Loading ...

 


 

            เรานัดจิมมี่เพื่อสัมภาษณ์ตั้งแต่ปี 2557  แต่เนื่องจากหลวงพี่และจิมมี่ไม่มีเวลาว่างตรงกัน ในที่สุดการสัมภาษณ์จึงต้องชะงักไป  จนกระทั่งเราสองคนมีเวลาว่างตรงกันการสัมภาษณ์จึงเกิดขึ้นในครั้งนี้
 

            ตอนที่เราวางแผนนัดจิมมี่เพื่อสัมภาษณ์ลงในคอลัมน์  “คุยเรื่องเพศกับพระ” เราคิดว่าจะนำภาพจิมมี่ตอนเป็นผู้หญิงมาลงเปรียบเทียบกับปัจจุบันเพื่อให้ผู้อ่านเห็นความต่างว่าตอนจิมมี่เป็นผู้หญิงกับตอนเป็นผู้ชายนั้นแตกต่างกันอย่างไร  ต่อมาเราคิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระที่เราจะนำภาพอดีตของใครสักคนมาลงให้ดูในเมื่อปัจจุบันเขาได้เปลี่ยนไปแล้วไม่มีเหตุผลที่เราจะดึงเขากลับไปหาอดีตอีก เราจึงเลิกล้มที่จะเอารูปเก่า ๆ ของเขามาลง
 

            สำหรับบทสัมภาษณ์เราไม่ได้ถามว่าจิมมี่เสียค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปกี่บาท หรือมีขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านตัวเองอย่างไร เพราะคุณผู้อ่านสามารถหาอ่านหรือหาดูได้จากคลิปต่าง ๆ ของเขาและใคร ๆ ก็ถามเขาไปหมดแล้ว  แต่วันนี้เราจะพูดคุยถึงเรื่องราวประสบการณ์ชีวิต สิ่งที่เขาได้รับจากความไม่เข้าใจจากสังคม มุมมองต่อโลก มุมมองเรื่องชีวิต และมุมมองเรื่องศาสนาในแบบที่เราอาจจะไม่เคยอ่านจากบทสัมภาษณ์ใด ๆ มาก่อน
 

            เรานัดจิมมี่ที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ วันหนึ่งในเดือนมกราคม 2559 จิมมี่มาในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำ กางเกงสีกากีทะมัดทะแมง  เมื่อพร้อมแล้วเราจึงยิงคำถามแรกทันที
 

 

จิมมี่คิดว่าเป็นการลงทุนทีสูงไหมกับการที่ต้องเอาเรื่องราวของตัวเองมาเปิดเผยกับสาธารณะให้คนได้รับรู้และยอมรับ

            ถือว่าเป็นการลงทุนที่สูงมากครับ บางครั้งผมก็ยังคิดว่ามันคุ้มกันไหมกับการที่เราต้องแลกทั้งชีวิตของเราไปเลย  ความเป็นส่วนตัวก็ไม่เหลือ  แล้วเรื่องที่อยู่ใต้สะดือก็เป็นเรื่องของเราไม่ใช่เรื่องของคนอื่น  มันกลับกลายเป็นว่าคนอื่นต้องมารู้เรื่องของเรา

 

มีข้อดีกับข้อด้อยอะไรบ้าง ?

                ข้อดีก็คือมันเป็นการทำให้ผู้ชายข้ามเพศมีตัวตนขึ้นมาในสังคม  ก่อนหน้านั้นแทบจะไม่มีใครรู้เลยว่าเรามีอยู่จริง  คือทุกคนเห็นผู้หญิงข้ามเพศแต่ไม่มีใครคิดว่ามันจะมีผู้ชายข้ามเพศด้วย  ตรงนี้เลยทำให้เป็นที่ปรากฏขึ้น  เท่าที่ดูก็รู้สึกว่าผู้คนเปิดกว้างกับผู้ชายข้ามเพศ  ไม่ค่อยมีการมองในแง่ลบเท่าไร

                อีกเรื่องคือคิดว่าเป็นข้อได้เปรียบส่วนตัวคือพอเราไปติดต่อราชการหรือไปทำเอกสารอะไรที่ไหนมักจะเจอปัญหาตลอด  กลายเป็นว่าผมพูดไปคำเดียวว่าให้ไปค้นดูจาก “กูเกิ้ล” ก็ได้ว่าเป็นผมจริง เป็นการยืนยันตัวตนที่ง่ายขึ้น  ผมไม่ต้องไปลากญาติโกโหติกามายืนยันว่านี่เป็นตัวผม

 

มีไหมเขาเห็นหน้าปุ๊บเขาพูดว่า  “นี่จิมมี่”

                มีครับ

 

แล้วข้อด้อยคือ ?

