Loading ...

            “หนูเป็นผู้หญิง  หนูถูกพระไม่ได้นะ  ออกมาห่าง ๆ”  นั่นเป็นคำสอนที่เด็กผู้หญิงมักได้ยินอยู่เสมอเวลาไปวัดหรือเมื่อผู้ใหญ่พาไปไหว้พระ  ไม่มีใครตระหนักรู้ว่าการสอนเด็กผู้หญิงด้วยคำสอนเช่นนี้จะส่งผลกระทบกับตัวตนของเด็กผู้หญิงอย่างไรบ้าง  ผู้หญิงหลายคนที่เติบโตมากับคำสอนลักษณะนี้ก็ไม่ทันได้ตระหนักรู้ว่านี่เป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง
 

                ที่มาของคำสอน  “ผู้หญิงห้ามถูกพระ”  มาจากวินัยของภิกษุหมวดอาบัติสังฆาทิเสสข้อ ๒ มีใจความว่า  “ภิกษุมีความกำหนัดอยู่  จับต้องกายหญิงต้องสังฆาทิเสส”  วินัยข้อนี้ห้ามพระถูกต้องกายหญิง  มิได้ห้ามผู้หญิงถูกต้องกายพระ แต่เหตุไฉนผู้หญิงจึงถูกสอนให้ห้ามถูกพระตั้งแต่เยาว์วัยเช่นนั้น เด็กผู้หญิงจะเข้าใจคำสอนนี้หรือ ?
 

                เรื่องนี้ส่งผลเป็นปัญหาด้านบุคลิกภาพที่ซับซ้อนต่อเด็กผู้หญิงตามมาตรงที่เด็กผู้หญิงไม่รู้ว่าเหตุใดเธอจึงถูกตัวพระสงฆ์ไม่ได้  ผู้ใหญ่ก็ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน  ทุกครั้งที่เด็กผู้หญิงถูกบอกว่า  “ห้ามถูกพระ”  ผู้ใหญ่เพียงให้เหตุผลสั้น ๆ แค่ว่า  “เพราะหนูเป็นผู้หญิง  ผู้หญิงถูกพระไม่ได้”  ทำให้เด็กเข้าใจไปเองว่าความเป็นหญิงเป็นสิ่งไม่ดี  ความเป็นหญิงเป็นสิ่งบกพร่อง  เมื่อความเป็นหญิงเป็นสิ่งบกพร่องจึงถูกพระไม่ได้  ดังนั้นการเกิดเป็นเพศหญิงจึงเป็นสิ่งไม่ดี  เมื่อความเป็นหญิงเป็นสิ่งไม่ดีจึงนำไปสู่ความรู้สึกไม่ชอบใจหรือไม่รู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นเพศหญิงของตนตามมา
 

                ในที่สุดเมื่อเด็กผู้หญิงโตขึ้นแล้วพบว่าคณะสงฆ์มีการห้ามบวชหญิงให้เป็นภิกษุณีก็เหมือนกับเป็นการตอกย้ำว่าการเกิดเป็นเพศหญิงมีมลทินจึงไม่สมควรแม้แต่จะห่มผ้าเหลืองทั้ง ๆ ที่การบวชภิกษุณีเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตตั้งแต่พระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่นี่จึงถือเป็นความรุนแรงต่อผู้หญิงที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในพื้นที่ศาสนาซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้น

 


ภาพจิตกรรมฝาผนังศาลารายรอบพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่
แสดงเหตุการณ์พระนางปชาบดีโคตมีนำบริวารสตรีไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลขอการอุปบทเป็นภิกษุณี

 
 

                คำสอนอคติต่อเพศหญิงที่ตามมาอีกชุดคือคำสอนว่า  “เกิดเป็นหญิงมีกรรม”  ในขณะที่คำสอนในพุทธศาสนาเองก็มีคำสอนที่เชิดชูเพศชายว่าการเกิดเป็นเพศชายเป็นเพศภาวะที่ประเสริฐมีความสมบูรณ์สามารถบวชพระและตอบแทนค่าน้ำนมได้  และยังมีคำสอนที่ว่าด้วยการปฏิบัติตนว่าปฏิบัติตัวอย่างไรจึงจะได้เกิดเป็นเพศชายในชาติต่อไปโดยที่รายละเอียดกลับกลายเป็นว่าให้ผู้หญิงปฏิบัติพัดวีผู้ชายเป็นอย่างดี  ให้ผู้หญิงสยบยอมผู้ชาย  เมื่อนั้นจึงจะได้เกิดเป็นเพศชายสมปรารถนาซึ่งในที่สุดก็เป็นการซ้ำเติมผู้หญิงอยู่ดี
 

