Loading ...

                ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมามีงานประชุมที่คล้าย ๆ กันเกิดขึ้นสองงานด้วยกัน

                งานแรกเป็นงานเปิดตัวหนังสือคู่มือ “แนวปฏิบัติสำหรับครอบครัวที่มีลูกหลานเป็นกะเทย”ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกในเมืองไทยที่แนะนำวิธีปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเป็นกะเทย หนังสือเล่มนี้ไม่ได้แนะนำทันทีว่าพ่อแม่ต้องยอมรับลูกทันทีแล้วปฏิบัติตามข้อ 1, 2, 3, 4, 5 .... แต่เริ่มจากการพาพ่อแม่ไปรู้จักกับแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน เพศ เพศภาวะ เพศวิถี กะเทยคือใคร ใครคือกะเทย แล้วค่อย ๆ พาคุณพ่อคุณแม่ไปสำรวจความคิดของตนเองว่าอะไรทำให้ไม่อยากให้ลูกเป็นกะเทย จากนั้นก็นำไปสู่การเชิญชวนให้คุณพ่อคุณแม่ค่อยๆ ทำความเข้าใจว่าการเป็นกะเทยของลูกเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่พ่อแม่จำเป็นต้องค่อย ๆ เรียนรู้ลูกของท่านไปทีละนิด จนกระทั่งก้าวข้ามไปสู่การยอมรับลูกของท่านในที่สุด 

                จัดเป็นหนังสือจิตวิทยาพ่อแม่ที่น่าอ่านมากเล่มหนึ่ง เหมาะสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่เริ่มรับรู้หรือไม่แน่ใจว่าลูกของท่านอาจเป็นกะเทย หนังสือเล่มนี้จะช่วยท่านได้มากทีเดียว แต่ถึงแม้ลูกหลานของท่านจะไม่ได้เป็นกะเทยหนังสือเล่มนี้ก็ยังน่าอ่านอยู่ดีเมื่ออ่านแล้วท่านจะได้เข้าใจครอบครัวอื่น ๆ ที่แตกต่างหรือบางทีอ่านแล้วท่านอาจมีส่วนช่วยเหลือครอบครัวอื่น ๆ ให้เข้าใจลูกกะเทยของพวกเขาได้ง่ายขึ้น 

                นอกจากนี้ในหนังสือยังรวบรวมความคิดความรู้สึกของคุณพ่อคุณแม่อีกหลายท่านที่ผ่านการทำกิจกรรมการพบปะพ่อแม่ที่มีลูกเป็นกะเทยทั้ง 4 ภาค คือ ภาคกลาง (กรุงเทพฯ) ภาคเหนือ (เชียงใหม่) ภาคอีสาน (อุบลราชธานี) ภาคใต้ (สงขลา) นำมารวมไว้ในหนังสือเล่มนี้พอสังเขปเพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบว่าแท้จริงแล้วครอบครัวที่มีลูกเป็นกะเทยมีอยู่ทั่วประเทศไทย แต่ละครอบครัวต่างผ่านอุปสรรคในการเข้าใจลูกอย่างยากลำบากเพราะสังคมมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกะเทยที่แพร่กระจายไปในสื่อทำให้มีผลกระทบกับการรับรู้เรื่องกะเทยของพ่อแม่ ด้วยความไม่เข้าใจนี้จึงส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกที่เป็นกะเทยจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีหนังสือคู่มือเล่มนี้ออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมี “เครือข่ายพ่อแม่ที่มีลูกเป็นกะเทย”เกิดขึ้นจะทำให้การทำงานสร้างความเข้าใจในครอบครัวที่มีลูกเป็นกะเทยเป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งขึ้นซึ่งเราหวังว่าเครือข่ายพ่อแม่ที่มีลูกเป็นกะเทยจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้

