Loading ...


 

ได้ไปร่วมงานนี้โดยบังเอิญเพราะเห็นประชาสัมพันธ์ในกลุ่ม Line เป็นงานฉายภาพยนตร์สารคดี 5 เรื่องที่สถานทูตเนเธอแลนด์ (อยู่แถว ๆ ถนนวิทยุ) ภายใต้ชื่องานว่า LGBTI Documentary Nightผู้มาร่วมงานส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ มีเพื่อนนักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวชาว LGBTมาร่วมด้วยส่วนหนึ่ง งานกว่าจะเริ่มจริงประมาณ 1 ทุ่ม ผู้คนมากันเนืองแน่นจนเต็มที่นั่ง
 

เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศแรกที่ออกกฎหมายแต่งงานให้กับเพศเดียวกันมาตั้งแต่ปี 2001 หรือประมาณ 17 ปีมาแล้ว  ค่ำคืนของวันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม 2561 เป็นวาระแรกที่สถานทูตเนเธอร์แลนด์แห่งนี้จัด Event พิเศษให้กับความหลากหลายทางเพศด้วยการจัดฉายหนังสารคดีเกี่ยวกับ LGBT จากประเทศต่าง ๆ จำนวน 5 เรื่องภายใต้บรรยากาศหนังกลางแปลง  มีเก้าอี้นั่งสบาย ๆ พร้อมด้วยเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวที่จะทำให้ผู้ที่มาร่วมงานดูหนังไปด้วยความรื่นรมย์
 


มีการฉายไฟสีรุ้งที่ตึกของสถานทูต

 

ศาสตราจารย์กิตติคุณ วิทิต มันตราภรณ์ ออกมากล่าวเปิดงานด้วยข้อมูลว่าในโลกเรามี 70 ประเทศที่การรักเพศเดียวกันและการข้ามเพศยังเป็นเรื่องผิดกฎหมาย  นั่นแปลว่าว่าประมาณครึ่งหนึ่งของโลกยังคงมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ลำพังมีประเทศเดียวก็แย่แล้ว นี่มีถึง 70 ประเทศ หมายความว่าเพื่อนร่วมโลกของเราจำนวนหลายล้านคนต้องถูกลงโทษเพียงเพราะเพศสภาพและเพศวิถีของพวกเขาไม่ได้เป็นไปตามบรรทัดฐานของรัฐ รัฐจึงทำร้ายพวกเขา แต่โดยความเป็นจริงแล้วมันไม่ควรเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวข้องแวะกับเรื่องเพศซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวของประชาชน รัฐควรเอาเวลาไปใจใส่เรื่องอื่นดีกว่า เช่น ปราบปรามมิจฉาชีพ อำนวยความสะดวกด้านสาธารณูปโภค แทนที่จะจับ LGBT มาลงโทษแบบนั้น ... จริงไหมคุณผู้อ่าน

 

 

Out and About   (Russia, Kenya, Indonesia ปี 2559 ความยาว 30 นาที)

            เริ่มต้นด้วยหนังเรื่องที่หนึ่ง ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ผู้กำกับตามไปเก็บภาพและเรื่องราวของคุณแม่จาก 3 ประเทศ คือ รัสเซีย เคนย่า และอินโดนีเซีย แม้จะอยู่กันคนละประเทศคนละภาษาแต่คุณแม่ทั้งสามต่างมีปฏิกิริยาที่ไม่แตกต่างกันเลยเมื่อรู้ว่าลูกรักเพศเดียวกัน
 

คุณแม่ชาวรัสเซียเล่าให้ฟังว่า “ฉันรู้สึกเบลอและตกใจสุดขีดและมึนงงราวกับสมองขาดออกซิเจนเมื่อลูกชายมาบอกกับฉันว่าเขาไม่ได้เหมือนผู้ชายทั่วไป ... เขาชอบผู้ชายด้วยกัน”
 

คุณแม่จากเคนย่าบอกว่า “ฉันร้องไห้เมื่อพบข้อความ SMSในโทรศัพท์มือถือของลูกสาวทำนองจีบกันกับเพื่อนผู้หญิงอีกคนหนึ่งฉันรู้สึกสิ้นหวังและเจ็บปวดใจอย่างรุนแรง ฉันโมโหจนทำอะไรไม่ถูก เวลานั้นฉันคิดว่าลูกทำผิด ... แต่จริง ๆ แล้วลูกแค่แตกต่างจากคนอื่น ๆ แค่นั้นเอง”
 

