Loading ...

มาร็องดู – ละครแทรกสด

“เห็นฉัน ไม่เห็นฉัน”

ละครของผู้ถูกกดขี่

 

พระวรธรรม



 

เดี๋ยวนี้ละครมีพัฒนาการไปในทิศทางการนำเสนอที่หลากหลายมากขึ้น ปรกติเราดูละครเพื่อความบันเทิงและในละครเองมักจะสอดแทรกคติให้คนดูกลับไปคิดต่อที่บ้านซึ่งเป็นการสร้างเสริม “ปัญญา” ให้คนดูในแบบ Passive แบบเนียน ๆ จนบางครั้งคนดูอาจจะลืมนำกลับไปคิดที่บ้านว่าละครได้ให้ปัญญาอะไรแก่คนดูบ้างเพราะมัวแต่เพลิดเพลินไปกับความบันเทิง . การสร้างเสริมปัญญาให้คนดูบางครั้งจึงมาในรูปของการสนทนาพูดคุยหลังละครจบอันนี้เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่เราจะพบเจอบ่อย ๆ
 

แต่ถ้าหากเป็นการสร้างเสริมปัญญาให้คนดูแบบ Activeมีการเชื้อเชิญหรือเปิดโอกาสให้คนดูเข้ามามีส่วนร่วมในละครด้วยล่ะอันนี้จะยังไง ? . จะเป็นไปได้ไหมที่คนดูจะกล้าลุกขึ้นมามีส่วนร่วม ? . อันนี้น่าสนใจเพราะกำลังมีกลุ่มคนทำละครกลุ่มหนึ่งหันมาทำละครแนวนี้อยู่
 

กลุ่มละครนั้นมีชื่อว่ากลุ่มละคร “มาร็องดู” พวกเขานิยามตัวเองว่าเป็น “ละครของผู้ถูกกดขี่” จุดประสงค์คือต้องการให้คนดูเข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงทิศทางของละครให้เป็นไปในแบบที่คนดูคิดว่ามันควรจะเป็น. ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อเป็นการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของสังคมไปด้วยในตัว
 

เรื่องที่เราดูวันนั้นคือเรื่อง “เห็นฉัน ไม่เห็นฉัน” น่าสนใจตั้งแต่ชื่อเรื่องแล้ว . มันมีความเป็นปรัชญามาก . หมายถึงเราเห็นคน ๆ หนึ่งแต่เราก็ไม่ได้ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็นแม้สิ่งนั้นจะปรากฏให้เราเห็นอยู่ทนโท่ . ถือว่าเป็นการตั้งชื่อเรื่องที่มีทั้งความเป็นปรัชญาและจิกกัดเล็ก ๆ
 

การแสดงเกิดขึ้นที่ศูนย์ศิลปะแห่งกรุงเทพ ตรงข้ามมาบุญครอง . รอบที่เราดูคือวันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2562 ในโฆษณาเขายังบอกอีกว่า . “ละครแทรกสดเรื่อง ความไร้ตัวตนของคนข้ามเพศ”
 

ตอนเห็นคำว่า “ละครแทรกสด” ยังงง ๆ ว่าใครจะเข้าไปแทรกสดและเวลาแทรกสดต้องทำอย่างไร ? . ใครจะเปิดโอกาสให้แทรกสดบ้าง ? . แทรกแล้วจะทำให้ละครเสียทรงหรือเปล่า ? . คำว่า “สด” น่าจะหมายถึง Improvise ที่แปลว่าการ “ด้นสด” ใช่ไหม ? . แล้วคนทำละครจะมีวิธีการอย่างไรให้เกิดการแทรกสด ? . อันนี้ถือว่าน่าเข้าไปชมไม่น้อยเลยทีเดียว

 


 