                บางครั้งเขาก็จะซุบซิบนินทากันหรือเวลาผมไปนู่นมานี่เขาก็จะมองมาที่เป้ากางเกง  ซึ่งผมรู้สึกว่ามันเป็นการคุกคามทางเพศผ่านสายตา  หรือไม่ก็ทำเป็นมาจับเป้ากางเกง  เอามือมาสะบัดโดนตัวซึ่งผมจะเจอทุกรูปแบบ

 

ผู้ชายหรือผู้หญิงที่ทำแบบนั้น

                มีทั้งผู้ชายและผู้หญิงครับ  ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องสนุก  หรือเวลาไปนั่งทานข้าวกับเพื่อนแล้วมีคนจำเราได้  พอผมลุกไปเข้าห้องน้ำ  ก็มีคนเดินตามเข้าไปในห้องน้ำเพื่อจะดูผมว่าผมจะฉี่ยังไง  ซึ่งมันไม่โอเค  กลับกลายเป็นว่าชีวิตส่วนตัวก็ไม่เป็นส่วนตัวอีกต่อไป
 


 

ชื่อ  “จิมมี่” เริ่มใช้ตอนไหน

               หมายถึงเป็นการเกิดใหม่ของผมเลยใช่ไหมครับ 

               ผมเริ่มใช้ชื่อจิมมี่ตอนอายุ 25  (ปัจจุบัน 33)

 

ชื่อ “จิมมี่”  มีที่มาที่ไปอย่างไร

                ชื่อเดิมของผมก็ค่อนข้างแมนอยู่แล้ว คือ “จิณณพัฒ”  เพื่อน ๆ ก็เรียกจิน ๆ แล้วพี่นก (ยลดา – หญิงข้ามเพศ) เป็นคนตั้งให้ บอกว่างั้นเปลี่ยนเป็น “จิมมี่” ดีกว่า

 

จาก “จิน” ก็กลายเป็น “จิมมี่” เป็นต้นมา

แล้วที่บ้านเรียกเราว่า ?

            จิมมี่ครับ

 

ชอบไหมชื่อนี้

                ชอบครับ  แต่ที่บ้านก็ต้องใช้เวลาปรับตัวนานเหมือนกัน  คือแม่เพิ่งมาเรียกผมว่าจิมมี่เมื่อสองปีมานี้เอง

 

จิมมี่เรียนหนังสือที่ไหนบ้าง?

                เรียนโรงเรียนเดียวตลอดครับ “โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย” ตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยม  เป็นโรงเรียนหญิงล้วน 

 

การเรียนโรงเรียนหญิงล้วนเป็นความตั้งใจของเราหรือเป็นความตั้งใจของพ่อแม่

                เป็นความตั้งใจของพ่อแม่ครับ

 

เคยถามท่านไหมว่าทำไมส่งเราไปเรียนโรงเรียนหญิงล้วน

                เคยถามเหมือนกันครับ ท่านคงอยากให้เราเป็นเด็กผู้หญิงที่เรียบร้อย  แต่ตอนนั้นผมอยากเรียนโรงเรียนชายล้วนด้วยซ้ำหรือโรงเรียนในรูปแบบอื่นก็ได้ที่ไม่ใช่โรงเรียนหญิงล้วน แต่พอถามเขามาก ๆ เข้าเขาก็มองว่าเราคงไม่เข้าใจความต้องการของเขาจนเลิกถามเพราะไม่งั้นเดี๋ยวก็ทะเลาะกันอีก

 

ปัจจุบันเรียนมหาวิทยาลัยอะไร

                ตอนนี้เรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะรัฐศาสตร์  ก่อนหน้านั้นเรียนที่ ABAC แต่ไม่จบ

 

ทำไมถึงไม่จบ

                มันมีช่วงหนึ่งที่ชีวิตผมเจอปัญหา ผมก็เลยออกมาอยู่นอกบ้าน ค่าเทอมก็ไม่มี สุดท้ายเราก็เลยต้องมาลงเรียนที่รามคำแหง  แต่พอมาเรียนที่รามก็เจอปัญหาเรื่องการแต่งกายข้ามเพศ ไม่ได้เข้าห้องสอบบ้าง  ถูกไล่ออกมานอกห้องสอบบ้าง

 

หลังจากออกสื่อไปแล้วมีเพื่อนเก่า ๆ มาทักทายบ้างไหม?