หนังสือคู่มือพ่อแม่ที่มีลูกเป็นกะเทย

                สำหรับหนังสือเล่มนี้ไม่น่าเชื่อว่ามีความหนาเพียง 35 หน้า แต่สามารถจุประเด็นที่เกี่ยวข้องไว้อย่างครบครัน พร้อมกับปกที่ออกแบบด้วยสีสันนวลตา ทราบว่านี่เป็นการพิมพ์ครั้งแรกเพื่อทดลองใช้ และจะมีการพัฒนาเนื้อหาในครั้งต่อ ๆ ไป หากเป็นไปได้อยากแนะนำให้เปลี่ยนฟอนท์ตัวหนังสือภายในให้อ่านง่ายกว่านี้จะดีมาก เนื่องจากเป็นหนังสือคู่มือพ่อแม่ซึ่งผู้อ่านน่าจะมีอายุ การใช้ฟอนท์ธรรมดาจะช่วยให้อ่านง่ายกว่าการใช้ฟอนท์ที่ดูวัยรุ่นและอ่านยาก

                สำหรับครอบครัวที่ไม่ได้มีลูกเป็นกะเทยแต่มีลูกที่รักเพศเดียวกัน เช่น ชายรักชาย หญิงรักหญิง หรือมีลูกเป็นทรานส์แมน (ผู้หญิงที่รู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ชายมากกว่า) หนังสือเล่มนี้ก็มีแง่มุมที่อ่านแล้วสามารถนำมาปรับใช้ได้เหมือนกัน

                หากท่านสนใจหนังสือเล่มนี้ สามารถติดต่อขอรับได้ฟรีที่มูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน เว็บไซต์www.thaitga.com โทร. 086 – 597 – 4636 

                งานประชุมครั้งนี้ได้เชิญคุณ “ก๊อตจิ” พิธีกรรายการ “เทยเที่ยวไทย” พร้อมด้วยคุณแม่มาให้สัมภาษณ์ถึงพัฒนาการในการยอมรับลูกกะเทย คุณก๊อตจิเล่าว่าจริง ๆ แล้วไม่เคยสังเกตว่าตนเองเป็นกะเทยตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้แต่ว่าเป็นตัวเองแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วคือไม่ชอบเตะบอลกับเด็กผู้ชาย แต่ชอบเล่นขายของกับเด็กผู้หญิงมากกว่า 

                ส่วนคุณแม่เริ่มสังเกตว่าก๊อตจิเป็นกะเทยเมื่ออยู่ชั้นประถมเวลานั้นคุณแม่มีความกังวลใจเลยปรึกษาคุณพ่อ ในที่สุดสองสามีภรรรยาก็พาลูกไปพบจิตแพทย์ แล้วก็รับรู้ในเวลาต่อมาว่าก๊อตจิไม่ได้ป่วย ก๊อตจิแค่เป็นกะเทยเท่านั้นเองคุณแม่พิจารณาว่ายังไงก๊อตจิก็คือลูก ถ้าขืนพาไปพบจิตแพทย์อีกก็ยิ่งเป็นการทำร้ายจิตใจลูก ครอบครัวคุณก๊อตจิน่ารักมากตรงที่คุณพ่อคุณแม่หันหน้ามาคุยกันว่า “ถ้าลูกเปลี่ยนไม่ได้ เราก็ต้องเปลี่ยนตัวเองคือเลือกที่จะเข้าใจลูก และรักลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข”หลังจากนั้นครอบครัวของคุณก๊อตจิก็เรียนรู้ที่จะยอมรับและเข้าใจคุณก๊อตจิตลอดมาซึ่งประเด็นนี้ก๊อตจิเปิดเผยว่าตนเองรู้สึกมีความอบอุ่นมากเมื่ออยู่ในบ้าน เพราะคุณพ่อคุณแม่เข้าใจดี แต่ที่มีปัญหากลับกลายเป็นคนนอกบ้านที่ทำให้ตนเองรู้สึกกดดันในบางครั้ง อย่างเช่นครูในโรงเรียนชอบตัดสินผิดถูกเรื่องความเป็นชายความเป็นหญิง หรือการถูกเพื่อนล้อเลียนในวัยเด็ก 

                คุณแม่ยังฝากบอกว่า มีหลายครอบครัวที่ใช้วิธีการพาญาติ ๆ มาคุยกับลูกให้เปลี่ยนเป็นผู้ชายซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เหมือนเป็นการรุมประชาทัณฑ์ลูก การทำแบบนั้นเท่ากับทำร้ายตัวเองเพราะถ้าเรารักลูกก็ไม่ควรทำร้ายจิตใจลูกแบบนั้น 

