Loading ...
กับนิยามการทำงานของศึกษานิเทศ “ต้องกัดไม่ปล่อย”
กับนิยามการทำงานของศึกษานิเทศ “ต้องกัดไม่ปล่อย”
จุรีพร มุนีโมไนย หรือ “พี่แดง”
หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานและการจัดกระบวนการเรียนรู้
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จ.ตรัง เขต ๑
ื“พี่น่ะไม่ค่อยเห็นด้วยกับรูปแบบการโค้ชของก้าวย่างฯ ที่เน้นให้ไปสังเกตการสอน เพราะเราจะลงไปสังเกตการณ์สอนได้ก็ต่อเมื่อครูยอมรับเราแล้ว…”
     ทั้งที่ไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบติดตาม นิเทศงานด้านที่เกี่ยวข้องกับเพศศึกษา แต่ จุรีพร มุนีโมไนย หรือ “พี่แดง” หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานและการจัดกระบวนการเรียนรู้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จังหวัดตรัง เขต ๑ กลับถูกหมายตามาตั้งแต่แรกให้เข้ามาร่วมประสานงานและติดตามงานในเขต สพท. ของจังหวัดตรัง หนึ่งใน ๑๕ จังหวัดของภาคใต้ที่เป็นพื้นที่รับผิดชอบของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หน่วยประสานงานหลัก โครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจ ภาคใต้ ซึ่งพี่แดงสะท้อนว่าสาเหตุหนึ่งน่าจะมาจากบุคลิกภาพแบบ “กัดไม่ปล่อย” ในการทำงานตำแหน่งศึกษานิเทศที่ทำมากว่า ๒ ทศวรรษแล้ว
     “แรกเริ่มที่ได้รับการติดต่อให้มาร่วมงานในโครงการฯ พี่ก็พยายามประสานให้กลุ่มสุขศึกษาพลศึกษามาร่วมอบรมและทำงานด้วยกัน เพราะตัวพี่เองดูแลกลุ่มคณิตศาสตร์ แต่เนื่องจากภาระงานที่ค่อนข้างมาก ทำให้หลายคนห่างๆ ออกไป พี่เลยเข้ามารับผิดชอบเต็มตัว เพราะเราเองก็เป็นหัวหน้ากลุ่มงานหลักสูตรอยู่แล้ว นอกจากนั้น เนื่องจากบรรยากาศการสื่อสารเรื่องเพศยังมีความหมิ่นเหม่อยู่ ในสายตาผู้อำนวยการโรงเรียนแล้ว เขามักจะพูดว่า ‘ถ้าไม่ใช่อาจารย์แดง ก็ไม่โอเค’ ”

     เมื่อต้องเดินหน้ารับเป็นผู้ประสานงานโครงการฯ ระดับจังหวัดอย่างเต็มตัว พี่แดงก็งัดกลยุทธ์ต่างๆ นานา เพื่อ “ซื้อใจ” เหล่าผู้บริหารในโรงเรียนให้มาเข้าร่วมทำงานด้วยความรู้สึก “อยากทำ” มากกว่า “ต้องทำ”

     “วิธีทำงานของพี่นั้น พี่จะให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้บริหารเป็นลำดับแรก เริ่มจากผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ พี่เรียนให้นายรู้ทุกอย่างว่าเรากำลังจะทำอะไร ใครเป็นคนให้งบสนับสนุน มีวิธีการทำงานอย่างไร หลังจากนั้นก็เข้าหาโรงเรียนโดยมองที่ตัวผู้บริหารก่อน เพราะถ้าผู้บริหารไม่เห็นความสำคัญ ถึงเราจะทำงานกับครูได้ งานก็จะยังไม่เต็มร้อย”

