Loading ...
เกษมศรี อัศวศรีพงศ์ธร กับงานปั้นดินให้เป็นดาว สร้างครูพันธุ์ใหม่ ที่เข้าใจเรื่องเพศอย่างรอบด้าน
เกษมศรี อัศวศรีพงศ์ธร กับงานปั้นดินให้เป็นดาว
สร้างครูพันธุ์ใหม่ ที่เข้าใจเรื่องเพศอย่างรอบด้าน
เกษมศรี อัศวศรีพงศ์ธร
สาขาจิตวิทยาและการแนะแนว มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
ื“...อย่าไปท้อถอยกับอาชีพครู ดิฉันเองสอนเด็กห้องหนึ่ง ๕๐ คน เวลาสอน เราเชื่อเสมอว่าจะได้เจอเพชรในห้องนั้น อย่างน้อยรุ่นหนึ่งได้มา ๕ คนก็พอแล้วสำหรับดิฉัน...”
      เกษมศรี อัศวศรีพงศ์ธร อาจารย์ประจำสาขาจิตวิทยาและการแนะแนว ในฐานะหัวหน้าโครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจ อบรมวิชาเพศศึกษารอบด้าน มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ให้ความหมายของอาชีพครู ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นทางเลือกสุดท้ายของเด็กที่ “ไม่รู้จะไปเรียนอะไรดี” ว่า

     “เราพยายามปลูกฝังเด็กที่เรียนคณะศึกษาศาสตร์ว่า คนที่เป็นครูนั้น คุณไม่ได้กำลังสอนหนังสือ แต่กำลังสอนคนให้เป็นมนุษย์ อะไรก็ตามที่คุณช่วยคนให้เป็นมนุษย์ได้ คุณก็ได้กุศลไปด้วย มันอาจจะไม่ได้ออกมาในรูปเงินทอง แต่คุณกำลังทำหน้าที่ของครูอย่างแท้จริง”
     เกษมศรีย้อนความหลังถึงการเข้ามาเป็นหัวโครงการก้าวย่างฯ ว่าเกิดขึ้นเพราะความบังเอิญที่สอดคล้องกับความสนใจ

     “ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ มาแล้ว ดิฉันได้เสนอหัวข้อวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศศึกษารอบด้าน เกี่ยวกับเรื่องการเสริมสร้างความยับยั้งชั่งใจที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมด้านเพศสัมพันธ์ เพราะอยากทำวิจัยที่ได้ช่วยเหลือเด็กจริงๆ ไม่อยากทำงานวิจัยขึ้นหิ้ง ซึ่งเอาไปใช้ไม่ได้ ตอนเริ่มทำโครงการวิจัย ก็พอดีกับโครงการก้าวย่างฯ เข้ามา ในที่ประชุม คณบดีถามว่าใครอยากทำ เราก็เลยยกมือว่าสนใจ เพราะตรงกับงานวิจัยที่เรากำลังจะทำพอดี เลยทำให้เราได้เข้ามาทำงานจนทุกวันนี้”

     แม้จะคลุกคลีอยู่ในวงการครูมาถึง ๓๐ ปี เกษมศรีก็พบว่าตนเองสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากการทำงานร่วมกับก้าวย่างฯ และจากสายตาของผู้มีประสบการณ์ที่สร้างลูกศิษย์ให้เป็นครูมานับไม่ถ้วน สิ่งที่เธอสะท้อนออกมา ทำให้เราเข้าใจได้ว่า เหตุใดครูส่วนใหญ่จึงยังกังวลใจกับอาการ “กลัวสอนไม่ทัน”