                มีเยอะเลยครับ กลายเป็นว่าเพื่อนสมัยมัธยมเข้าใจเราง่ายกว่าเพื่อนที่มหาวิทยาลัย  คือเพื่อนที่มหาวิทยาลัย อาจจะไม่เข้าใจพูดว่า “เฮ้ย อย่าไปทำเลย (แปลงเพศ) อะไรแบบนี้”

 

อย่างนี้ก็ไม่มีเพื่อนผู้ชายเลยตั้งแต่เด็ก

                มีน้อยแทบจะนับหัวได้เลยครับ

 

เสียดายไหม

                ไม่นะครับ  ผมว่าที่ผมเป็นผมได้แบบนี้เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเจอมาในชีวิตมากกว่า  ถ้าผมมีเพื่อนเป็นผู้ชายผมไม่รู้ว่าผมจะเป็นอย่างไร  ผมอาจจะเป็นผู้ชายอีกแบบหนึ่งก็ได้

 

ที่ถามว่าเสียดายหมายถึงเราไม่มีกลุ่มเพื่อนผู้ชายให้ได้เรียนรู้

                ผมเฉย ๆ นะครับ เพราะเราก็design (ออกแบบ) ความเป็นตัวเราเองได้โดยที่เราไม่ต้องเอาใครมาเป็นแบบ  ทุกวันนี้ผมก็ยังมีเพื่อนเก่า ๆ มีทติ้งกันอยู่

 

ช่วงวัยรุ่น ตอนที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวเอง  ตอนนั้นมองตัวเองอย่างไร  คิดว่าตัวเองเป็นทอมไหม

                จริง ๆ แล้วผมปฏิเสธคำว่าทอมมาตลอด  เพื่อน ๆ ก็เคยถามว่าเป็นทอมรึเปล่า  ผมบอกว่าผมไม่ได้เป็นทอมแต่ก็ไม่ได้เป็นผู้หญิงเหมือนกัน

                ตอนนั้นเรารู้ว่าถ้าเราตอบว่า  “เราเป็นผู้ชาย”  เราก็จะโดนเพื่อนแย้งว่า  “เป็นบ้าอะไรเนี่ย”    คำว่าTransgender(คนข้ามเพศ) สมัยนั้นยังไม่เป็นที่รู้จัก  ซึ่งเรารู้ตัวว่าเราเป็นผู้ชายมาตลอดตั้งแต่เป็นเด็ก  เราก็ได้แต่เก็บมันเอาไว้  เอาจริง ๆ เราก็ไม่รู้จะไปพูดกับใคร  และยิ่งครอบครัวผมเองคุณพ่อคุณแม่ยิ่งไม่ชอบเพศที่สามเลย

 

นิยามความเป็นชายของจิมมี่คืออะไร

                ผมเคยเจอคำถามอยู่คำถามหนึ่งว่า   “เราไม่ได้เกิดมาเป็นชาย แต่ถูกทำให้เป็นชาย  เราไม่ได้เกิดมาเป็นหญิง แต่ถูกทำให้เป็นหญิง”  ผมเคยเจอคำถามนี้ว่าผมคิดยังไง  ผมตอบว่า  “มันก็คือความว่างเปล่านั่นแหละ”  ผมว่ามนุษย์เราทุกคนบนโลกนี้ก็คือความว่างเปล่า  แล้วผมก็เจอคำถามตามมาว่าแล้วเพราะอะไรคุณจึงเลือกที่จะเป็นผู้ชาย  ตอนนั้นผมไม่ได้เตรียมตัวที่จะตอบคำถามนี้เพราะมันลึกลงไปอีกมาก ๆ

                จริง  ๆ แล้วผมว่าผมไม่ได้เลือกนะ  และผมก็ไม่ได้ถูกใครทำให้เป็นผู้ชายด้วย  ผมทำตัวผมเองด้วยซ้ำมั้ง  คือ ผมก็พยายามตีโจทย์ข้อนี้ให้แตก  หรือว่าสุดท้ายแล้วก็ยังสงสัยว่ามันเป็นคำถามแนวคิดปรัชญาแบบไหนกันแน่หรือว่ายังไง