รอบที่เราดูมีคนดูประมาณ 50 กว่าท่าน . เมื่อถึงเวลาผู้ดำเนินรายการกล่าวทักทายเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับคนดู . จากนั้นผู้ดำเนินรายการให้คนดูทักทายทำความรู้จักกับคนที่นั่งข้าง ๆ ว่าชื่ออะไร . มาจากไหน บลา บลา บลา . พอทักทายเสร็จให้ทักทายคนที่นั่งถัดไป ... คนดูก็ทำตามอย่างเขิน ๆ ขำ ๆ เพราะมันไม่ใช่สิ่งปกติที่เวลาเราไปดูละครแล้วจะมาถามไถ่ชื่อกัน . แต่อย่างน้อยก็ทำให้คนดูที่ไม่รู้จักกันได้ทำความคุ้นเคยกันในระดับหนึ่ง
 

จากนั้นผู้ดำเนินรายการให้คนดูลองวาดมือข้างซ้ายเป็นวงกลมในอากาศ . ส่วนมือข้างขวาวาดเป็นรูปสามเหลี่ยมในอากาศไปพร้อม ๆ กัน มันจะทำยากหน่อย . แต่ได้ผล . ได้ผลตรงความรู้สึกร่วมของคนดูที่จะรู้สึกขำ ๆ ตลก ๆ ร่วมกัน . อันนี้ก็เป็นอีกอันหนึ่งของการไปดูละครที่เรามักไม่ทำกัน
 

               สุดท้ายผู้ดำเนินรายการบอกกับคนดูว่า

               “แม้ว่ามันจะยากแต่ก็เห็นได้ว่าทุกคนสามารถทำได้ . มันก็เหมือนกับชีวิตคนเราเมื่อเจออะไรยาก ๆ บางทีเราคิดว่าเราทำไม่ได้แต่ในที่สุดเราก็สามารถทำได้”
 

ถือเป็นการเกริ่นนำที่ผู้ดำเนินรายการได้ “ปู” ความคิดอะไรบางอย่างให้กับคนดูได้อย่างมีเลศนัย
 

ทั้งสองกิจกรรม (คนดูทักทายกันเอง, การวาดมือในอากาศ) ถือเป็นการละลายพฤติกรรมคนดูที่คนดูอาจไม่ทันรู้ตัว . และอย่างน้อยทำให้คนดูรู้สึกปลอดภัยที่จะแสดงออก. จากนั้นผู้ดำเนินรายการก็พาคนดูเข้าสู่การชมละครเสียที
 

ละครที่นำเสนอในวันนั้นมี 2 เรื่องที่ซ้อนทับกันอยู่ . เรื่องแรกเป็นเรื่องของ “พลอย” ชายข้ามเพศที่แม่ไม่ยอมรับในตัวตนของเขาซึ่งเขากำลังทำการข้ามเพศผ่านการเทคฮอร์โมน . เราลองไปดูละครเรื่องที่หนึ่งกันเลย
 

พลอยฉากที่ 1:  แม่ซื้อกระโปรงชุดมาให้พลอยเพื่อไปงานแต่งของเชอร์รี่ลูกสาวเพื่อนแม่ . ละครแสดงความขัดแย้งระหว่างแม่กับพลอยเมื่อแม่ต้องการให้พลอยสวมกระโปรงชุด . พลอยไม่ชอบแต่พลอยก็ต้องใส่
 


 

พลอยฉากที่ 2: พลอยไปสมัครงาน . ฝ่ายบุคคลพูดจาเหยียดพลอยว่าเป็นผู้หญิงทำไมแต่งตัวเป็นผู้ชาย . เป็นผู้หญิงดี ๆ ไม่ชอบ อยากจะเป็นผู้ชาย

พลอยฉากที่ 3: เพื่อนของแม่พลอยมาหาที่บ้าน . แม่กับเพื่อนแม่กำลังนั่งคุยกันในห้องรับแขก . พลอยเดินเข้ามาพอดี เพื่อนแม่เห็นพลอยลักษณะภายนอกเปลี่ยนเป็นผู้ชายไปแล้วจึงพูดจาเหน็บแนมว่า . “อ้าว นี่มีลูกชายแล้วหรอดีเนอะ” .  และยังพูดจาเสียดสีพลอยอีกหลายประโยค ทำให้แม่และพลอยรู้สึกไม่ดี
 