            มีงานวิจัยพบว่าครอบครัวที่พ่อแม่ยอมรับลูกกะเทยได้นั้น เด็กมีความสุขในชีวิตมากว่า ผลการเรียนดีกว่า เป็นโรคซึมเศร้าน้อยกว่า มีภาวะเสี่ยงต่าง ๆ น้อยกว่า (เช่นการเสพสารเสพติด) เมื่อเทียบกับครอบครัวที่พ่อแม่ไม่ยอมรับลูกกะเทยดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรหันมาเรียนรู้ที่จะยอมรับลูกกะเทยของท่านจะดีกว่า

คุณก๊อตจิกับคุณพ่อคุณแม่  ภาพจาก  http://www.matichon.co.th

            ส่วนงานถัดมาเป็นงานที่พูดถึงเยาวชนหลากหลายทางเพศกับการเขียนจดหมายบอกเล่าความในใจถึงคนสำคัญในชีวิต งานนี้มีที่มาที่ไปจากข่าวที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2555  กรณีทอมฆ่าตัวตาย ก่อนตายเธอได้เขียนจดหมายถึงแม่บอกความในใจว่าตนเองน้อยใจที่แม่กีดกันความรักของเธอกับแฟนสาว จึงนำไปสู่โศกนาฏกรรมดังกล่าว นี่จึงเป็นที่มาของ “โครงการจดหมายถึงแม่และคนสำคัญ” อันเป็นกิจกรรมที่สนับสนุนให้พ่อแม่ที่มีลูกเป็นคนหลากหลายทางเพศได้เข้าใจความรู้สึกของลูกว่าลูกของท่านต้องการความรักความเข้าใจจากท่านมากมายเพียงใดโดยตัวโครงการและกิจกรรมคือการเชื้อเชิญให้เยาวชนหลากหลายทางเพศได้เขียนจดหมายบอกเล่าความในใจที่มีต่อพ่อแม่อันนำไปสู่แนวคิดของงานนี้ว่า “อย่าให้จดหมายลาตายเป็นจดหมายถึงแม่ละคนสำคัญของคุณ”

บรรยากาศงานประชุม “จดหมายถึงแม่ละคนสำคัญ” ภาพจาก  Facebook/Lettertomother

            ในรายการได้เชิญน้องไอซ์หรือนพพล โพธิ กำลังศึกษาปริญญาตรีปี 2 ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมากับคุณแม่อารีรัตน์เพื่อเผยเรื่องราวในครอบครัว คุณแม่เล่าว่าเริ่มสังเกตเห็นน้องไอซ์คล้ายเกย์มาตั้งแต่อยู่ชั้นประถม แต่ตะขิดตะขวงใจมาตลอด จนน้องไอซ์ขึ้นชั้น ปวช. ก็รู้แน่ชัดว่าน้องไอซ์เป็น แต่คุณแม่ไม่กล้าถามตรง ๆ เพราะยังทำใจไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างอยู่กับความเงียบมาตลอด

คุณแม่อารีรัตน์กับน้องไอซ์     ภาพจาก Facebook/lettertomother

            จนกระทั่งปีที่ผ่านมาทางครอบครัวได้เข้าร่วมกิจกรรม “ครอบครัวสัมพันธ์” ในกิจกรรมมีการกำหนดให้พ่อแม่ลูกเขียนความในใจถึงกันและกัน น้องไอซ์เลยใช้โอกาสนี้เขียนความในใจว่าตนเองเป็นเกย์และอยากให้คุณแม่ยอมรับ คุณแม่พอเปิดจดหมายอ่านก็รู้สึกสะเทือนใจ น้ำตาไหล ถึงจะเสียใจแต่ก็ดีใจที่ลูกกล้าพูด ในเมื่อลูกกล้าพูด ทำไมแม่จะยอมรับไม่ได้ล่ะ ในที่สุดคุณแม่จึงเรียนรู้ที่จะยอมรับลูกชายเกย์ของตนเอง 

