรม” จึงเจริญเติบโตไปพร้อม ๆ กับอะไรบางอย่างที่ยังคงมีอยู่ในมนุษย์เราด้วย นั่นก็คือ “สัญชาตญาณทางเพศ”

                      หากย้อนกลับไปตอนเราเริ่มเป็นวัยรุ่น อายุ 13-16 ปี ผู้ใหญ่หลายคนในวันนี้ถ้าไม่เป็นอัลไซเมอร์เสียก่อน เราน่าจะจำได้ว่าเราต่างคุกรุ่นไปด้วย “สัญชาตญาณทางเพศ” กันอย่างไรบ้าง บางคนควบคุมได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ไม่ว่าเราจะมีอารยธรรมหรือไม่มีอารยธรรม จึงไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นก็คือเราลืมไปแล้วว่าวัย 13-16 ปี เป็นวัยที่ฮอร์โมนเพศทำงานอย่างแข็งขัน

                       นั่นคงเป็นประเด็นที่ทิ้งท้ายไว้ให้ขบคิดกัน.....บางทีเมื่อเราคิดออกเราอาจจะมองข่าวนี้อย่างเข้าใจมากขึ้นว่าปัญหาคืออะไร และทางออกอยู่ตรงไหน...



ความคิดเห็นที่  2

ขอบคุณความคิดเห็นจากครูเพศวิถีศึกษาจ้า
ขอให้มีกำลังใจในการสอนต่อไป

........................................

ความเห็นเพิ่มเติมจากบทความหากเทียบกับซีรี่ส์ฮอร์โมน *

1) เด็ก ๆ ไปไกลว่าหนังหรือละครแล้ว

2) เห็นได้ว่าเด็กในข่าวมีอายุระหว่าง 13-16 ปี ซึ่งยังอยู่ชั้น ม.ต้น
   ในหนังในละครเวลานำเสนอประเด็นเรื่องเพศในวัยรุ่นมักจะจับประเด็นที่เด็ก ม.ปลาย
    หรือ ชั้น ปวช. หรือในระดับมหาวิทยาลัย

   ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว จากข่าวที่พบบ่อยคือเด็กเริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่ชั้น ม.ต้น หรือ ชั้นประถมแล้ว
   การนำเสนอของละครจึงเป็นภาพมายาที่ยังไม่ตรงกับความเป็นจริงเท่าไหร่

3) สังเกตจากภาพข่าวเด็กยังไว้หัวเกรียน-ติ่งหู (ภาพข่าวบางสำนักลงภาพเด็กชายถ่ายจากด้านหลังซึ่งยังไว้หัวเกรียน)
   เรามักมีมายาคติว่าถ้าปล่อยให้เด็กไว้รองทรงเด็ก ๆ จะหล่อสวย
   แล้วจะนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน

   จากเหตุการณ์หลาย ๆ เหตุการณ์กรณีท้องในวัยเรียนทำให้เห็นว่า -
   ไม่ได้เกี่ยวกับทรงผมว่าการบังคับเด็กให้ไว้ผมสั้นแล้วเด็กจะไม่หล่อ ไม่สวย เด็กจะได้ไม่มี sex
   ถึงแม้จะผมเกรียน - ติ่งหู พวกเขาก็มีเซ็กส์กันอยู่ดี
    ความกำหนัดไม่ได้เกิดจากเห็นเพื่อนหน้าตาดีแล้วต้องมีอารมณ์

   ยินยอมให้เขาไว้ผมรองทรง - ซอย ดัด ตามใจปรารถนาของเขาเถิด
   เพราะมันเป็นเนื้อตัว ร่างกายของเขา
   

พระวรธรรม   (5 ตุลาคม 2557  เวลา 06:54:58)

ความคิดเห็นที่  1

เห็นด้วยกับท่าน และจะพยายามเป็นครูเพศที่ดีต่อไป

ครูเพศวิถีศึกษา   (4 ตุลาคม 2557  เวลา 19:42:23)