     “ดิฉันยอมรับว่า ตัวเองรู้สึกดีกับเนื้อหาเพศศึกษารอบด้านของก้าวย่างฯ เพราะทำให้เรากับผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันอย่างแท้จริง โดยปกติ นักศึกษาที่มาเรียนในระดับอุดมศึกษา เขาจะมาหาวิธีการสอน ซึ่งในที่สุด เขาก็ต้องยึดตามแบบอาจารย์ในมหาวิทยาลัย แต่รูปแบบส่วนมากที่เขาพบก็คือ การบรรยาย ทั้งที่เวลานิเทศ เราก็เน้นเสมอว่าครูต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมสอน ต้องมีการเตรียมงานก่อน เช่น การเลือกใช้สื่อ การเตรียมใบงานที่สอดคล้องกับผู้เรียน แต่ในความจริง แทบไม่เกิดกระบวนการเหล่านี้เลย โดยเฉพาะในวิชาหลักๆ เพราะประเทศเราเน้นแต่เรื่องเนื้อหา แบบเดียวกับเวลาลงฝึกสอนจริงๆ เด็กก็ยังกังวลอยู่แต่กับเรื่องเนื้อหานะ กลัวว่าจะสอนไม่ทัน

     “ขณะที่เราไปดูงานเมืองนอก โจทย์คณิตศาสตร์ข้อหนึ่ง เขาให้เวลาเด็กทำตั้งสี่ชั่วโมง เพราะเขาให้น้ำหนักกับกระบวนการให้ได้มาซึ่งคำตอบ ดังนั้น กระบวนการของก้าวย่างฯ เลยกลายเป็นตัวอย่างให้เขาได้เห็น และนำไปใช้สอนในห้องเรียนจริงได้ว่า ทำอย่างไรจึงเรียกว่าเป็นการสอนแบบผู้เรียนมีส่วนร่วม”

     แม้ข้อสรุปของเกษมศรีต่อเรื่องระบบการศึกษาในบ้านเราคือ “ยังต้องเปลี่ยนอีกเยอะ” แต่เธอก็มีความหวังกับครูพันธุ์ใหม่ที่ถูกเพาะขึ้นมา จากการได้เรียนวิชาเพศศึกษาแบบ “จิตอาสา” สองรุ่นแล้ว
     “เด็กที่มาเรียนคณะศึกษาศาสตร์ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ได้รับทุนการศึกษา และรู้ตัวว่าต้องจบออกไปเป็นครู เพราะฉะนั้น เด็กกลุ่มนี้จึงเป็นเด็กเรียนดีและมีความตั้งใจมาก เราก็เลยเลือกอบรมให้เด็กปี ๓ ในรุ่นแรก เพราะเด็กต้องออกไปฝึกสอนในปีสี่ ซึ่งวิธีการของเราในการคัดเลือกคนเข้าอบรมคือใช้วิธีประกาศรับสมัคร ก็มีมาประมาณ ๕๐ คน เป็นเด็กเอกอังกฤษ กับ เด็กเอกภาษาไทย

     หลังจากผ่านการเรียนในเทอมสองแล้ว เขาก็ออกไปฝึกสอนในวิชาหลักตามโรงเรียนต่างๆ แล้วก็ต้องสอนวิชาเพศศึกษาด้วย เท่าที่ถามดู โดยส่วนใหญ่เด็กมักได้สอนในชั่วโมงชุมนุม หรือชั่วโมงแนะแนวของโรงเรียน มีน้อยมากที่จะได้สอนเรื่องเพศศึกษารอบด้านในวิชาสุขศึกษา ซึ่งเด็กที่ฝึกสอนก็จะไปประสานงานกับโรงเรียนว่าจะจัดสอนวิชาเพศศึกษาคู่กับวิชาเอกของตัวเองอย่างไรได้บ้าง เด็กเหนื่อยมากขึ้นนะเพราะต้องสอนสองวิชาควบ แต่พวกเขาน่ารักมาก และเต็มใจสอนกันเต็มที่”