            ในการออกมาให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ คุณแม่ถามน้องไอซ์ว่าไอซ์พร้อมจะออกมาให้สัมภาษณ์หรือเปล่า ไอซ์ตอบคุณแม่ว่า “ก็ดีสิแม่ เราไปเป็นวิทยากร ให้ความรู้กับครอบครัวอื่น เราไม่ได้ฆ่าใครตาย เราทำให้ครอบครัวอื่นได้เรียนรู้และเข้าใจเรื่องเกย์ ดีกว่าปล่อยให้ลูก ๆ เขาไปฆ่าตัวตายนะแม่” 

            นอกจากนี้ยังมีผู้ร่วมเสวนาอีก 2 ท่านที่ให้เกียรติมาเปิดเผยเรื่องราว คือ คุณพริษฐ์ ชมชื่นกับ คุณโน๊ตเจษฎา แต้สมบัติ 

            คุณพริษฐ์ ชมชื่นปัจจุบันทำธุรกิจผ้าม่านและมีความสนใจในงานเคลื่อนไหวสร้างความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ ได้เล่าให้ฟังว่าตนเองรู้สึกว่าเป็นผู้ชายมาตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่ได้ชอบนุ่งกระโปรง และก็ไม่ได้เป็นทอม พริษฐ์ไม่ได้นิยามตนเองว่าเป็นอะไรเพราะรู้สึกว่า “กล่องเพศ” ที่สังคมมีให้ไม่ได้ตรงกับอัตลักษณ์ที่ตนเองเป็น

            พริษฐ์เล่าให้ฟังว่าวันหนึ่งตอนที่ตนเองยังเป็นเด็ก ๆ พ่อเลี้ยง (สามีใหม่ของคุณแม่) นัดเดทกับคุณแม่ในวันหยุด  พริษฐ์สวมเสื้อยืด นุ่งกางเกงยีนส์ใส่รองเท้าผ้าใบอย่างเท่รอพ่อเลี้ยงมารับ พอพ่อเลี้ยงขับรถมาถึงเห็นพริษฐ์ไม่ได้นุ่งกระโปรงชุดที่ซื้อให้เมื่อวันก่อนก็ไม่พอใจ พ่อเลี้ยงรู้สึกโกรธจึงขับรถบึ่งออกไป ทิ้งให้คุณแม่กับพริษฐ์ยืนงงอยู่ที่บ้าน 

            หลังจากหายงง คุณแม่โกรธพริษฐ์มาก จากนั้นพริษฐ์ถูกคุณแม่ห้ามไม่ให้แต่งตัวแบบผู้ชายอีกต้องสวมกระโปรงชุดที่พ่อเลี้ยงซื้อให้เท่านั้น ทำให้พริษฐ์รู้สึกกลัวและรู้สึกผิดที่ตนเองไม่สวมกระโปรงเอาใจพ่อเลี้ยงในวันนั้น 

            ทุกวันนี้พริษฐ์เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น  สิ่งที่คุณพริษฐ์อยากบอกแม่ก็คือ“ทุกวันนี้ลูกไม่โกรธแม่ที่แม่บังคับลูกให้แต่งตัวเป็นเด็กผู้หญิง เพราะลูกเข้าใจแม่เหมือนกับที่เข้าใจตัวเองแล้วว่า เราต่างอยู่ในสังคมที่ไม่ได้ให้ความรู้ในเรื่องเพศที่หลากหลาย ทำให้แม่ไม่เข้าใจลูก ลูกก็ไม่เข้าใจตัวเอง แม่เพียงคิดว่าทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อลูก ถ้าตอนนั้นแม่เข้าใจและยอมรับในสิ่งที่ลูกเลือกว่าอยากจะเป็นเพศไหนเราก็คงไม่ต้องรอนานกว่าชีวิตจะมีความสุขที่ได้เป็นตัวของตัวเองเหมือนวันนี้”

คุณพริษฐ์ (ซ้าย)  คุณโน้ต (ขวา)  ภาพจาก Facebook/lettertomother

                คุณโน้ตหรือเจษฎา แต้สมบัติเจ้าหน้าที่มูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เล่าให้ฟังว่าถึงแม้ปัจจุบันครอบครัวจะไม่ได้ยอมรับอย่างเต็มที่ แต่ก็ดีกว่าสมัยตอนเป็นเด็ก ๆ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ครอบครัวก็มีพัฒนาการในการยอมรับมากขึ้น 