ส่วนคุณแม่จากอินโดนีเซียนั้นต้องเรียนรู้ในสิ่งที่มากกว่าคุณแม่สองท่านแรกเมื่อลูกชายเปิดตัวว่าเป็นเกย์และมีเชื้อ HIV  “เมื่อเป็นเช่นนี้พ่อแม่ก็พร้อมจะให้อภัยลูก ลูกเป็นแบบนี้แล้วเราจะให้อภัยลูกไม่ได้เลยเชียวหรือ เราเชื่อว่าพระเจ้าก็พร้อมจะให้อภัยลูกเช่นกัน”  นี่เป็นคำพูดของคุณแม่ชาวอินโดนีเซีย  ในส่วนนี้คุณพ่อได้เข้ามาให้สัมภาษณ์ร่วมในภาพยนตร์สารคดีนี้ด้วยถือว่ากล้าหาญมาก
 


คุณแม่ชาวรัสเซีย

คุณแม่ชาวอินโดนีเซียและสามี


เห็นได้ว่าคุณแม่ทั้งสามมีความรู้สึกที่ไม่แตกต่างกันเลย หนังค่อย ๆ เผยให้เห็นพัฒนาการของคุณแม่ทั้งสามว่าพวกเธอมีการเปลี่ยนแปลงในการยอมรับลูกที่รักเพศเดียวกันอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ตั้งแต่ตกใจ ช็อก ค่อย ๆ สงบ และยอมรับได้ในที่สุดซึ่งจัดว่าเป็นหนังที่มีพลังในการนำเสนอมากเพราะตัวหนังเปิดเผยให้เห็นว่าผู้ที่เป็นแม่นั้นรู้สึกเจ็บปวดอย่างไร ซึ่งความเจ็บปวดนี้ก็ไม่แตกต่างจากลูก ๆ ที่เจ็บปวด เมื่อแม่รู้ว่าลูกมีชีวิตที่ยากลำบาก ด้วยความรักแม่จึงเปลี่ยนผ่านความเจ็บปวดใจไปสู่การเปิดใจต่อลูกและนำไปสู่การยอมรับลูกในที่สุด
 

หนังสารคดีเรื่องนี้จึงมีพลังในการนำเสนอ ทำให้คนเข้าใจพัฒนาการด้านความรู้สึกนึกคิดของพ่อแม่ที่มีลูกเป็น LGBTรวมทั้งเข้าใจLGBTไปด้วยพร้อม ๆ กัน
 

คุณแม่ชาวรัสเซียต่อมาได้ไปขอคำปรึกษาจากบาทหลวงท่านหนึ่งซึ่งเป็นบาทหลวงที่มีความเข้าใจเรื่องครอบครัว บาทหลวงได้แนะนำว่าขอให้เธอรักและยอมรับลูก ลูกเพียงแค่แตกต่างจากชายหนุ่มคนอื่น ๆ แค่นั้นเอง ต่อมาคุณแม่ก็ไปเข้ากลุ่ม “พ่อแม่ที่มีลูกรักเพศเดียวกัน” (โดยการแนะนำของคุณลูกชายนั่นเอง) คุณแม่จึงพัฒนาความเข้าใจต่อลูกชายมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ  แต่สิ่งที่คุณแม่ต้องเผชิญเป็นภูเขาลูกสุดท้ายก็คือการมีชีวิตอยู่ในประเทศที่เป็นสังคมHomophobia(รังเกียจการรักเพศเดียวกัน) ลูกชายจึงมีความคิดว่าจะย้ายไปอยู่ประเทศเนเธอร์แลนด์หรืออเมริกาเพราะประเทศเหล่านี้เปิดกว้างต่อ LGBT ทำให้แม่รู้สึกกังวลใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อรู้ว่าลูกชายอาจจะต้องจากเธอไปอยู่ประเทศอื่น แม้ว่าลูกชายจะมีความสามารถด้านโปรแกรมเมอร์และพูดได้หลายภาษาก็ตาม
 