     หลังจากรุ่นแรกได้เรียนวิชาเพศศึกษาในปีสาม รุ่นที่สองกลับได้เรียนตั้งแต่เข้าในรั้วมหาวิทยาลัยในปีแรก เพราะเธอประเมินแล้วว่าถ้าเรียนหลังจากนั้น อาจจะช้าเกินไป เนื่องจากพฤติกรรมของนักศึกษาทุกวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งทำให้เด็กมีโอกาส “เสี่ยง” เร็วขึ้น “หลังๆ มานี้ เราได้ข้อมูลว่า เด็กที่มาเรียนที่นี่ มีบางส่วนจะย้ายหอไปอยู่ด้วยกันเป็นคู่เร็วขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก จากเดิมที่มักย้ายไปอยู่ด้วยกันก็เมื่อขึ้นปีสองหรือปีสาม แต่มาช่วงปีหรือสองปีนี้ เราพบว่าเด็กย้ายไปอยู่ด้วยกันตั้งแต่ปีหนึ่ง เทอมสองแล้ว เราก็เลยเปลี่ยนให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องนี้เร็วขึ้น”
     แม้รูปแบบการสอนเพศศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏสองรุ่นที่ผ่านมามีลักษณะเป็น “จิตอาสา” คืออาศัยการชักชวน หว่านล้อมของครูเป็นหลัก ไม่มีการวัดผลหรือให้คะแนน แต่ก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้เรียน จะมีขาดเรียนบ้างก็ช่วงที่มีสอบ และจากการจัดให้มีชั้นเรียนเพศศึกษา ทำให้เกษมศรีพบว่าสามารถนำไปต่อยอด เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาแก่ตัวผู้เรียนได้อีกหลายทาง

     “ตัวดิฉันเองเห็นประโยชน์เรื่องนี้อยู่แล้ว พอได้เข้าร่วมกระบวนการของก้าวย่างฯ ก็ทำให้เราได้เรียนรู้มากขึ้นในเรื่องการจัดการชั้นเรียน หนึ่งในงานที่ถือเป็นการต่อยอดของการทำโครงการก้าวย่างฯ คือการทำวิจัย เรื่องการเสริมสร้างความยับยั้งชั่งใจที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมด้านเพศสัมพันธ์ของนักศึกษาในคณะ ซึ่งผลจาการวิจัยเราก็พบว่า การฝึกอบรมโดยใช้หลักสูตรเพศศึกษารอบด้านนั้น ทำให้เด็กนักศึกษาชั้นปีที่ ๑ ของคณะเราเกิดความยับยั้งชั่งใจที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมด้านเพศสัมพันธ์
     นอกจากนั้น เนื่องจากการทำงานกับก้าวย่างฯ เป็นการทำงานเป็นทีม ดิฉันก็ต้องหาแนวร่วม โดยไปชักชวนเพื่อนครูทั้งหลายให้มาเข้าร่วมอบรม หลังจากนั้น ดิฉันเห็นว่าถ้าจะให้ยั่งยืน ไม่ต้องคอยเกลี้ยกล่อมหาคนมานั่งเรียน เราก็ต้องทำให้มีวิชานี้อยู่ในหลักสูตร ซึ่งก็กำลังผลักดันกันอยู่ว่าจะเปิดวิชาเพศวิถี โดยให้อยู่ในหลักสูตรจิตวิทยาองค์การของคณะเรา เนื่องจากมีครูที่ผ่านการอบรมมาหลายคน ช่วยกันสอนได้อยู่แล้ว นอกจากนั้น ก็กำลังเขียนโครงการเพื่อขออนุมัติจากผู้บริหาร ใช้สถานที่เปิดเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนในคณะของเรา ซึ่งเรื่องหลังนี้คงต้องรอฟังผลว่าจะเป็นอย่างไร”
     นอกเหนือจากการขยายผลการจัดการสอน โดยผลักดันให้เกิดเป็นวิชาที่มีการวัดผลเป็นคะแนนแล้ว เธอยังมีโครงการฯ ที่จะขยายผลกิจกรรมการสอนโดยใช้งบประมาณขององค์กรต่างประเทศที่ให้ความสนใจในเรื่องการสอนเพศศึกษารอบด้าน ซึ่งเธอก็ขออนุญาตมา ณ ที่นี้ว่าจะขอนำหลักสูตรก้าวย่างไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อนำไปใช้สอนในต่างประเทศด้วย