                เรื่องราวของเธอเริ่มขึ้นเมื่อเธออยู่ประมาณชั้น ม.3 วันนั้นคุณแม่แอบเปิดกระเป๋านักเรียนของโน๊ตแล้วพบเม็ดยาแปลก ๆ  ตอนนั้นคุณแม่ตกใจคิดว่าโน้ตเสพยา จึงเอายาเม็ดไปให้เพื่อนที่เป็นเภสัชกรช่วยดูแล้วพบว่ามันไม่ใช่ยาเสพติด แต่เป็น “ฮอร์โมน”  ในที่สุดเรื่องก็แตก คุณแม่พบว่าโน้ตทานฮอร์โมนเพื่อต้องการให้ร่างกายเป็นผู้หญิงนั่นเอง 

                แล้วเรื่องราวก็นำไปสู่ความชุลมุนเมื่อคุณแม่กับคุณพ่อจับมือคุณลูกพากันไปพบจิตแพทย์ จิตแพทย์ก็พยามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่เป็นการช่วยให้เหตุการณ์ย่ำแย่ลงไปเมื่อหมอพยายามให้โน้ตทำตัวเป็นผู้ชาย ซึ่งไม่ใช่ทางออกที่ดีเลย จิตแพทย์ยังไปโทษคุณพ่อที่ไม่ยอมเอาใจใส่ลูกทำให้ลูกเป็นกะเทย เป็นเหตุให้คุณพ่อต้องกุลีกุจอเจียดเวลามาใกล้ชิดลูก ออกวิ่งจ๊อกกิ้งด้วยกัน ไปเตะบอลด้วยกันเพื่อสร้างความแมนให้กับลูกแต่ผลสุดท้ายทุกคนก็ต้องยอมรับความจริงว่าโน้ตเป็นเด็กผู้หญิงในร่างผู้ชาย ไม่ใช่เด็กผู้ชายในร่างผู้ชายอย่างที่พ่อแม่อยากให้เป็น 

                โน้ตมีคำพูดทิ้งท้ายว่า“เราต้องเข้าใจครอบครัว เข้าใจคุณพ่อคุณแม่ด้วย ท่านเองก็ถูกหล่อหลอมมาในสังคมที่มีความคิดว่าโลกนี้มีเพศหญิงกับเพศชายเท่านั้น ศาสนาก็บอกว่าพวกเราเป็นบาปเป็นกรรม การแพทย์ก็บอกว่าเราเป็นพวกผิดปกติ วิชาสุขศึกษาก็บอกว่าเราเป็นพวกหลงเพศอย่าเข้าไปใกล้ เราทุกคนล้วนแต่ทุกข์ใจไปกับวิธีคิดที่ไม่มีพื้นที่ให้กับความแตกต่างหลากหลาย อย่าโทษพ่อแม่ เพราะท่านก็เป็นทุกข์มาก กลัวลูกจะเสียใจ และกลัวความจริงที่ลูกเป็นกะเทย เราต้องทำความเข้าใจใหม่ว่าวิถีเพศนี้ไม่ใช่ความผิดปกติ แต่เป็นเสรีภาพ เป็นวิถีทางเพศที่แตกต่างหลากหลาย”

            นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมประชุมหลายท่านได้แบ่งปันประสบการณ์ในการเป็นบุคคลที่แตกต่างภายในครอบครัวให้ฟังอย่างผู้เข้าร่วมท่านหนึ่งได้เล่าให้ฟังว่า ... หลังจากเข้าทำงานที่ถูกบังคับให้นุ่งกระโปรงได้เพียง 2 วันก็ตัดสินใจลาออกเมื่อใจบอกว่าเราควรเป็น “ทรานส์แมน” และเมื่อพ่อพูดว่า “ลูกผมสั้นเกินไปแล้วนะ” ก็ถูกพาไปสวดมนต์เพื่อรักษาความเป็นทรานส์แมนของตนเอง เขาต้องร้องไห้เพียงลำพังถึง 4 ชั่วโมง และแม่ดูจะเป็นคนที่เข้าใจและยอมรับเขาได้มากที่สุด 