 

สรุปแล้วเรากำลังค้นหามันอยู่

                ใช่ครับ  ผมกำลังค้นหามันอยู่  ผมคิดว่าไม่ว่าเราจะค้นหาคำตอบอะไรมากมายแค่ไหนก็ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถรู้ไปหมดทุกอย่างของจักรวาลนี้ได้  สิ่งที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบันและมีความสุขกับมันทุกวันที่เราตื่นขึ้นมาอันนี้ผมว่ามันก็คือที่สุดแล้วของชีวิต

 

จิมมี่มีพี่น้องกี่คน

                ผมเป็นลูกคนเดียวครับ 

 

คุณพ่อคุณแม่ทำงานอะไร

                ท่านอยู่ในวัยเกษียณแล้วครับคือ 65 กับ 67   แต่แกก็ยังทำอะไร ก๊อก ๆ แก๊ก ๆ อยู่ที่บ้านไปเรื่อย

 

เป็นอดีตข้าราชการด้วย

                คุณพ่อตอนนี้บวชเป็นพระอยู่ที่เพชรบุรี 

 

หลวงพี่งงไป 2 วินาที เนื่องจากไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนว่าจะเจอคำตอบหักมุมแบบนี้ 

จิมมี่เอาแต่หัวเราะอย่างเดียว เมื่อนึกขึ้นได้จึงถามคำถามต่อ

 

 .. หลวงพ่อบวชมากี่พรรษาแล้ว ?

                อุ้ย นานครับ   มีแววว่าอาจจะไม่สึกด้วย  ท่านบวชตั้งแต่ผมอายุ 22 ตอนนี้ประมาณ 10 พรรษาแล้ว

 

แล้วท่านมองเราอย่างไร

                คือผมไม่ค่อยได้เจอท่านเท่าไร  ก่อนหน้านั้นคุณพ่อคุณแม่แยกทางกัน ผมอยู่กับคุณแม่ก็เลยไม่ได้ไปมาหาสู่กับคุณพ่อ  ก็เลยไม่ค่อยได้เจอท่านเลย  ครั้งสุดท้ายที่เจอก็ 4 ปีที่แล้ว  ซึ่งรูปลักษณ์ของเราก็เปลี่ยนไปแล้ว  ตอนไปหาผมก็โกนหนวดโกนเคราไป

 

ทำไมต้องโกนหนวดโกนเคราด้วย

                กลัวท่านรับไม่ได้ อย่างผมอยู่กับคุณแม่ท่านก็ค่อย ๆ ปรับตัว คุณแม่ใช้เวลานานเหมือนกันกว่าจะปรับตัวได้

 

แล้วเวลาเราประเคนของท่านใช้ผ้ารับประเคนไหม

                ท่านก็ยังใช้ผ้ารับ  อาจจะเป็นความสบายใจของท่านผมก็เลยไม่ท้วงติงอะไร (หัวเราะ)

 

ที่ไปพบท่านนั้นเป็นความต้องการของเราหรือเป็นความต้องการของหลวงพ่อ

                เป็นความต้องการของผมเองที่อยากไปพบท่าน  ผมถึงกับบังคับขอเบอร์โทรศัพท์จากคุณแม่เลยทีเดียว

 

จิมมี่เจอคุณพ่อครั้งสุดท้ายเมื่อไรก่อนที่ท่านจะไปบวชเป็นพระ

                ตอนผมอายุ 19 – 20  ปีครับ

 

ตอนคุณพ่อบวชได้ไปงานบวชท่านไหม

                ไม่ได้ไปครับ เพราะตอนนั้นคุณพ่อแยกทางกับคุณแม่แล้ว  คุณแม่เพียงแต่เล่าให้ฟังเฉย ๆ ว่าตอนนี้คุณพ่อบวชแล้ว

 

งั้นแสดงว่าการไปพบคุณพ่อเมื่อ 4 ปีที่แล้วเป็นการพบกับท่านครั้งแรกในสถานะที่ท่านเป็นพระภิกษุไปแล้ว

                ใช่ครับ

 