                คำสอนถัดมาที่มีอคติต่อเพศหญิงก็คือคำสอนว่า  “ผู้หญิงเป็นมารต่อพรหมจรรย์”  ทั้ง ๆ ที่มารต่อพรหมจรรย์ไม่จำเป็นต้องเป็นเพศหญิงเสมอไป  เพศไหน ๆ ก็สามารถเป็นมารได้เพียงแค่มีจุดประสงค์ร้ายต่อผู้ประพฤติพรหมจรรย์ก็ถือเป็นมารได้หมด
 

                ด้วยกระบวนการคำสอนที่จัดวางผู้หญิงให้มีสถานะต่ำกว่าเพศชายเช่นนี้จึงทำให้ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าในตนเองและคิดว่าการเกิดเป็นเพศหญิงมีคุณค่าน้อยเมื่อเทียบกับการเกิดเป็นเพศชายซึ่งมีคุณค่าและความหมายมากกว่าในหลาย ๆ เรื่อง  บ่อยครั้งคำสอนเหล่านี้ได้ทำให้ผู้หญิงรู้สึกแย่ไปกับการเกิดเป็นเพศหญิงของตนเอง  ดังนั้นเพื่อเป็นการเยียวยาความรู้สึกแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นผู้หญิงจึงมักจะตั้งจิตอธิษฐานก่อนทำบุญว่า  “เกิดชาติหน้าขอให้ได้เกิดเป็นผู้ชาย”

 

                จะเห็นได้ว่ากระบวนการคำสอนในพุทธศาสนาที่มีต่อผู้หญิงได้จัดวางและหล่อหลอมให้ผู้หญิงรู้สึกรังเกียจและมีอคติกับความเป็นเพศหญิงในตนเองตั้งแต่เยาว์วัย โดยที่ระบบสังคมในโลกฆราวาสก็คอยตอกย้ำคุณค่าของผู้หญิงด้วยค่านิยมลบ ๆ ตามมา เช่น เกิดเป็นหญิงสืบสกุลไม่ได้  ผู้หญิงเป็นผู้นำไมได้  เป็นผู้หญิงไปไหนต้องระมัดระวังตัว  คำพังเพยของไทยก็ไม่เคยยกย่องสนับสนุนผู้หญิงในเชิงบวก เช่น มีลูกสาวเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน  ผู้หญิงข้าวสารผู้ชายข้าวเปลือก  เปรียบเปรยผู้หญิงเป็นข้าวสารหากตกพื้นมีแต่จะเสียหายเอาไปใช้ทำอะไรไม่ได้  เปรียบผู้ชายเหมือนข้าวเปลือกหากไปตกที่ไหนมีแต่จะเจริญงอกงามเป็นต้นกล้า
 

                เมื่อคำสอนและวาทกรรมต่าง ๆ ที่มีต่อผู้หญิงเป็นไปในรูปการณ์เช่นนี้จึงเป็นไปได้ยากที่ผู้หญิงสักคนจะรู้สึกภาคภูมิใจที่เกิดมาเป็นเพศหญิง  อาจจะมีผู้หญิงบางคนมีสติรู้ตัวขึ้นมาว่าคำสอนและวาทกรรมเหล่านี้เป็นอคติที่ทำร้ายผู้หญิง  แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามกว่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะแกะเอาอคติต่าง ๆ ที่มีต่อความเป็นเพศหญิงออกไปจากใจตนเองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักเพราะคำสอนเหล่านี้ได้ซึมซับอยู่ในจิตวิญญาณของผู้หญิงมาช้านานแล้ว  ไม่มีอะไรจะรุนแรงและเลวร้ายไปกว่าการที่คน ๆ หนึ่งรู้สึกแย่ไปกับเพศภาวะของตนเอง  ซึ่งสิ่งเหล่านี้สังคมพุทธเถรวาทกระทำกับผู้หญิงอย่างแนบเนียนมาตลอด
 