หลังจากจบละครเรื่องที่ 1 แล้วก็ต่อด้วยละครเรื่องที่ 2

เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องของ “ทาม” ชายผู้มีคนรักเป็นเพศเดียวกันชื่อต้น . ทามทำงานในออฟฟิศที่เต็มไปด้วยเพื่อนร่วมงานเหยียดเพศที่มักพูดจาเหยียดเกย์ว่า “พวกสายเหลือง” . “ระเบิดถังขี้” . ทำให้ทามต้องเก็บตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ . เรื่องราวของ “ทาม” และ “พลอย” เป็นเรื่องที่ซ้อนทับกัน . บางฉากของทามจึงเป็นฉากเดียวกับพลอย
 

ทามฉากที่ 1: ทามกำลังนั่งอยู่ในท่ามกลางการสัมภาษณ์งานกับเพื่อนกรรมการอีก 2 คน . พลอยเข้ามาเพื่อเข้ารับการสัมภาษณ์จากบุคคลทั้ง 3 พอกรรมการอีก 2 ท่านเห็นชื่อนำหน้าไม่ตรงกับเพศก็เริ่มเหยียดทันที . “นี่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเนี่ยะ” . ขณะนั้น . “ทาม” . อยู่ในสถานการณ์ที่ถูกกดทับเมื่อเพื่อนกรรมการอีก 2 คนพูดจากเหยียดพลอย . ทามจึงร่วมเหยียดพลอยไปด้วยทั้ง ๆ ที่ทามก็เป็นเกย์
 


 

ทามฉากที่ 2 :   (เป็นฉากร่วมกันระหว่างพลอยกับทาม) พลอยเข้าห้องน้ำคนพิการ . พลอยเดินออกมาเจอกรรมการที่สัมภาษณ์เมื่อกี้ . กรรมการทักว่า “อ้าวเป็นผู้หญิงทำไมไม่เข้าห้องน้ำผู้หญิง . มาเข้าห้องน้ำคนพิการทำไม” พลอยรีบเดินจากไป . กรรมการท่านนั้นเป็นคนพิการ . เขาเลื่อนวีลแชร์เข้าไปในห้องน้ำ ... จากนั้นทามเดินมาที่หน้าห้องน้ำพบกับต้น (คนรัก) เดินมาพอดี . ทามรู้สึกหงุดหงิดที่ต้นมาหาเขาถึงที่ทำงานเพราะเขาเกรงว่าคนที่ออฟฟิศจะรู้ว่าเขามีแฟนเป็นผู้ชาย ทามจึงทะเลาะกับต้นเพียงเพราะต้นมาหาเขาถึงออฟฟิศ
 

สักครู่เพื่อนร่วมงานคนเดิมนั่งวีลแชร์ออกมาจากห้องน้ำพบทามพอดี . จึงทักทายทามพร้อมกับพูดนินทาพลอยที่มาสัมภาษณ์งานว่าเป็นผู้หญิงไม่ยอมเข้าห้องน้ำผู้หญิงแต่ดันมาเข้าห้องน้ำคนพิการ . แล้วยังเสียดสีถากถางพลอยว่าเป็นผู้หญิงดี ๆ ไม่ชอบ ๆ ทำตัวข้ามเพศ จากนั้นก็พูดเลยเถิดไปถึงระเบิดถังขี้ . ทำให้แฟนทามที่อยู่ยืนด้วยรู้สึกไม่ดี . หนำซ้ำเพื่อนร่วมงานถามทามว่านั่นใคร . ทามกลับตอบว่า “เป็นเพื่อน”
 

ทามฉากที่ 3 : ทามกลับมาบ้านเห็นต้นกับกระเป๋าเดินทาง . ทามถามต้นว่าจะไปไหน . ต้นตอบว่าถึงเวลาแล้วที่เขาควรจะไป . แล้วทั้งสองก็มีปากเสียงกันด้วยเรื่องที่ทามไม่สามารถเป็นตัวของตัวเอง . ทามยืนยันว่าเป็นความผิดของต้นที่ไปเยี่ยมเขาที่ออฟฟิศเพราะเขาห้ามไม่ให้ต้นไปเยี่ยม . ในขณะที่ต้นรู้สึกว่าตัวเขาเป็นฝ่ายผิดมาตลอดจึงคิดว่าเขาควรจะไปจากทามเสียที
 

เมื่อละครทั้งสองเรื่องจบ  (กินเวลาประมาณ 45 นาที) ผู้ดำเนินรายการออกมาทักทายคนดูอีกครั้งพร้อมกับตั้งคำถามกับคนดูโดยเริ่มจากคู่กรณี “แม่กับพลอย” ว่า . “ใครผิด ?”
 