อยากให้เล่าความรู้สึกที่ได้พบคุณพ่อครั้งแรกเมื่อท่านเป็นพระภิกษุ

                ผมรู้สึกกระอักกระอ่วนใจมากกว่าเพราะเกรงว่าท่านจะรับไม่ได้  เราเจอกันครั้งสุดท้ายตอนที่ผมอายุ 19 – 20 ปี แต่เจอกันครั้งนี้รูปลักษณ์ของผมก็เปลี่ยนเป็นผู้ชายมากขึ้น


  
              ปกติแล้วเรื่องตัวผมเป็น “ชายข้ามเพศ” คุณแม่จะมีปัญหามากกว่าคุณพ่อ โดยคุณพ่อจะเป็นคนคอยประนีประนอมคอยเบรคคุณแม่  แต่หลังจากที่คุณพ่อแยกไปอยู่ต่างหากก็ไม่มีใครคอยเบรคคุณแม่


                เจอกันคราวนี้คุณพ่อก็วางตัวปกติ  ท่านก็พยายามนิ่ง ท่านเพียงแต่พูดว่า “แต่งตัวให้มันเรียบร้อยหน่อย” ซึ่งมันเป็นประโยคที่คนสองคนรู้กันว่าหมายถึงอะไร

                ทุกวันนี้ผมกับหลวงพ่อก็ยังติดต่อกันทางโทรศัพท์ตลอด





 

ปัจจุบันจิมมี่ทำงานอะไร

                ทำหลายอย่างครับ  เป็นอาจารย์พิเศษที่ ม.ธรรมศาสตร์ สอน TU 102  เป็นวิชา General Education สอนเรื่อง Sexuality  เขาเพิ่งบรรจุเข้าไปในหลักสูตร  แล้วก็รับงานบันเทิง-พิธีกรบ้างหากมีเข้ามา

 

งานหลักคือ

                ทำธุรกิจส่วนตัว  ปลายเดือนนี้กำลังจะเปิดตัวสินค้ากับพี่นกยลดาด้วย

 

เรียนรู้การเป็นพิธีกรจากไหน

                เดิมทีผมเป็นคนขี้อายมาก  ผมกลัวการพูดหน้าชั้นเรียน  เมื่อไรมี Present(รายงาน) หน้าชั้นเรียนผมจะโดดตลอด 

                ต่อมาผมมาวิเคราะห์ว่าทำไมผมทำสิ่งเหล่านี้ได้หลังจากผมข้ามเพศ  ผมได้คำตอบว่าที่ผ่านมาที่เราอาย เรากลัวเป็นเพราะเราไม่มั่นใจในตัวเรามาตลอด  เราไม่ชอบภาพลักษณ์ที่คนอื่นมองเห็นเรา  แต่พอวันหนึ่งกลายเป็นว่าเรากลับมีความมั่นใจทุกอย่าง  กล้าวิ่งชนความกลัวที่เราเคยกลัวมาตลอดก็เพราะการข้ามเพศของเราเอง

 

คิดอย่างไรว่าในที่สุดแล้วชายข้ามเพศก็ต้องทำงานอิสระ  ไม่สามารถเข้าไปทำงานในระบบราชการได้ หรือแม้แต่บริษัทเอกชนบางแห่งก็ยังเข้าไปทำไม่ได้

                ผมไม่อยากใช้คำว่าล้าหลัง  แต่เขายังมองว่าการที่เป็นคนหลากหลายทางเพศทำให้บริษัทเขาไม่น่าเชื่อถือ ในขณะที่เมืองนอกกลับมองว่าบริษัทไหนเปิดกว้างกับเรื่องนี้กลับเป็นบริษัทที่นำสมัย มีความคิดทันสมัยมาก
 

                ผมมองว่าเราต้องมาคิดกันจริง ๆ จัง ๆ ว่าเวลาเราทำงานเราใช้สมองหรือเราใช้สิ่งที่อยู่ใต้สะดือทำงาน เพราะถ้าคุณเอาเรื่องเพศมาตัดสินแบบนี้บางทีคุณอาจจะพลาดมันสมองดี ๆ ที่จะเข้าไปทำงานให้กับบริษัทหรือองค์กรของคุณก็ได้

 

ทำไมชอบเวลามีคนทักว่าเหมือนเกย์

                ผมยอมรับว่าผมถูกเลี้ยงมาแบบลูกสาวมาทั้งชีวิต  เรียนโรงเรียนผู้หญิงล้วน  ถ้าผมจะมีมือไม้หรือน้ำเสียง การพูดที่ดูเหมือนผู้หญิงจนทุกคนมองว่าเป็นเกย์  ผมก็ไม่มีปัญหากับเรื่องนั้น  ยิ่งเขามองว่าผมเป็นเกย์มันก็ยิ่งกระโดดข้ามไปอีกGender(เพศสภาพ) คือคุณไม่ได้มองว่าผมเป็นทอมแต่มองว่าผมเป็นผู้ชายที่ชอบผู้ชายด้วยซ้ำ