                หากเหลียวมองดูวินัยของพระสงฆ์ในพุทธศาสนานิกายอื่น ๆ เช่น มหายานและวัชรยาน  ต่างมีสิกขาบทเรื่อง “ห้ามภิกษุถูกต้องกายหญิงด้วยความกำหนัด” ซึ่งเป็นสิกขาบทเดียวกันกับเถรวาท  แต่ทั้งมหายานและวัชรยานต่างทำความเข้าใจกับสิกขาบทข้อนี้ในความหมายใหม่ที่แตกต่างออกไปว่ามนุษย์มิได้มีความกำหนัดตลอดเวลา  เช่นเดียวกับพระสงฆ์ก็มิได้มีความกำหนัดตลอดเวลา  ดังนั้นภิกษุจึงไม่จำเป็นต้องถูกกายสตรีด้วยความกำหนัดเสมอไป  ในวัฒนธรรมของพุทธศาสนาสายมหายานและวัชรยานจึงมิได้รู้สึกอ่อนไหวหากภิกษุถูกต้องกายสตรีในชีวิตประจำวัน  อีกทั้งการรับสิ่งของจากสตรีก็ไม่จำเป็นต้องใช้ผ้ารับประเคน
 

                แม้ภิกษุสายเถรวาทในหลาย ๆ ประเทศ เช่น  ศรีลังกา พม่า กัมพูชา เวียดนาม บังคลาเทศ  ต่างก็รับสิ่งของจากมือสตรีโดยตรงซึ่งผิดกับพระสงฆ์ในประเทศไทยต้องใช้ผ้ารับประเคนกับสตรีตลอด  ภิกษุสายเถรวาทบางประเทศ เช่น พม่า  ก็ถูกกายสตรีได้โดยใช้ความเข้าใจชุดเดียวกันกับภิกษุสายมหายานและวัชรยาน  นั่นคือการที่ภิกษุถูกต้องกายหญิงไม่ได้แปลว่าภิกษุมีความกำหนัดเสมอไป

 

                การบวชเป็นสามเณรี-ภิกษุณีทั้งสายมหายานและวัชรยานต่างก็มิได้เป็นเรื่องที่ถูกห้ามหากแต่เป็นสิ่งที่สงฆ์ทั้งนิกายมหายานและวัชรยานต่างยอมรับตามพุทธานุญาตที่มีมานานกว่า ๒,๕๐๐ ปีมาแล้วว่าผู้หญิงก็สามารถบวชเป็นสามเณรี-ภิกษุณีได้  อีกทั้งสงฆ์ในศรีลังกาแม้จะเป็นสายเถรวาทแต่ก็มีความก้าวหน้าเปิดโอกาสให้ผู้หญิงบวชเป็นสามเณรี-ภิกษุณี  จึงถือได้ว่าพุทธศาสนาสายมหายาน  วัชรยาน  และพุทธศาสนาในศรีลังกาต่างมีพื้นที่ให้ผู้หญิงได้เหยียบยืนหรือเข้าถึงพุทธธรรมได้อย่างไม่เป็นปัญหา

 

                ทั้งหมดนี้อาตมาเขียนขึ้นเพื่อให้ทุกท่านได้กลับมาทบทวนอย่างมีสติว่าเราตีความคำสอนทางพุทธศาสนาให้เกิดการทำร้ายเพศหญิงอย่างไรบ้าง   ซึ่งจะว่าไปทั้งหมดนี้จะถือว่าเป็นความรุนแรงจากคำสอนในพุทธศาสนาก็ไม่เชิงนัก  เพราะความรุนแรงที่เกิดต่อผู้หญิงผ่านคำสอนในพุทธศาสนาก็มาจากการตีความคำสอนของพวกเราชาวพุทธที่ไร้เดียงสาต่อมิติของความรุนแรงนั่นเอง   และความรุนแรงหลัก ๆ ก็มาจากการตีความคำสอนโดยคณะสงฆ์ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการตีความคำสอนแบบเบ็ดเสร็จเพราะเป็นเพศชายจึงมีอำนาจในการตีความคำสอนอย่างไรก็ได้  ถ้าคำสอนทำให้คนรู้สึกรังเกียจและมีอคติกับตัวเองได้ขนาดนี้ก็ควรมีการตีความคำสอนเสียใหม่

 