คนดูร่วมกันแสดงความเห็นว่าแม่ควรเข้าใจลูก .. บ้างก็ว่าลูกควรเข้าใจแม่ ... คนดูแสดงความเห็นหลากหลายความคิด เป็นการให้คนดูค่อย ๆ ตามประเด็นไปด้วยกันผ่านการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ผู้ดำเนินรายการพยายามตบประเด็นให้เข้าเรื่องเมื่อเห็นว่าคนดูเริ่มแสดงความเห็นออกนอกทิศทางที่ควรจะไป
 

แล้วผู้ดำเนินรายการก็หันมาถามเรื่องของ “ทาม” ว่าต้นกับทามเป็นคู่รักกันแล้วใครเป็นฝ่ายผิด ?  คู่รักคู่นี้ควรจะไปต่อหรือควรจะเลิกกันดี ? เหมือนกันคือคนดูต่างแสดงความเห็นกันไปต่าง ๆ นานา เป็นการค่อย ๆ ให้คนดูมีส่วนร่วมผ่านการแสดงความคิดเห็นและค่อย ๆ ตามประเด็นในละครไปด้วยกัน ขณะเดียวกันผู้ดำเนินรายการพยายามตบให้เข้าประเด็นหากมีการแสดงความเห็นที่หลุดไปจากประเด็นที่ต้องการให้คนดูไปถึง
 

จากนั้นผู้ดำเนินรายการบอกกับคนดูว่าเดี๋ยวเราจะแสดงละครกันอีกครั้งแต่จะเลือกเอาฉากบางฉากออกมาแสดงซ้ำ . ถ้าท่านผู้ชมรู้สึกว่าตรงไหนดูแล้วไม่ OK ดูแล้วละครมันควรมีการปรับเปลี่ยนใหม่ก็ให้ส่งสัญญาณด้วยการยกมือ “ปฏิเสธละคร”
 

แล้วผู้ดำเนินรายการก็เลือก “พลอย ฉากที่ 1” นักแสดงชุดเดิมออกมาแสดง พลอยนั่งอยู่ แม่เดินออกมาพร้อมกระโปรงชุดที่เตรียมให้พลอยใส่ในวันแต่งงานของลูกสาวเพื่อน เป็นการเล่นซ้ำเหมือนตอนแรก ... คนดูยกมือขึ้นหนึ่งคน . ผู้ดำเนินรายการเชิญคนดูที่ยกมือออกมาพูดคุยว่ารู้สึกไม่ OK ตรงไหน ? คนดูตอบว่าไม่OKตรงบทบาทของพลอย . ผู้ดำเนินรายการถามต่อว่าต้องการเป็นตัวละครตัวไหน ? คนดูตอบว่าต้องการแสดงเป็น “พลอย”  ผู้ดำเนินรายการจึงให้คนดูแสดงเป็น “พลอย” แล้วให้คนดูสร้าง Dialogue(บทสนทนา) ด้วยตนเองสด ๆ ทันที
 

คนดูรับบทเป็น “พลอย” เธอปฏิเสธท่าทีของแม่ที่พยายามให้พลอยสวมชุดด้วยคำพูดที่เธอคิดเองสด ๆ
 

อันนี้เองที่เขาเรียก “ละครแทรกสด” คือละครย้อนกลับไปแสดงฉากเดิมแล้วให้คนดูลุกขึ้นมาเป็นตัวละครที่ถูกกดขี่ . แล้วเปลี่ยนตัวละครตัวนั้นให้กลายเป็นตัวละครที่มี “อำนาจภายใน” ขึ้นมา .เมื่อแสดงจบผู้ดำเนินรายการถามคนดูที่ออกมาแสดงด้วย 2 คำถามว่า “ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการไหม ?”  “ได้ทำอะไร ?”
 