                อีกท่านหนึ่งเป็น“หญิงรักหญิง”มีความขัดแย้งกับแม่ในเรื่องนี้ ในขณะที่ตนเองรู้สึกว่าน้องชายได้รับการยอมรับมากกว่าเพราะเป็นลูกชาย และเรื่องนี้ก็ไม่เคยมีการพูดกับแม่ตรง ๆ ความเครียดที่เกิดจากความขัดแย้งนำไปสู่อาการซึมเศร้าและนอนไม่หลับ แต่เธอก็ตั้งใจว่าจะฝึกฝนตนเองในการเข้าใจแม่ด้วยความเมตตามากขึ้น               

                ในขณะที่สุภาพสตรีอีกท่านเล่าประสบการณ์ที่คล้าย ๆ กัน เมื่อเธอแต่งงานไปกับผู้ชายที่แม่แนะนำให้เพราะต้องการตามใจแม่ จนเมื่อสามีไปทำหญิงอื่นท้องเธอจึงได้โอกาสบอกเลิกเสียเลย เมื่อเลิกกับสามีเธอก็ค้นพบว่าตนเองชอบผู้หญิงจึงหันมาคบกับผู้หญิงด้วยกัน จนชาวบ้านเก็บเอาไปนินทาว่าอกหักเลยกลายเป็นเลสเบี้ยน เป็นผลให้คุณแม่โทษตัวเองว่าเป็นเพราะแม่บังคับลูกให้แต่งงานพอลูกอกหักเลยกลายเป็นเลสเบี้ยน ต่อมาเธอได้บอกความจริงกับแม่ว่าแม่อย่าโทษตัวเองแบบนั้น ที่แต่งไปเพราะต้องการทำให้แม่สบายใจเท่านั้นเอง และตอนนี้ค้นพบแล้วว่าชอบผู้หญิงมากกว่าแค่นั้นเอง 

                ท่านสุดท้ายเล่าว่าหลังจากที่ค้นพบว่าตนเองมีภาวะของความเป็นหญิงมากกว่า ภายในครอบครัวก็เริ่มแสดงอาการปฏิเสธ ครอบครัวต้องการให้เธอมีเพศภาวะเป็นชาย ครอบครัวไม่ต้องการให้เธอมีเพศภาวะเป็นหญิง แล้วครอบครัวก็หนีจากเธอไป ปล่อยให้เธอใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังถึง 7 ปี ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเธอเพิ่งมีโอกาสกลับไปหาครอบครัว เธอเล่าว่าวินาทีแรกที่เธอไปถึงบ้านเธอพบพ่อยืนอยู่ เธอยิ้มให้พ่อและเข้าไปกอด แต่พ่อจำเธอไม่ได้ ... เมื่อพ่อรู้ว่าเป็นลูกพ่อฝากคนในบ้านให้มาบอกกับเธอว่า “สามวันจากนี้ไป หากพ่อไม่พูดกับลูก ลูกก็ไม่ต้องโกรธพ่อนะ เพราะพ่อทำตัวไม่ถูก พ่อไม่รู้ว่าจะพูดหรือปฏิบัติกับลูกอย่างไร” 

                ทั้งหมดเป็นเรื่องเล่าที่ทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องประชุมรู้สึกสะเทือนใจจนน้ำตาซึม โดยเฉพาะเรื่องสุดท้ายไม่นึกเลยว่าความไม่เข้าใจต่อเรื่องเพศวิถีที่กระจัดกระจายอยู่ในสังคมไทยจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกคู่หนึ่งต้องเหินห่างกันไปได้ขนาดนี้เรื่องเล่าทั้งหมดทำให้เรามองเห็นภาพความไม่ราบรื่นภายในครอบครัวแต่ละครอบครัวว่ามีสาเหตุจากความไม่เข้าใจในเรื่องเพศในสังคมที่ส่งผลกระทบให้พ่อแม่ไม่สามารถยอมรับลูกที่หลากหลายทางเพศของตนได้ และไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ลูก ๆ จะมีความสุขเมื่อพ่อแม่ปฏิเสธตัวตนของลูกเช่นนั้น 