 

เคยมีเกย์มาจีบไหม

                เยอะเลยครับ ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่

 

เวลาเกย์มาจีบเขาทำอย่างไร

                เข้ามาทำความรู้จัก  บอกว่าชอบนะ  บอกตรง ๆ เลย

 

เป็นไปได้ไหมที่จะหันมาชอบผู้ชาย

                ในเรื่องเพศมีความลื่นไหล  ตอนนี้มียังชอบผู้หญิงอยู่  ถ้าอนาคตผมอาจจะชอบผู้ชายอันนี้ก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน

 

มีเพื่อนเกย์ที่สนิทบ้างไหม

                มีครับ  ส่วนใหญ่เพื่อนเกย์เยอะกว่าเพื่อนผู้ชาย 

 

รู้จักเพื่อนเกย์จากไหน

                รู้จักกันในวงการทำงาน  วงการ NGO  รวมทั้งที่มหาวิทยาลัย

 

แว่ว ๆ ว่ามีแฟนแล้ว

                ตอนนี้โสดแล้วครับ (หัวเราะ)

 

ระหว่างมีแฟนกับโสดชอบแบบไหน

                มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย  อาจจะด้วยอายุผมด้วย ผมก็เลยเริ่มมองชีวิตครอบครัว อยากสร้างครอบครัว อยากมีครอบครัว ตัวผมเองก็อยากมีลูกด้วย ตอนนี้ทำให้ผมต้องโฟกัสไปที่ความสุขกับการทำงานจะได้ไม่เอาเวลาว่างไปนั่งคิดเยอะ  แล้วก็มองโลกในแง่ดีว่าพอถึงเวลาเดี๋ยวมันก็มีเข้ามาเอง

 

มีความคาดหวังในชีวิตครอบครัวอย่างไร

                ผมก็เหมือนคนทั่วไปที่ถูกสอนว่าครอบครัวในอุดมคติต้องแฮ้ปปี้กันไปจนถึงนาทีสุดท้ายของชีวิต  แต่ในชีวิตจริงมันไม่ใช่คือคนเราสามารถเลิกกันได้ตลอดเวลา  ถามว่าผมมีความคาดหวังอะไร  ผมก็แค่อยากได้ใครสักคนที่อยู่กับเรานานที่สุด

 

อยากมีลูกโดยวิธีไหน?

                วิธีไหนก็ได้ครับ  แต่เวลานี้สำหรับบุคคลหลากหลายทางเพศแล้วไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนก็ไม่ได้รับการยอมรับทางกฎหมายทั้งนั้น  ถ้าไปอยู่เมืองนอกก็อาจจะยังมีทางเลือกอยู่บ้าง ผมจึงตอบไม่ได้ว่าจะมีลูกโดยวิธีไหน



                [ติดตามตอนที่ 2 คลิกที่นี่]

 

 



ความคิดเห็นที่  1

ดิฉันมีเพื่อนคนนึงค่ะ เป็นทอม แต่พอคุยกันมาในเฟส ฉันสัมผัสได้ว่าเค้าเป็นผู้ชายที่อยู่ในร่างผู้หญิงค่ะ ดิฉันก้อบอกเค้าไปทาข้อความแบบนี้  เสร็จแล้ว น้องสาวมาเปิดอ่านข้อความ เพราะจำรหัสได้ คุณแม่ก็เห็นข้อความ คุณแม่บอกว่า จะพาดิฉันไปพบหมอจิตแพทย์ค่ะ ตอนนั้นโดนว่าหนักเลยค่ะ ห้ามให้คบห้ามคุยกันเลย แล้ววันหนึ่งคุณแม่ก็มาดูรายการของคุณจิมมี่ ดิฉันก็ไม่รู้นะคะ ว่าท่านจะสะกิดใจกับคำพูดของดิฉันในวันนั้นมั้งมั้ย ผู้ชายในร่างผู้หญิงไม่ใช่ทอม

Petroi   (27 พฤษภาคม 2559  เวลา 11:33:12)