Loading ...

            “คุยเรื่องเพศกับพระ”ประจำเดือนตุลาคม  เดือนนี้พบกับบทความแปลอีกครั้ง ชื่อบทความ “ศาสนากับเพศ” เป็นบทความที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรียนวิชา Religion and Sociology (ศาสนากับสังคมวิทยา) ของห้องเรียนคณะพุทธศาสตร์ ปี 3 เทอม 2  เอกปรัชญา ภาคอินเตอร์เนชันแนล มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตวังน้อย พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่  3  มีนาคม 2558  โดยผู้เขียนได้รับมอบหมายจากอาจารย์ผู้สอนคือ ดร.ชัยชาญ ศรีหานู ให้เขียนบทความเกี่ยวกับศาสนากับประเด็นเรื่องเพศเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบของการเรียนวิชาดังกล่าว               

            บทความนี้เดิมเป็นภาษาอังกฤษถูกแปลเป็นภาษาไทยเพื่อเผยแพร่ในคอลัมน์ “คุยเรื่องเพศกับพระ” เป็นครั้งแรก
 

 

ศาสนากับเพศ

                                                                             

เขียนและแปลโดย พระวรธรรม

           

            เมื่อพูดถึง “ศาสนากับเพศ” คุณนึกถึงอะไรเป็นสิ่งแรก ?

            เพศเป็นเรื่องของกิเลส  ตัณหา อกุศล  สิ่งสกปรกที่ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกับศาสนา

            ก่อนที่เราจะเข้าไปศึกษาเรียนรู้เรื่อง “ศาสนากับเพศ”  เราควรทราบเสียก่อนกว่า “เพศ” ไม่ใช่คำเดียวโดด ๆ แต่คำว่า “เพศ” มาพร้อมกับคำอีกสามคำ คือ เพศภาวะ เพศสภาพ และ เพศวิถี
 

            เพศหมายถึง อวัยวะเพศ  สังคมแบ่งคนออกเป็นสองเพศคือ เพศชาย กับ เพศหญิง  หากคุณมีอวัยวะเพศเป็นช่องเรียกว่า “ผู้หญิง”   หากคุณมีอวัยวะเพศเป็นท่อนเนื้อเรียกว่า “ผู้ชาย”  ในขณะที่ใครบางคนอาจแตกต่างออกไป บางคนอาจมีอวัยวะเพศไม่ชัดเจน  เขาหรือเธออาจมีทั้งสองแบบในคน ๆ เดียวทั้งแบบเป็นช่องและแบบเป็นท่อนเนื้อ คน ๆ นั้นถือว่าเป็น “คนสองเพศ”  มันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ที่ใครบางคนจะเกิดมามีลักษณะเช่นนั้น ในสังคมเรามีเพศต่าง ๆ มากมายหลากหลายไม่ใช่แค่เพศชายกับเพศหญิงเท่านั้น
 

             เพศภาวะ หรืออีกคำหนึ่งคืออัตลักษณ์ทางเพศ หมายถึง ความรู้สึกของบุคคลว่าเขาหรือเธอเป็นเพศอะไร เขารู้สึกว่าเขาเป็นเพศชาย เธอรู้สึกว่าเธอเป็นเพศหญิง นั่นเรียกว่า “เพศภาวะ”   หรือเขาอาจจะรู้สึกว่าเขาเป็นกะเทย ในขณะที่เธอรู้สึกว่าเธอเป็นทอม นั่นก็เป็น “เพศภาวะ”หรือ “อัตลักษณ์ทางเพศ”
 

             เพศสภาพหมายถึงการแสดงออกของบุคคลต่อการแสดงออกทางการแต่งตัวหรือทางบุคลิกภาพ เช่น ผู้ชายสวมกางเกงเพื่อแสดงออกว่าเขาเป็นเพศชาย ผู้หญิงสวมกระโปรงเพื่อแสดงออกว่าเธอเป็นเพศหญิง หรือผู้ชายสวมกระโปรงเพื่อแสดงออกถึงความเป็นผู้หญิงของตนเอง หรือผู้หญิงสวมกางเกงยีนส์เพื่อแสดงออกถึงความเป็นผู้ชายในตัวเองก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้หรือการพูดมีหางเสียง คะ ขา ครับผม การแต่งหน้าทาเล็บ เหล่านี้คือเพศสภาพ คือ การแสดงว่าเป็นเพศใดผ่านบุคลิกภาพ
 

             แต่คำว่าเพศสภาพมักมาพร้อมกับความคาดหวังของสังคมที่มักจะสวนทางกัน


             ยังไงล่ะ?
 