มีการหยิบยกเอาฉากในละครออกมาแสดงซ้ำประมาณ 5 ถึง 6 ฉาก โดยบทบาทที่คนดูจะลุกขึ้นมาแสดงแทนคือตัวละครหลักคือ “พลอย” , “ทาม” และ “ต้น”  เนื่องจากตัวละครสามตัวนี้เป็นตัวละครที่ตกอยู่ในภาวะไร้อำนาจและตัวละครสามตัวนี้มีลักษณะร่วมกับคนดูตรงที่เป็นฝ่ายถูกกระทำ จึงมีคนดูออกมาร่วมแสดงอย่างน้อย 5-6 ท่าน แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 10 นาที
.

คนดูแต่ละท่านที่ลุกขึ้นมาแสดงนอกจากจะสร้างตอนจบที่เปลี่ยนไปแล้วยังเพิ่มสีสันและสร้างอารมณ์ร่วมไปกับผู้ชมด้วยเป็นอย่างสูง มีความน่าตื่นตะลึง ซาบซึ้งและร่ำรวยไปด้วยอารมณ์ขัน บางครั้งนักแสดงหลักก็ปล่อยมุกออกมาสร้างความรู้สึกร่วมกับคนดูที่ขึ้นไปแสดง การแทรกสดจึงสนุกสนาน ตื่นเต้น เร้าใจว่าคนดูที่ลุกขึ้นไป “แทรกสด” นั้นจะโต้ตอบด้วยคำพูดและกิริยาท่าทางอย่างไร
 

แต่เหนือสิ่งอื่นใดนอกจากอารมณ์ร่วมที่คนดูได้รับแล้วจุดสำคัญของละครอยู่ที่การดึงคนดูเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบตอนจบของละครว่ามันควรจะจบแบบไหน . จบอย่างไร . ตามที่คนดูอยากให้เป็นซึ่งอันนี้เรียกว่าเป็นการ Empower คนดูได้ดีมาก ๆ ทีเดียว
 

Empower คือการทำให้คนที่ถูกกดขี่สามารถฟื้นอำนาจภายในตัวเองขึ้นมา ให้คนที่ถูกกดขี่ได้ใช้คำพูด, อารมณ์, ความรู้สึกอันเป็นเป็นคำพูดและความรู้สึกที่คน ๆ นั้นไม่เคยแสดงออกมาก่อนแต่มีโอกาสแสดงออกผ่านบทบาทสมมติที่ตนลุกขึ้นมาแสดง จึงทำให้คนดูรู้สึกปลดปล่อยและเชื่อมั่นในพลังภายในที่ตนเองมี
 

การที่ละครเปิดโอกาสให้คนดูมีส่วนร่วมในละครเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้คนดูได้ร่วมแสดงบทบาทสมมติ หรือ Role Play
 

ในการช่วยเหลือผู้ถูกกดขี่ให้มีอำนาจภายในขึ้นมานั้นการแสดงบทบาทสมมติ (Role Play) จัดเป็นวิธีการหนึ่งที่ทรงพลังเพราะเป็นการจำลองสถานการณ์ให้ผู้ถูกกดขี่ได้ลองพูดหรือทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อน . ทั้งบทสนทนาก็สร้างขึ้นมาเองในขณะนั้น (Improvise) . การแสดงออกทางกาย . คำพูด และน้ำเสียงเป็นสิ่งที่ผู้ถูกกระทำได้แสดงออกมาอย่างตรงไปตรงมาในการแทรกสด
 

คนดูที่ลุกขึ้นมาแสดงในวันนั้นบางท่านจึงร้องไห้จริง ๆ เพราะสถานการณ์ของละครมีส่วนร่วมไปกับประสบการณ์ตรงของคนดู . ในเมื่อตรงกับประสบการณ์ของคนดูจึงเป็นไปได้ที่คนดูจะรู้สึกอินไปกับสถานการณ์ตรงนั้นจริง ๆ จึงทำให้เกิดการปลดปล่อยความรู้สึกออกมา
 