     พี่แดงขยายความถึงการคัดเลือกโรงเรียนให้มาร่วมในโครงการฯ นี้ว่า ควรเป็นโรงเรียนขนาดกลาง จะทำงานสะดวกกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ “เราก็มองหาโรงเรียนที่อยู่รอบนอก ซึ่งมีปัญหาเรื่องพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กชัดเจน เป็นโรงเรียนที่มีนักเรียน ๙๐๐ ลงมาถึงประมาณ ๔๐๐ คน แล้วก็เจาะเข้าไปที่ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ยอมรับในสิ่งใหม่ๆ ได้ง่าย แล้วพี่ก็จะพูดกับผู้บริหารว่า ที่มาเลือกโรงเรียนนี้ เพราะในสายตาเรานั้น ‘คุณเป็นคนสำคัญที่สุดสำหรับฉัน’ ซึ่งในความรู้สึกพี่ ก็เป็นแบบที่พูดจริงๆ ไม่ได้เสแสร้ง หรือแกล้งเอาใจผู้บริหาร แต่เพราะเราเห็นว่าเขา ‘เวิร์ก’ ”

     นอกจาก “ซื้อใจ” ผู้บริหารในโรงเรียนแล้ว ครูผู้สอน คือกำลังสำคัญในการทำงาน ซึ่งพี่แดงเผยเคล็ดลับในการทำงานกับกลุ่มที่เป็นฟันเฟืองหลักว่า นอกจากคอยหมั่นเพิ่มเติมจำนวนครูให้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการสอน เพื่อให้พอกับจำนวนนักเรียน เนื่องจากครูมักย้ายบ่อยแล้ว ยังต้องหมั่นติดตามการสอนของครูอย่างใกล้ชิด ด้วยการโค้ชในแบบ “พี่แดง”
     “คือพี่น่ะไม่ค่อยเห็นด้วยกับรูปแบบการโค้ชของก้าวย่างฯ ที่เน้นให้ไปสังเกตการสอน เพราะเราจะลงไปสังเกตการสอนได้ก็ต่อเมื่อครูยอมรับเราแล้ว เวลาไปโค้ช เราต้องบอกล่วงหน้า เขาก็จะเตรียมตัวก่อน แล้วถ้าลงไปดูการสอนในสถานการณ์ที่ครูควบคุมไม่ได้ เช่น เป็นมือใหม่ ครูก็อาจเสียขวัญ แล้วยังต้องมานั่งกรอกแบบฟอร์มอีก ซึ่งพี่ไม่ชอบเลย สำหรับพี่ การโค้ชไม่ได้แปลว่าต้องลงไปเยี่ยมที่โรงเรียน พี่เลือกใช้วิธีติดตามครูด้วยการโทรศัพท์คุย ถามไถ่ทุกข์สุขของครู เราปรึกษากันตลอด แล้วเมื่อไหร่ที่ครูเรียกร้องอยากให้ลงไปดูการสอนของเขา พี่ก็จะไปทันทีเลย

     “ส่วนการโค้ชกับผู้บริหาร เราก็ใช้โอกาสเวลาที่ผู้บริหารมาประชุมที่สำนักงาน คอยถามว่าที่โรงเรียน พอครูสอนแล้วเป็นไงบ้าง รวมทั้งบอกเล่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้เขาฟังเนืองๆ เพื่อกระตุ้นเขาตลอดเวลา”

     มาถึงวันนี้ พี่แดงยืนยันว่าการสอนเพศศึกษาสามารถเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนในหลายโรงเรียนที่อยู่ในความรับผิดชอบ และยังเชื่อว่าสามารถเกิดได้ในทุกโรงเรียน ถ้าผู้ติดตามงานมีความรับผิดชอบอย่างเต็มร้อย