             สังคมมักคาดหวังให้คนมีเพศสภาพตามเพศของตนโดยปราศจากการคำนึงถึงว่า “พวกเขาอยากเป็นเพศอะไร” ยกตัวอย่าง สังคมคาดหวังให้ผู้ชายสวมกางเกง สังคมคาดหวังให้ผู้หญิงสวมกระโปรง สังคมคาดหวังให้ผู้ชายออกไปนอกบ้านทำงานหาเงิน แล้วคาดหวังให้ผู้หญิงอยู่กับบ้านเข้าครัวทำอาหาร
 

             แต่คำว่า “เพศสภาพ” โดยตัวมันเองแล้วกลับเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์ใด ๆ จะมากำหนดควบคุม ผู้ชายจะสวมกระโปรงหรือจะเข้าครัวทำอาหารก็ได้ ในขณะที่ผู้หญิงจะสวมกางเกงแล้วออกไปหางานทำนอกบ้านก็ได้ ดังนั้นเพศสภาพจึงเป็นเรื่องของการแสดงออกความเป็นเพศผ่านกายภาพ
 

          เพศวิถี หมายถึง กิจกรรมทางเพศ หมายความว่าคุณมีเพศสัมพันธ์กับใคร กับผู้ชายหรือกับผู้หญิงหรือกับเพศอื่น ๆ  กับคนหนึ่งคน กับคนสองคน หรือมากกว่านั้น หรือทำโดยลำพังเพียงคนเดียว ทำด้วยวิธีการอย่างไร เป็นเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด หรือเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก หรือเพียงแค่การเล้าโลมเฉย ๆ ไม่มีการสอดใส่ หรือทำกับผลไม้ ฯลฯ ทั้งหมดนั้นคือการนำตัวเองไปสู่ความรื่นรมย์ทางเพศ  นั่นเรียกว่าเพศวิถี
 

             เพศ เพศภาวะ เพศสภาพ และเพศวิถี แท้จริงแล้วสี่คำนี้ไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กัน แต่ละคำมีความเป็นอิสระต่อกัน ยกตัวอย่าง บุคคลคนหนึ่งมีอวัยวะเป็นท่อนเนื้อยื่นออกมาก็แปลว่าเขาเป็นเพศชาย แต่เขารู้สึกว่าตนเองเป็นเพศหญิง เขาชอบสวมกระโปรงเพื่อแสดงออกถึงความเป็นหญิง แต่เขาก็มองหาหญิงเพื่อจีบและมีเพศสัมพันธ์ด้วย นี่เป็นตัวอย่างของ เพศ เพศภาวะ เพศสภาพ เพศวิถี ที่ไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กัน มันไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยาก
 

 

             หลังจากที่เราเรียนรู้และเข้าใจความหมายของคำว่า เพศ เพศภาวะ เพศสภาพ เพศวิถี ไปแล้ว  คราวนี้เราไปที่หัวข้อเรื่อง “ศาสนากับเพศ”  มันเป็นไปได้ที่ศาสนามีแนวโน้มที่จะพิพากษาตัดสินว่าเพศเป็นเรื่องสกปรก เพศเป็นเรื่องของกิเลส ตัณหา ราคะ เป็นอกุศล หรือเป็นปิศาจร้าย เนื่องจากคำสอนของศาสนาทั้งหลายต่างนิยามเพศว่าเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงความจริง หรือเพศเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงพระเจ้า เมื่อเพศถูกนิยามว่าเป็นอุปสรรคก็มีแนวโน้มว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องเพศเป็นเรื่องสกปรกไปในทันทีโดยปราศจากการตระหนักรู้อย่างลึกซึ้งว่าเพศก็เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์
 

             ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
 

             เพราะเหตุว่าประวัติศาสตร์การเกิดขึ้นของศาสนาหลักในโลกมักเป็นเรื่องของชายคนหนึ่งออกไปค้นหาความจริงหรือออกไปพบกับพระเจ้า เขาเข้าไปในป่า ไปบนภูเขา หรือเข้าไปในถ้ำเพื่อพบกับพระเจ้า หลังจากเขาค้นพบสัจธรรมหรือพบกับพระเจ้าแล้วเขาก็กลับมาบอกผู้คนให้เชื่อและปฏิบัติตามเพื่อเข้าถึงความจริงหรือเข้าถึงพระเจ้า เขานำแนะให้ละทิ้งความปรารถนาทางเพศหรือละทิ้งกิจกรรมทางเพศออกไปจึงจะเข้าถึงความจริงหรือเข้าถึงพระเจ้า นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าเพศกลายเป็นเรื่องสกปรกในมุมมองของศาสนานับแต่นั้นมา
 

             คัมภีร์ของศาสนาหลักต่าง ๆ เหล่านั้นมักอธิบายว่าความปรารถนาทางเพศเป็นหนทางของปิศาจ ดังนั้นหลังจากที่คนมีความสุขทางเพศจึงมักรู้สึกแย่หรือรู้สึกไม่ดีกับตัวเอง บางคนก็รู้สึกว่าเป็นบาป ถึงแม้พวกเขาจะเป็นฆราวาสแต่นี่เป็นอิทธิพลของคำสอนศาสนาที่มีผลทางด้านจิตใจของผู้คน
 

             ในสหรัฐอเมริกา เกย์ เลสเบี้ยน กะเทย ทอม ถูกปฏิเสธจากโบสถ์เพราะสิ่งที่พวกเขาเป็นถูกบอกว่าเป็นบาป วัยรุ่นชายหญิงมักถูกตำหนิหากพวกเขาสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง บางคนถูกศาสนาปฏิเสธ รู้สึกแย่และรู้สึกว่าตนเองเป็นบาปอันเป็นผลมาจากคำสอนในศาสนา
 

             ในประเทศที่เป็นเมืองพุทธแบบเถรวาทหรือแม้แต่ประเทศไทยก็มีการปฏิเสธผู้หญิงมิให้เข้ามาบวชเป็นภิกษุณี มันไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับพระธรรมวินัยแต่เป็นเรื่องของ “เพศภาวะความเป็นหญิง” ซึ่งสังฆะไม่ยอมรับ   เพศหญิงถูกคาดหวังให้ทำงานในครัว เพศหญิงไม่ได้ถูกคาดหวังให้มีส่วนร่วมในศาสนาถึงแม้ว่าพระพุทธเจ้าจะยอมรับให้ผู้หญิงบวชได้ก็ตาม ในที่สุดผู้หญิงก็ถูกละเลย
 

             คนสองเพศและคนที่มีอวัยวะเพศกำกวมก็ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ลักษณะเดียวกัน พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงการบวชเป็นพระภิกษุได้อย่างที่เพศชายได้รับการสนับสนุน พวกเขารู้สึกแย่กับตัวเองผ่านคำสอนศาสนาเมื่อศาสนาบอกว่าพวกเขาคือผลกรรมอันเลวร้ายจากอดีตชาติ
 

             เมื่อเราเข้าไปสำรวจระบบโครงสร้างในศาสนาเราพบว่าในระบบโครงสร้างของศาสนาต่าง ๆ เหล่านั้นมีเพศชายนั่งอยู่บนตำแหน่งที่สำคัญสูงสุดของศาสนา เพศชายทำหน้าที่ควบคุมศาสนา เขาอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจสูงสุดและเป็นผู้นำของศาสนา ดังนั้นเพศชายจึงเข้าไปจัดการ ควบคุม สรรสร้าง และให้ความหมายศาสนาในแบบที่พวกเขาต้องการ
 

             ไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใดผู้หญิง เกย์ กะเทย จึงถูกปฏิเสธจากเขตแดนของศาสนา ทำไมเกย์ เลสเบี้ยน จึงถูกห้ามเข้าไปมีส่วนร่วมในโบสถ์คริสต์ ทำไมเพศสัมพันธ์ของเกย์จึงกลายเป็นเรื่องผิดบาปในชุมชนอิสลาม ทำไมคนสองเพศจึงถูกปฏิเสธจากสังฆะของชาวพุทธ ทำไมศาสนาจึงตำหนิติเตียนเพศวิถีของฆราวาส เหตุใดศาสนาจึงไม่สนับสนุนจิตวิญญาณด้านในของมนุษย์ในเรื่องเพศวิถี แต่กลับทำลายมันด้วยการกล่าวตำหนิติเตียนเพศวิถีของมนุษย์
 

             บางที “เพศ” อาจจะไม่ได้เป็นเรื่องสกปรกด้วยตัวมันเอง แต่เป็นเพราะการถูกให้ความหมายว่าเพศเป็นเรื่องสกปรกโดยบุคคลที่บริหารจัดการอยู่ในศาสนานั่นเอง
 

             คุณคิดอย่างไร?