ถือว่าเป็นละครที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้คนดูไม่น้อยเลยทีเดียว . เป็นการให้ปัญญาคนดูแบบ Active ที่ยังไม่เคยเห็นละครที่ไหนมีการ “เล่น” กับคนดูโดยตรงขนาดนี้ . เรียกว่าเป็นละครที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมมากทีเดียว

 

ข้อสังเกต ประการเกี่ยวกับละครแทรกสด
 

1.) ต้องเป็นห้องแสดงละครไม่ใช่โรงละคร

สถานที่ ๆ เราเข้าไปชมละครในวันนั้นเป็นห้อง 4 เหลี่ยมธรรมดา ๆ ไม่ใช่โรงละคร . ถ้าเป็นโรงละครจะไม่สามารถทำการแสดงละครแทรกสดได้เพราะโรงละครจะมีพื้นที่ที่ไม่เท่ากันระหว่างเวทีกับคนดู . การใช้ห้องแสดงละครที่มีพื้นระนาบเดียวกันระหว่างคนดูกับนักแสดงทำให้คนดูรู้สึกเท่าเทียมกับนักแสดง . เมื่ออยู่ในระนาบเดียวกันจึงเป็นเรื่องสะดวกและทำให้คนดูมีความกล้าที่จะลุกขึ้นมาแสดง แต่ถ้าเป็นโรงละครที่มีเวทีจะไม่สามารถทำละครแทรกสดได้เพราะเวทีได้สร้างระยะห่างและความสูงต่ำระหว่างนักแสดงกับคนดูไปเรียบร้อยแล้ว

 

2.) ผู้ดำเนินรายการต้องเป๊ะ                

ผู้ดำเนินรายการต้องมีความแม่นยำในประเด็นที่กำลังนำเสนอว่าต้องการให้คนดูไปยังทิศทางไหน . เป็นผู้มีจิตวิทยาในการเล่นกับคนดู . มีอารมณ์ขัน . มีวาทศิลป์ . สามารถทำให้คนดูรู้สึกปลอดภัย . ทำให้คนดูรู้สึกเชื่อใจว่าลุกขึ้นไปแสดงแล้วจะไม่ถูกทำให้เป็นตัวตลกเหมือนรายการเกมโชว์ในทีวีที่ชอบทำให้คนกลายเป็นตัวตลก .ซึ่งผู้ดำเนินรายการในวันนั้นสามารถทำหน้าที่ได้ดีมาก

 

 

3.) คนดูมีจำนวนมากพอในระดับหนึ่ง มีความกล้าระดับหนึ่ง

ถ้าคนดูมีจำนวนน้อยเกินไปก็อาจเป็นอุปสรรคต่อละครแทรกสด . เพราะในจำนวนคนดูจำนวนน้อยนั้นอาจจะมีคนไม่กล้าลุกขึ้นมาแทรกสดเลย . หรืออาจมีคนดูที่มีความรู้สึกร่วมกับละครในจำนวนที่น้อยตามจำนวนคนดู . และหากยิ่งมีคนดูจำนวนมากก็ยิ่งมั่นใจได้ว่าในคนดูจำนวนมากนั้นย่อมมีคนที่กล้าลุกขึ้นแทรกสดและรู้สึกร่วมไปกับละครแน่นอน . แต่ถ้าคนดูจำนวนมากเกินไปก็อาจเป็นอุปสรรคได้เช่นกัน . ดังนั้นจำนวนคนดูที่เหมาะสมกับละครแทรกสดอย่างน้อยควรมีประมาณ 50-60 คน . และขนาดของห้องก็ไม่ควรเล็กหรือใหญ่เกินไป

 