สำหรับคุณแม่จากเคนย่าในที่สุดเธอก็เปิดใจพูดคุยทุกสิ่งทุกอย่างกับลูก ทำให้คุณแม่เข้าใจลูกสาวมากขึ้น แต่สิ่งที่คุณแม่ต้องกังวลตามมาก็คือสังคมในเคนย่าไม่ใช่สังคมที่เป็นมิตรกับคนที่รักเพศเดียวกัน การอยู่แบบปิดบังจึงเป็นสิ่งที่ปลอดภัยกว่า เธอจึงกังวลว่าลูกสาวของเธอจะมีชีวิตอยู่อย่างอิสรเสรีได้อย่างไรท่ามกลางสังคมที่มีจิตใจคับแคบต่อเรื่องเพศแบบนี้
 

สำหรับคุณแม่จากอินโดนีเซียเธอได้สวดมนต์ภาวนาแด่พระผู้เป็นเจ้าขอให้ลูกชายของเธอมีชีวิตที่เป็นสุข เธอและสามีไม่ได้ขอพรให้ลูกหันมารักผู้หญิง และคิดว่าพระเจ้าก็คงไม่ลงโทษลูกชายของเธอ ลูกชายของเธอทุกวันนี้ทำงานให้คำปรึกษากับผู้ติดเชื้อ HIV รวมทั้งให้คำปรึกษาเรื่องเพศและเป็นนักกิจกรรมที่รณรงค์ให้คนรู้จักเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย
 

ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ถือว่าทำงานที่หินมากเพราะต้องตามไปบันทึกภาพและชีวิตส่วนตัวของทั้ง 3 ครอบครัวใน 3 สามประเทศ ซึ่งบางประเทศก็ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก  มีการดำเนินเรื่องแบบตัดภาพสลับไปมาระหว่างคุณแม่ทั้งสาม ทำให้เรื่องราวมีมิติที่น่าสนใจ
 

วิธีการเลือกประเทศก็น่าติดตามด้วยเหตุว่าทั้งสามประเทศถือเป็นประเทศที่มีระดับความรุนแรงต่อ LGBT ที่สูงเนื่องจากทั้งสามประเทศตกอยู่ภายใต้วิธีคิดเรื่องเพศที่มีอิทธิพลมาจากศาสนารวมทั้งวิถีปฏิบัติจากภาครัฐที่เป็น Homophobia  ทำให้ทั้งสามประเทศเป็นดินแดนที่ไร้ความกรุณาต่อ LGBT เมื่อเป็นเช่นนี้คนที่เป็นพ่อแม่ย่อมเผชิญกับความทุกข์ใจเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อรู้ว่าลูกรักเพศเดียวกัน
 

สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะพ่อแม่ก็รับเอาวิธีคิดเรื่องเพศมาจากศาสนาและรับคำสั่งสอนเรื่องเพศมาจากรัฐ เมื่อรู้ว่าลูกรักเพศเดียวกันพ่อแม่จึงทุกข์ใจ ดังนั้น วิธีการออกจากทุกข์ก็คือพ่อแม่ต้องหันมามาระลึกรู้ว่าพวกเขาไม่ได้ทุกข์เพราะลูกรักเพศเดียวกัน แต่ทุกข์เพราะ “วิธีคิด” ที่พ่อแม่รับมาจากศาสนาและสังคมสอนสั่งอีกที ซึ่งในหนังสารคดีเรื่อง Out and Aboutก็แสดงให้เห็นว่าคุณแม่ทั้งสามหลุดพ้นจากทุกข์ได้จากการมองเห็นว่าลูกไม่ได้ผิดแต่ “สังคม” ต่างหากที่ “คิดผิด”
 

หลังจากหนังจบ ผู้กำกับหญิง Koen Suidgeestออกมาพูดคุยเกี่ยวกับหนังของเธอพร้อมกับบอกว่าหากสนใจต้องการนำภาพยนตร์ความยาว 30 นาทีของเธอเรื่องนี้ไปฉายตามโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย หรือที่ชุมชนเพื่อการศึกษาก็สามารถติดต่อเธอได้


 

 

Neverland (Thailand ปี 2560 ความยาว 13 นาที)

            เป็นวิดีโออาร์ตจากประเทศไทยบันทึกภาพชายหนุ่มหุ่นท้วม ผมสั้น ผิวสีเข้ม นุ่งโสร่งกระโจมอกแบบสตรี เดินนวยนาดบนหาดทรายหมุนตัวไปมา เคลื่อนไหวตัวไปอย่างช้า ๆ  ด้วยเทคนิคภาพแบบ Slow Motionกิริยายาท่าทางของชายหนุ่มค่อนไปทางผู้หญิง บางครั้งเธอทำผ้าหลุดจนเห็นหน้าอกแบนราบแบบผู้ชาย  บางครั้งเธอก็เล่นกับทรายจริตจะกร้านคล้ายกับสตรีที่เริ่มแตกเนื้อสาว
 