เมื่อถูกถามถึงสิ่งที่อยากเห็นเพิ่มเติมจากการประสานงานร่วมมือกันระหว่างเธอในฐานะผู้เพาะพันธุ์ครูกับโครงการก้าวย่างฯ ว่าควรเป็นไปในทางใดอีกบ้าง เธอฝากบอกถึงความคาดหวังในเรื่องการช่วยกระตุ้นรณรงค์ผ่านสื่อต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงวัยรุ่นมากที่สุด “อยากให้ช่วยกันสร้างกระแสโดยผลิตสื่อที่เหมือนโฆษณา ยืดอกพกถุง ซึ่งดิฉันชอบมาก เพราะเป็นสื่อหนึ่งของกิจกรรมเพศศึกษาที่ทำให้เราแลกเปลี่ยนกับเด็กได้ง่ายขึ้น เด็กเองก็กล้าคุย กล้าเปิดเผยกับเราในหลายเรื่อง ดิฉันนำเรื่องเพศไปสอนได้ในหลายวิชา เวลาสอน เราก็สอดแทรกเรื่องพวกนี้ตลอด ดิฉันประกาศในห้องเรียนเลยว่าใครที่สนใจ อยากได้ถุงยางให้ไปพบกันที่ห้องพักครู พอเจอกันเราก็ถือโอกาสสอน และตรวจสอบว่าเขามีความรู้เรื่องนี้อย่างไร เวลาเด็กอายๆ เขาก็แหย่กันเองว่า นี่มันยุค ยืดอกพกถุง แล้ว อย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งทำให้เรารู้เลยว่าสื่อโฆษณามีผลกับเด็กอย่างมาก”

     การขยายผลจากการทำงานร่วมกันในการพัฒนาหลักสูตรเพศศึกษารอบด้านของก้าวย่างอย่างเข้าใจกับมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าชื่นชมไม่น้อย เมื่อได้เห็นความงอกงามอย่างยั่งยืนที่กำลังเกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทย แม้จะเติบโตอย่างช้าๆ แต่ก็ทำให้วางใจว่า เรากำลังจะได้ครูพันธุ์ใหม่ที่เข้าใจถึงกระบวนการสอน ซึ่งเน้นให้ผู้เรียนคิดค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระบบการศึกษาว่าในที่สุด ก็จะสามารถสร้างคนให้มนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ เช่นที่เกษมศรีกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า
     “ที่เราให้เด็กนำวิชานี้ไปสอนร่วมด้วยเวลาลงฝึกสอน เพราะเรามุ่งหวังว่า คนเป็นครูต้องนำความรู้ที่ตัวเองได้ไปสอนต่อ เวลามีเรื่องอะไรที่เราเรียนรู้มา วิสัยครูย่อมอดไม่ได้ที่จะนำไปเชื่อมโยงกับการสอนโดยอัตโนมัติ ดังนั้น อย่าไปท้อถอยกับอาชีพครู ดิฉันเองสอนเด็กห้องหนึ่ง ๕๐ คน เวลาสอน เราเชื่อเสมอว่าจะได้เจอเพชรในห้องนั้น อย่างน้อยรุ่นหนึ่งได้มา ๕ คนก็พอแล้วสำหรับดิฉัน

     “อย่าลืมว่าครูที่ดีคนหนึ่ง สามารถขยายผลต่อได้อีกกี่สิบกี่ร้อยคน อย่างดิฉันเป็นครูมา ๓๐ ปี คิดดูสิว่ามีลูกศิษย์กี่คนแล้ว”


ความคิดเห็นที่  2

สวัสดีค่ะอาจารย์  จำหนูได้มั้ยค้ะหนูอยากจะจะเป็นครูที่เก่งเเละดีเหมือนอาจารย์ค่ะหนูจะอดทน  อดกลั้น  ขยัน  นำความรู้ที่ได้ไปสอนเด็กค่ะ

สุภาวดี  จิตราภรมย์   (25 มิถุนายน 2552  เวลา 16:59:20)

ความคิดเห็นที่  1

เรียน อาจารย์เกษมศรี  เทอมหน้าฝึกสอน 1/2551 นักศึกษาครู 5 ปี ปี 5 เปลี่ยนเอกสอนเพศศึกษาดูบ้าง ให้เอกอื่นๆได้สอนเพื่อเขาจะได้แนะนำลูกศิษย์ได้ เพราะจบไปเป็นครูเหมือนเอกไทย เอก อังกฤษ ก็ต้องพบปัญหานี้ /เด็กจันทรเกษม

เด็กจันทรเกษม   (28 มกราคม 2551  เวลา 11:51:35)