4.) เนื้อหาของละครมีส่วนร่วมกับประสบการณ์ของคนดู

ถ้าเนื้อหาของละครไม่ได้มีส่วนร่วมกับประสบการณ์ของคนดูเชื่อว่าการแสดงละครอาจจะ “แป้ก” ก็ได้ แต่การสร้างบท . การเลือกฉาก . เลือกสถานการณ์ของละครในวันนั้นถือว่าตรงประเด็นมาก . ทำให้คนดูรู้สึกมีส่วนร่วมไปกับละครจนมีคนลุกขึ้นมาร่วม “แทรกสด” แต่ก็มีบางจังหวะที่คนดูไม่ลุกขึ้นมาร่วมแทรกสด . ผู้ดำเนินรายการจึงต้องทำงานหนักขึ้นมาอีกนิดเพื่อกระตุ้นให้คนดูลุกขึ้นมามีส่วนร่วมซึ่งก็ถือว่าผ่านไปด้วยดี

 

5.) จังหวะของเวลาและยุคสมัย

การนำละครแทรกสดที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ LGBTมานำเสนอในช่วงเวลานี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะปัจจุบันนี้เป็น พ.ศ.2562 แล้ว . สังคมไทยผ่านร้อนผ่านหนาวไปกับประเด็น LGBTมาได้ 20 ปีแล้วถ้านับตั้งแต่ พ.ศ.2542 ที่มีการห้าม LGBTมาเป็นครูโดยสถาบันราชภัฏ . จากนั้นสังคมไทยเริ่มเรียนรู้มากขึ้นว่าการมีอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่าง . การมีความสัมพันธ์กับเพศเดียวกันเป็นสิทธิและเสรีภาพอย่างหนึ่ง . ทุกวันนี้ผู้คนจึงไม่จำต้องปกปิดตัวตนทางเพศของตนอีกต่อไป . การมีละครแทรกสดในประเด็น LGBTในช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเมื่อผู้คนพร้อมจะลุกขึ้นมาแสดงบทบาทและเปิดเผยตัวตนว่าพวกเขาไม่ได้เป็นไปในแบบที่คุณเห็นจากภายนอก . พวกเขาสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ในพื้นที่สาธารณะโดยไม่ต้องกลัวการตัดสินอีกต่อไป . พวกเขาจึงกล้าลุกขึ้นมาร่วมเล่นไปกับ “ละครแทรกสด” ได้อย่างไม่เคอะเขิน

 

 

ทั้งหมดนี้เป็นรูปแบบใหม่ของ “ละครแทรกสด” ที่พยายามเข้าไปเปลี่ยนแปลงสังคม . แต่จะเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยแค่ไหนคนดูเท่านั้นเป็นผู้ตัดสิน




ข้อคิดจากละคร: ประเด็นเรื่อง “อคติต่อคนข้ามเพศ” ที่แม่ของพลอยมีต่อพลอยหรือแม้แต่ทามที่เป็นเกย์ก็ยังมี “อคติต่อเกย์” เหล่านี้เกิดจากพวกเขาซึมซับเอา “อคติต่อLGBT”. ที่กระจัดกระจายอยู่ในสังคมเข้ามาไว้ในตัวโดยไม่รู้ตัว

               อคติเหล่านี้อาจจะสั่งสมมาในตัวพวกเขาตั้งแต่เด็ก ๆ . มาจากการสั่งสอนภายในครอบครัว, มาจากโรงเรียน, ครูอาจารย์, หนังสือแบบเรียน, หนังสือพิมพ์, ข่าวในทีวี, รายการวิทยุ, ละครหลังข่าว, ภาพยนตร์, คำสอนศาสนา, เพื่อนบ้าน, เพื่อนร่วมงาน ฯลฯ

               จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นว่าแม้แต่ LGBTเองก็ยังมีอคติเหล่านี้ซึมซับอยู่ในวิธีคิดและการกระทำ . ทางออกของเราคือเราต้องเป็นผู้ให้ความรู้ที่ปราศจากอคติ . สร้างความเข้าใจใหม่ ๆ ให้กับคนรอบ ๆ ตัว . หรือลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงบทละครที่เรากำลังถูกกระทำให้กลายเป็นผู้มีอำนาจภายในขึ้นมา . เหมือนอย่างที่ละครแทรกสดได้เชื้อเชิญให้คนดูได้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงบทละครไปพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ...

               แล้วคุณล่ะ ... พร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนแปลงบทละครที่คุณกำลังแสดงอยู่ให้เป็นไปในแบบที่คุณต้องการ ?