ผู้คนที่ชายหาดส่วนใหญ่เป็นเด็ก ๆ บ้างมองด้วยความตลกขบขัน บ้างเล่นน้ำบนชายหาดต่อไปโดยไม่สนใจชายหนุ่มคนนั้น มีเสียงพูดออกไมค์สาธารณะฟังไม่ได้ศัพท์ว่าพูดอะไร แต่ไม่ใช่ภาษาไทยที่เราคุ้นเคย

 

ภาพบางซีนจาก Neverland
 

วิดีโออาร์ต (Video Art) คืองานศิลปะที่บันทึกภาพเหตุการณ์อะไรก็ได้ ไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวเหมือนภาพยนตร์ จุดมุ่งหมายของวิดีโออาร์ตคือการสะท้อนความคิดหรือสะท้อนความรู้สึกอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้นกับคนดู
 

สำหรับวิดีโออาร์ตเรื่องNeverland กำลังสะท้อนคำถามไปยังคนดูว่า  คนดูเห็นผู้ชายทำกิริยาคล้ายผู้หญิงเดินนวดนาดบนชายหาดแล้วคนดูคิดอย่างไร คนดูยอมรับได้ไหมที่เห็นชายคนหนึ่งนุ่งโสร่งเดินนวยนาดเล่นทรายทำกิริยาต่าง ๆ นานาคล้ายสตรีเพิ่งแตกเนื้อสาวแบบนั้น  เหมือนภาพวิดีโอนี้กำลังเล่นกับ  “ความอดทน”  ของคนดูว่าคนดูอดทนยอมรับได้มากน้อยแค่ไหนกับกิริยาข้ามเพศ เป็นภาพสโลว์โมชั่นความยาว 13 นาที
 

เบื้องหลังวิดีโออาร์ตเรื่องนี้ สมัคร์ กอเซ็ม ออกมาเล่าว่าเขาถ่ายทำหนังเรื่องนี้ที่ชายหาดแห่งหนึ่งใน 3 จังหวัดชายแดนใต้เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของ LGBT ในสังคมมลายู เขาจินตนาการว่าหากเกย์มุสลิมคนหนึ่งอยู่ในดินแดนที่สามารถทำอะไรก็ได้อย่างอิสรเสรีโดยไม่มีข้อจำกัดทางศาสนาแล้วจะเป็นอย่างไร Neverland จึงออกมาเป็นเรื่องราวดังกล่าว โดยมีเสียงพูดประกาศออกไมค์ภาษามลายูเป็นแบ็คกราวด์  ถือว่าเป็นวิดีโออาร์ตที่มีเรื่องราวที่น่าสนใจทีเดียว
 

สมัคร์เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่าการเป็น LGBTในดินแดนสามจังหวัดภาคใต้นั้นเป็นเรื่องอึดอัด พวกเขาไม่สามารถพูดถึงเรื่องราวของตัวเองได้และไม่มีใครอยากจะพูดถึง หากต้องการชีวิตอิสระทางเดียวที่สามารถกระทำได้คือการออกไปใช้ชีวิตที่อื่นโดยไม่ต้องกลับมาบ้านเกิดอีกเลย
 

(สามารถอ่านบทความของสมัคร์ กอเซ็มได้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Video Art ชิ้นนี้ ผ่านบทความเรื่อง “ปอแน : กับการเป็นเกย์มุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้”  จาก linkต่อไปนี้  http://www.mtoday.co.th/23342)

 


 

Over the Black Rainbow  (Indonesia ปี 2560 ความยาว 3 นาที)