ความคิดเห็นที่  3

ในวิถีคิดแบบสมมติ แม้คนเราจะให้เหตุผลแบบริื้อสร้างแบบเก่าแต่ก็ต้องคิดโครงสร้างแบบใหม่ บัญญัติคำ ให้นิยาม เพื่อให้เกิดการตกลงและเข้าใจใหม่ แต่ก็เป็นโครงสร้างเหมือนกัน  โครงสร้างความคิดคือกรอบของความคิดซึ่งมุ่งเน้นให้อัตตาแสวงภาวะของตนผ่านกระบวนการปรากฏตัวทั้งในความคิดของตน และปรากฏตัวตนในสังคม โดยมีวัตถุประสงค์ในการกระทำกับโลกแห่งปรากฏการณ์และวัตถุข้างนอก  สภาพจิตในขณะนั้นย่อมเจือด้วยความหลง และมีโอกาสพลาดต่อการส่งเสริมให้เกิดความขัดเคือง ความยึดติด ซึ่งเป็นฝ่ายอกุศล  ความเด่นชัดของจิตและการกระทำอาจมีแนวโน้มชักนำไปสู่สภาพของอวิชชาได้ ไม่ว่ากรณีใด เพราะอกุศลจิตเมื่อเกิดย่อมชักนำอกุศลชนิดอื่นให้เกิดและเพิ่มน้ำหนักความยึดมั่นในสภาพเช่นนั้นอย่างเหนียวแน่นในระดับต่าง ๆ เช่น แนวโน้ม อารมณ์ และการกระทำทางกาย  กุศลจิตน่าจะเป็นทางแก้ไข ไม่ใช่สภาพที่มองเห็นหรือหน่วยองค์กรที่ถูกจัดสร้างมาในรูปของตัวแทนเช่นศาสนา เป็นต้น  ความเข้าใจสภาพความเป็นจริงด้วยท่าที่ปล่อยวางด้วยสติ ปัญญาของปัจเจกชนจึงเป็นช่องทางลดความขัดแย้ง และมุมมอง (ทิฏฐิ) และการรื้อสร้างหรือพัฒนาเพิ่มเติมอื่น ๆ ซึ่งจะนำความยุ่งยากตามมา  องค์กรศาสนามักถูกทำให้อยู่นิ่ง ศาสนาจึงควรเคลื่อนไหวไปกับปัจเจกชน และความเป็นไปของสังคม และรับใช้แก้ปัญหาแบบพลวัต มากกว่าจะอยู่นิ่งแบบคุมอำนาจ (อัตตา) ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริงซึ่งเป็นอนิจจัง ทุกขังและอนัตตา

ชาญ   (27 สิงหาคม 2560  เวลา 09:45:18)

ความคิดเห็นที่  2

ปัญหาของศาสนาที่เกิดขึ้นกับทุกศาสนาอย่างหนึ่งก็คือ การแบ่งแยกความเป็นชาย-ความเป็นหญิงอย่างชัดเจน ซึ่ง่โดยความเป็นจริงไม่น่าเป็นอย่างนั้น...
.
พอศาสนาแบ่งความเป็นชาย-ความเป็นหญิงอย่างชัดเจน ปัญหาที่ตามมาก็คือ การแบ่งแยกแบบนั้นไปสอดรับการการแบ่งแยกความเป็นชาย-ความเป็นหญิงที่สังคมกระทำไว้ก่อนแล้ว
.
ในที่สุดความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศในศาสนาก็เกิดขึ้นแบบสอดรับและเกิดขึ้นคู่ขนานไปพร้อม ๆ กับสังคม แทนที่ศาสนาจะทำให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างเพศ ศาสนาก็พลอยทำให้เกิดความรุนแรงระหว่างเพศรวมทั้งความรุนแรงต่อเพศอื่น ๆ ไปในเวลาเดียวกัน .
.

Shine   (28 มกราคม 2559  เวลา 16:54:01)

ความคิดเห็นที่  1


บทความชื่อภาษาอังกฤษคือ  Religion and Sex

พระวรธรรม   (28 ตุลาคม 2558  เวลา 04:35:58)