      “ถ้าไม่มีคนรับผิดชอบ งานก็ไม่เดินหรอกนะไม่ว่าจะทำโครงการอะไรก็ตาม แล้วที่เกิดความยั่งยืนได้ในจังหวัดตรัง ก็เป็นเพราะเรามีคนในพื้นที่รับผิดชอบงานต่างหาก ความยั่งยืน เป็นเรื่องของการทำงานอย่างเข้าใจบทบาทของตนเอง
จุรีพร มุนีโมไนย หรือ “พี่แดง”
     “วิธีทำงานในการผลักดันเรื่องสอนเพศศึกษาในโรงเรียนตอนนี้ เราก็รู้กันว่ามีหลากหลายหน่วยงาน หลายรูปแบบ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าชอบแบบไหน พี่เองก็ให้ทางเลือกแก่ผู้บริหารโดยนอกจากจะจัดอบรมให้ตามงบประมาณที่สพฐ.ให้มาอบรมทีละ ๒๐ โรงโดยใช้เวลาวันเดียวแล้ว พี่ก็ยังให้แกนนำเยาวชนมาชวนผู้ใหญ่ เล่นกิจกรรมแลกน้ำ แล้วถ้าเขาชอบวิธีนี้ เราก็บอกว่า งั้นต้องมาอบรมกับเรา ๓ วันโดยใช้หลักสูตรก้าวย่างฯ แล้วจำกัดผู้เข้าร่วมไว้ครั้งละ ๓๐ คนนะ คือ เราให้โอกาสเขาเห็นหลายๆ รูปแบบ แล้วก็ปล่อยให้เขาตัดสินใจว่าจะเลือกทำตามแบบไหน ถ้าชอบแบบเรา ก็ต้องรับเงื่อนไขของเราว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง”

     ระหว่างทางแห่งเส้นทางทำงานในฐานะศึกษานิเทศร่วมกับโครงการฯ มา ๔ ปีแล้ว พี่แดงค้นพบความเปลี่ยนแปลงในตัวเองอย่างชัดเจนคือ ความกล้าที่จะพูดเรื่องเพศในที่สาธารณะ      “แต่เดิม พี่ไม่เคยพูดเรื่องประเภทสองแง่สามง่ามเลยนะ ยิ่งต่อหน้าคนอื่น พี่ไม่พูดเลย รวมทั้งไม่มีความรู้เรื่องการคุมกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้า ๗ หลัง ๗ หรือการกินยาคุม การใช้ถุงยาง ไม่เคยเล่าเรื่องชีวิตส่วนตัวทางเพศของตัวเองให้ใครฟัง แล้วก็ไม่ถามคนอื่นด้วย จำได้ว่าแรกๆ ที่เข้าอบรมแล้วต้องทำกิจกรรม คำถาม ๙ ข้อ โห ไม่สบายใจเลย ทั้งที่พี่สอนวิทยาลัยพยาบาล สอนกระบวนการกลุ่ม แต่ก็ไม่เคยตั้งคำถามถึงเรื่องนี้ในกลุ่ม ที่เรามาทำงานกับก้าวย่างฯ เพราะเราสนใจเรื่องกระบวนการมากกว่าเรื่องเนื้อหา เช่น การเปิดประเด็น การตั้งคำถาม แต่พอทำงานร่วมกันไปนานๆ เราก็ผ่อนคลายความตึงเครียดเรื่องนี้ลง จนตอนนี้ก็ตอบได้แล้วเวลามีใครถาม แล้วก็กล้าบอกกับคนในกลุ่มใหญ่มากขึ้นว่าตัวเองนั้น

     “ไม่เคยใช้ถุงยางอนามัยกับคู่ ไม่เคยกินยาคุมเลยด้วยตลอดชีวิตตั้งแต่แต่งงานมา”


ความคิดเห็นที่  2

อ่านะป้าแดงสู้ๆๆ
แล้วเมื่อไหร่จามีTrainingให้อาจารย์อีกล่ะคับ
ที่โรงเรียนทุ่งยาวผดุงศิษย์กำลังสู้อยู่เหมือนกัน
ได้วิธีการใหม่ๆมานักเรียนก้อไม่ค่อยเครียน
แต่ไม่รู้เป็นไงห้องไหนที่เก่งๆกลับสอนยากกว่าห้องที่อยู่ท้ายๆ
แล้วไม่ค่อยกล้าตอบคำถามอีกต่างหาก...แต่ก้อสู้ๆๆ

B_Boy   (29 พฤษภาคม 2551  เวลา 14:37:37)

ความคิดเห็นที่  1

เป็นกำลังใจให้นะครับ
พี่แดงคนเก่ง
จากน้องก้าวย่างฯ

NJ   (4 มีนาคม 2551  เวลา 21:24:38)