            เป็นวิดีโออาร์ตเช่นกัน เป็นภาพนิ่งหลายภาพของสตรีสวมผ้าคลุมฮิญาบ หรือเธอในภาพน่าจะเป็นหญิงข้ามเพศมากกว่าจะเป็นผู้หญิง บางภาพดูออกว่าเธอคือชายที่สวมฮิญาบ ไม่รู้ว่าเพศสภาพของบุคคลในภาพนิ่งหลายภาพที่ปรากฏนั้นเป็นเพศใด ทำให้เกิดความรู้สึกฉงนฉงายแต่คนดูก็น่าจะเดาได้ไม่ยากว่านี่เป็นภาพของกะเทยหรือหญิงข้ามเพศจากประเทศอินโดนีเซีย  โดยมีเสียงร้องเพลงของผู้หญิงเป็นภาษาอินโดนีเซียไม่มีเสียงดนตรีประกอบ  ฟังไม่รู้ว่ากำลังพูดถึงอะไร


 

วิดีโออาร์ตนี้แสดงให้เห็นถึงความอึดอัดของกะเทยในอินโดที่ถูกมองว่าเป็นบุคคลไร้ตัวตน ไม่สามารถออกมาพูดหรือส่งเสียงให้คนในสังคมได้รับรู้ถึงความอัดอั้นตันใจนี้ได้เราน่าจะทราบกันดีถึงสถานการณ์อันเลวร้ายที่มีต่อ LGBTในอินโดนีเซียซึ่งมักปรากฏให้เห็นเป็นข่าวอยู่บ่อย ๆ


 

 

Open the Last Closed Door  (Vietnam  ปี 2561  ความยาว 2 นาที)

            อันนี้ก็น่าจะจัดเป็นวิดีโออาร์ตมากกว่าจะเป็นสารคดี ชายชาวเวียดนาม 2 คนเป็นเพื่อนสนิทกัน คนหนึ่งเป็นผู้ชาย คนหนึ่งเป็นเกย์ ขับขี่มอเตอร์ไซด์จากฮานอย (เมืองหลวงทางภาคเหนือของเวียดนาม) ลงไปจนถึงโฮจิมินห์ (เมืองหลวงทางภาคใต้ของเวียดนาม) เพื่อบันทึกภาพของผู้มีความหลากหลายทางเพศที่พบเจอระหว่างทาง แล้วให้พวกเขาพูดประโยคว่า “ฉันภาคภูมิใจในตัวเอง”
 

แม้จะเป็นวิดีโออาร์ตความยาวเพียง 2 นาที แต่ก็เป็น 2 นาทีที่น่าสนใจทีเดียวกับการได้เห็น LGBT ชาวเวียดนามหลายคนปรากฏตัวผ่านหน้ากล้องเพียงแว้บเดียวแล้วพูดคำว่า “I am Proud” ออกมา

 



 

Love & Other Matter(Myanmar  ปี 2558 ความยาว 38 นาที)

          นี่เป็นหนังสารคดีเรื่องสุดท้ายและมีความยาวที่สุดในงานนี้ มาจากประเทศพม่าประเทศเพื่อนบ้านของเราใกล้ ๆ แค่นี้เอง  เป็นการตามไปสัมภาษณ์ LGBT จำนวน 7 ท่านด้วยกัน  ได้แก่

            คู่รัก “หญิงรักหญิง” สูงวัย 1 คู่

            คู่รัก “หญิงรักหญิง” วัยรุ่น 1 คู่

            กะเทยสาว 1 คน

            กะเทยอาชีพทรงเจ้า 1 คน

            เกย์ 1 คน
 

คู่รักหญิงรักหญิงวัยชรา  คุณยายทอมเล่าให้ฟังว่าคุณยายเคยแต่งงานกับสาวนางหนึ่ง  หลังจากแต่งกันได้ไม่นานฝ่ายสาวก็นอกใจหนีไปกับผู้ชาย  คุณยายก็เลยขายบ้านขายทุกสิ่งทุกอย่าง  ปัจจุบันคุณยายอยู่คนเดียวในกระต๊อบแห่งหนึ่ง แม้คุณยายจะอายุ 65 ปีแล้วแต่คุณยายก็ยังดูทะมัดทะแมงและแมนมาก เป็นอะไรที่น่าสนใจที่มีการเข้าไปสัมภาษณ์วิถีชีวิตของคุณยายทอมจากพม่า ซึ่งจะว่าไปการจะไปค้นหาทอมที่อายุมากขนาดนี้เป็นสิ่งที่ยากมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบทหารแบบนี้



คุณยายทอมชาวพม่ากำลังเล่าเรื่องตัวเอง

 