                เรื่องเล่าทุกเรื่องจึงมีคุณค่าและความหมายเพราะเรื่องเล่าทำให้ผู้ฟังเกิดการตระหนักรู้ที่จะเข้าใจความรู้สึกและตัวตนของท่านการบอกเล่าความในใจจึงเป็นวิธีการที่นำไปสู่ความเข้าใจที่ดีต่อกันภายในครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ แม้บางครั้งจะใช้เวลาในการทำความเข้าใจ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลยมิใช่หรือ 

                ท้ายสุดนี้เราจึงขอเชิญชวนทุกท่านที่มีเพศวิถีที่แตกต่างไม่ว่าท่านจะนิยามตนเองว่าเป็นเพศใดได้บอกเล่าความในใจถึงบุคคลสำคัญในชีวิตของท่าน ด้วยการ“เขียนจดหมายถึงแม่และคนสำคัญ”ตามหัวข้อโปสเตอร์ข้างล่างนี้ ท่านอาจใช้ชื่อจริงหรือนามแฝงตามความสะดวกและเหมาะสม หรือจะเขียนถึงบุคคลในสังคม หรือเขียนถึงใครก็ได้ที่ท่านคิดว่าเขียนแล้วจะทำให้เขาเกิดความเข้าใจในเพศวิถีที่แตกต่าง

                ส่งจดหมายของท่านมาตามที่อยู่ในโปสเตอร์ได้ 3 ทาง คือ:-

                 - ตู้ไปรษณีย์: ตู้ ป.ณ. 11   ปณศ. สามเสนใน  กรุงเทพฯ 10400

                - อีเมล์ : lettertomom2014@gmail.com

                - ทางเฟซบุ๊ค  www.facebook/lettertomother 
 

โปรดส่งก่อนวันที่ 30 พฤศจิกายน 2557 จดหมายของท่านจะถูกคัดเลือกแล้วนำไปรวมกับจดหมายของคนอื่น ๆ เพื่อจัดทำรวมเล่มเป็นหนังสือเผยแพร่ให้เกิดความเข้าใจกับสาธารณะและเพื่อการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีต่อความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย 

                *** โครงการ “จดหมายถึงแม่และคนสำคัญ” เป็นโครงการที่ร่วมจัดโดย แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง และโครงการมูลนิธิอัญจารี



ความคิดเห็นที่  3

ยินดีครับ พระสงฆ์ควรเป็นที่พึ่งทางใจให้ญาติโยมได้ทุกเรื่อง

พระวรธรรม   (5 พฤศจิกายน 2557  เวลา 05:48:39)

ความคิดเห็นที่  2

ขอบพระคุณหลวงพี่ที่กรุณาสนับสนุนกิจกรรมทั้ง 2 วัน  ทำให้เรารู้ว่ายังมีพระที่เป็นที่พึ่งทางใจได้จริง ๆ

นมัสการหลวงพี่   (2 พฤศจิกายน 2557  เวลา 19:57:44)

ความคิดเห็นที่  1

เป็นงานที่จัดแบบติด ๆ กันเลย   "งานเปิดตัวหนังสือคู่มือพ่อแม่" จัดวันที่ 29 กันยา (ร.ร.รอยัลริเวอร์)
ส่วนงาน "จดหมายถึงแม่และคนสำคัญ" จัดวันที่ 30 กันยา (ร.ร.เอเชีย)  โชคดีที่ได้ไปทั้งสองงาน ทำให้มีโอกาสนำ 2 เรื่องนี้มารวมกัน

จริง ๆ แล้วงาน "จดหมายถึงแม่"  เกือบจะไม่ได้มาแล้ว พอดีตัดสินใจในช่วงวินาทีสุดท้ายตอนกำลังรอรถเมล์  แล้วรถเมล์ก็พัดพาเรามางานนี้ในที่สุด

พระวรธรรม   (28 ตุลาคม 2557  เวลา 07:06:28)