                อาตมาผู้เขียนมิได้มีทางออกสำเร็จรูปเพราะไม่เคยเชื่อว่าปัญหาพุทธศาสนาในบ้านเราจะใช้ได้กับทางออกที่สำเร็จรูป  แต่อาตมาเชื่อเรื่องการมีโยนิโสมนสิการ  การคิดอย่างแยบคาย  การใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง  อาตมาเชื่อว่าหากชาวพุทธทั้งนักบวชและฆราวาสได้อ่านบทความนี้แล้วใช้วิจารณญาณใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งก็จะพบทางออกว่าเราควรจะจัดการอย่างไรกับการตีความคำสอนผิด ๆ ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานจนกลายเป็นความรุนแรงต่อผู้หญิงเช่นนี้

               

                เมื่อท่านค้นพบทางออกเมื่อไร เมื่อนั้นผู้หญิงก็ได้รับการปลดปล่อยจากความรุนแรงทันที



ความคิดเห็นที่  2

ขอบคุญแพธและก้าวย่างอย่างเข้าใจ   ท่ีทำให้เราชัดขึ้นและภาคภูมิใจในความเป็นหญิง  ซึ่งก่อนหน้านี้ก็สับสนและไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงช่างโชคร้ายและซวยจริงๆ

ครูขวัญ   (5 มิถุนายน 2559  เวลา 19:35:01)

ความคิดเห็นที่  1

บทความนี้นำเสนอเรื่อง การสื่อความนำไปสู่ความเข้าใจได้อย่างไร

ขอเสริมและแตกประเด็นเพื่อโยงประเด็นบทความนะครับ

ใน NVC คือทักษะการสื่อสารแบบไร้ความรุนแรง
จะมองเรื่องการให้ข้อเท็จจริง ข้อสังเกต โดยไม่ตัดสิน
เพราะการตัดสิน เช่น ดีไม่ดี ถูกผิด ฯ ต่างๆ
ไม่นำพาสู่ความเข้าใจ และเพิ่มความขัดแย้งขึ้น
โยงมาว่า วาทะกรรมต่างๆ มีคำข้อความที่เป็นการตัดสิน
เพศหญิง แม้ที่มาจากพระไตรปิฎกก็ถูก 'แปรสารไป 2 ประเด็น

1. เรื่องราวที่เกี่ยวกับเพศหญิง
ถูกสื่อความในแง่ลบ โดยปราศจากการเข้าใจบริบทรอบด้าน
ทั้งตัดสิน เหมารวม โดยผู้ถ่ายทอดสารทั้งหลาย

2. การจับประเด็นในพระไตรปิฎก
ถูกนำเสนอจาก 'ประเด็นที่น่าสนใจ แต่ไม่ใช่ประเด็นหลัก
เช่น คนทำกรรม เกิดเป็นหญิง เป็นบัณเฑาะก์
เหล่านี้นอกจากถูก อคติที่ตีความตัดสินแล้ว
ยังถูกนำมาเป็นประเด็นหลัก ทั้งๆ ที่จริงแล้ว
ประเด็นหลักในพตปฎ. ส่วนมาก
โยงนำไปสู่การทำกุศล การคลี่คลายทุกข์
เช่น ประเด็นคือ การทำอกุศลส่งให้ได้รับวิบาก (ประเด็นเชิงลบ)...
การประกอบกรรมดีส่งผลให้เป็นผู้มีทรัพย์ (ประเด็นเชิงบวก)

(เรื่อง การจับประเด็นนี้เป็นทักษะอย่างหนึ่ง
ที่น่าแปลกใจว่า ในพระสูตรต่างๆ ส่วนมาก
ประเด็นหลัก จะอยู่ช่วงท้ายพระสูตร
น่าเชื่อว่า ปัญญาการจับประเด็น มีมาตั้งแต่พุทธกาล)


แม้บทความนี้นำเสนอว่า วาทะกรรมต่างๆ
ต่างที่มา ต่างก็ส่งผลถึง ความรู้สึกมวลรวมเชิงลบ
ของเพศหญิงได้

แม้อดีตจะมีข้อเท็จจริงเช่นไร
ความเป็นพุทธะทำให้เราส่องแสงสว่าง
ชะล้างสลาย ทั้งมายา วาทะกรรม และอคติ
กับบรรดาเรื่องเพศได้ ด้วยการเข้าใจ
ไม่กดทับ ซํ้าเติม คนเหล่านั้น
นี่เป็นการภาวนาในใจที่นำมาใช้ได้จริง
ในเชิงที่สัมพันธ์กับสังคม ผู้คนได้

พี่เก้า   (25 มกราคม 2559  เวลา 12:20:53)