มีการตามไปสัมภาษณ์ฝ่ายสาวซึ่งปัจจุบันอายุ 50 แล้ว เธอกลับเล่าว่าหลังจากแต่งงานคุณยายทอมเอาแต่ติดเหล้าเล่นการพนัน  จนเธอทนอยู่ด้วยไม่ได้จึงหนีออกมา  ทำไปทำมาเรื่องสัมภาษณ์กลายเป็นหนังคนละม้วน ไม่รู้ว่าใครพูดมุสากันแน่   แต่ที่แน่ ๆ ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าLGBT ก็ไม่ได้แตกต่างจากชายหญิงทั่วไป มีพูดปดกันบ้าง พูดไม่ตรงบ้าง เช่นเดียวกับคู่รักชายหญิงที่พูดโกหกบ้างพูดจริงบ้าง ดีต่อกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง และเลิกรากันไป นี่คือสัจธรรมของความเป็นมนุษย์
 

คู่รักหญิงรักหญิงวัยรุ่น  จากคู่รักคู่ร้างทอมดี้วัยชรา คราวนี้ไปดูคู่รักทอมดี้วัยรุ่นกันบ้าง ฝ่ายที่มีบุคลิกทอมบอกว่าไม่ค่อยชอบเวลาถูกเรียกว่า “พี่สาว” หรือ “น้องสาว” เพราะเธอรู้สึกว่าเธอไม่ได้เป็นผู้หญิงขนาดนั้น  ทั้งคู่คบกันแต่ไม่อยากให้พ่อแม่รับรู้เพราะพ่อแม่เป็นข้าราชการ
 


คู่รักทอมดี้ชาวพม่า

 

กะเทยสาว  เธอสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนติวเตอร์แห่งหนึ่ง ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าเธอเป็นหญิงข้ามเพศ เมื่อเธอแต่งหญิงแล้วเธอรู้สึกว่าเธอได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพจากคนรอบข้าง (ซึ่งคิดว่าเธอเป็นผู้หญิง) แต่ถ้ามีคนรู้ว่าเธอเป็นกะเทยเธอก็กลัวสูญเสียความเคารพเช่นกัน ที่ผ่านมาเรื่องสาหัสที่เธอต้องเผชิญก็คือพี่ชายขอให้เธอแต่งชายไปงานแต่งงานของเขา ซึ่งเธอก็ต้องแต่งชายไปตามคำขอ
 

กะเทยทรงเจ้า  เธอเป็นที่นับหน้าถือตาของคนในสังคม เพราะเธอเป็นคนแรก ๆ ที่คนจะนึกถึงเมื่อมีความทุกข์ใจ เธอบอกว่านอกจากการออกลูกแล้วเธอสามารถทำได้ทุกอย่างเช่นเดียวกับผู้หญิง
 

เกย์หนุ่ม  การมีชีวิตอยู่ของชายที่ชอบเพศเดียวกันในพม่าดูเหมือนจะไม่ได้ยากลำบากอะไรนัก ชายหนุ่มคนนี้เล่าว่าโดยปกติเมื่อรู้จักกันเขาก็ไม่ได้เปิดเผยตัวเองว่าเป็นเกย์ นอกเสียจากว่าจะมีคนถามเขาก็ตอบไปตามตรง
 

นั่นเป็นหนังสารคดีจากพม่าประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของเรา ถือเป็นหนังสารคดีที่รวบรวมบุคคลหลายหลายทางเพศได้หลากหลาย ถึงแม้หนังสารคดีเรื่องนี้จะถ่ายทำออกมาดูแล้วดูเหมือนประเทศพม่าจะไม่ค่อยมีความรุนแรงต่อ LGBTแต่ทราบหรือไม่ว่าพม่าก็มีกฎหมายลงโทษการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันผ่านมาตรา 377 ที่กล่าวว่า
 

“บุคคลใดมีเพศสัมพันธ์ที่ผิดธรรมชาติกับผู้ชาย ผู้หญิง หรือกับสัตว์ ต้องได้รับการลงโทษจำคุกหรือปรับเป็นเงิน” 
 

ซึ่งนี่เป็นกฎหมายที่เป็นมรดกตกทอดมาจากการที่อังกฤษเข้ามายึดครองเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว
 

นอกจากจะเป็นค่ำคืนที่ได้ความรู้แล้วยังได้รับความบันเทิงอีกด้วย เราหวังว่าจะมีงานแบบนี้เกิดขึ้นอีกที่สถานทูตเนเธอร์แลนด์