Loading ...
สำส่อน
โดย - คำ ผกา, มติชนสุดสัปดาห์ ออนไลน์ 

หัวข้อข่าวในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งพาดเอาไว้ว่า "วัยรุ่นไทย ทำแท้งทุบสถิติ สำส่อนยิ่งกว่าแดนฟรีเซ็กซ์" อ่านรายละเอียดของข่าว พบว่าเป็นการสรุปเนื้อหาการสัมนาว่าด้วย "เพศสัมพันธ์วัยเรียน เป็นปัญหาสังคมจริงหรือ?" บทสรุปการสัมนาก็อย่างที่เราๆ ท่านๆ เดากันได้ว่ามันต้องมาอีหรอบนี้ คืออีหรอบที่ว่า "เราขาดเครื่องมือทางวัฒนธรรมในการยับยั้งปัญหา สถาบันการศึกษาอ่อนแอ สถาบันครอบครัวอ่อนแอ วัยรุ่นไทยเลียนแบบภาพที่เห็นจากสื่อต่างชาติ เช่น หนังฮอลลิวู้ด สื่อไทยเลียนแบบสื่อต่างชาติ..."

นักวิชาการคนหนึ่งให้ความเห็นว่า ปัญหาสำคัญของวัยรุ่นขณะนี้คือ ปัญหาสำส่อนทางเพศ ศีลธรรมเสื่อมทราม เพศสัมพันธ์ในวัยเรียนทำให้พัฒนาการทางสมองช้า เครียด ตามมาด้วยปัญหาทารทำแท้ง เอดส์ ฯลฯ

ที่มาของพาดหัวข่าวที่ว่า "วัยรุ่นไทย ทำแท้งทุบสถิติ สำส่อนยิ่งกว่าแดนฟรีเซ็กซ์" นั้นมาจากสถิติที่พบว่า สยามนามประเทืองของเรานั้นสถิติการทำแท้งสูงกว่าประเทศฝรั่งเศสถึง 1 เท่าตัว การพาดหัวข่าวอย่างหวือหวานี้ชี้ให้เราเห็นว่า คนเขียนข่าวนี้ (และเขาคิดว่าคนอ่านคิดเช่นเดียวกับเขา) ได้ทึกทักว่าประเทศฝรั่งเศสเป็นดินแดนฟรีเซ็กซ์ เมื่อสถิติการทำแท้งของเราสูงกว่าฝรั่งเศสก็ตู้ม ฟันธงไปเลยว่า "สำส่อนยิ่งกว่าแดนฟรีเซ็กซ์" ทั้งนี้ยังเอาสถิติการทำแท้งให้มีความหมายเท่ากับคำว่า "สำส่อน"

ถ้าฉันเป็นคนฝรั่งเศสจะกลุ้มใจ จะโกรธ หรือจะภูมิใจก็ไม่รู้ อยู่ๆ มาว่าประเทศเค้าเป็นแดนฟรีเซ็กซ์เนี่ยะ แล้วคำว่าฟรีเซ็กซ์แปลว่าอะไร ถ้าแปลการมีเพศสัมพันธ์ได้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถาบันการแต่งงานแล้วละก็ ดินแดนตะวันออกของเรานี่แหละเป็น pioneer ของฟรีเซ็กซ์ อย่าลืมว่าพิธีแต่งงานสาบานตนต่อหน้าพระเจ้านั้นเป็นฝรั่งม้ากมาก แล้วอย่าลืมว่าผู้ชายไทยดั้งเดิมนั้นมีเมียแล้วก็มีได้อีกไม่มีที่สิ้นสุด สำหรับคนไทยก่อนรับวัฒนธรรมตะวันตก การแต่งงานไม่ได้หมายถึง "การจะมีกันและกันเพียงสองเราเท่านั้นตลอดกาลนาน"

หรือหากจะโยงมันเข้าขบวนการกบฏของคนหนุ่มสาวในทศวรรษที่ 60 แล้วละก็ฉันคิดว่า คำว่าฟรีเซ็กซ์มีความหมายในเชิงบวก มีนัยของการต่อต้านขัดขืน อำนาจสถาปนาในสังคม

ทว่า "ฟรีเซ็กซ์" ในความหมายที่หนังสือพิมพ์ชอบพูดถึงส่วนใหญ่มีความหมายในทางลบ มีนัยเท่ากับ "วัฒนธรรมตะวันตก" และแปลว่า การมีเซ็กซ์เรื่อยเปื่อย สำส่อน ที่ไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ กับใครก็ได้

ถ้าเราเป็นห่วงเป็นใยในประเด็นของการมีเพศสัมพันธ์ของเด็กวัยรุ่นวัยเรียนจริง เราควรจำกัดความรู้ของเราเกี่ยวกับความรักและเซ็กซ์ให้เหลืออยู่ในความหมายของคำไม่กี่คำ อย่างคำว่า มั่วสุม สำส่อน สวิงกิ้ง และเที่ยวชี้โบ๊ชี้เบ๊ใส่ประเทศนู้นประเทศนี้ว่าเป็นดินแดนแห่งฟรีเซ็กซ์ อย่างนั้นหรือ?

ประเทศฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศในยุโรปตะวันตกนั้นมีสถิติการทำแท้งน้อยมาก และนั่นไม่ได้แปลว่า คนฝรั่งเศส หรือคนในยุโรปตะวันตก (และหรือวัยรุ่นในประเทศเหล่านั้น) ร่วมเพศน้อยกว่า หรือสำส่อนน้อยกว่าประเทศอื่นๆ (และเราคงไม่มีวันรู้ว่าใครร่วมเพศมากน้อยบ่อยครั้งแค่ไหน)

ประเทศเหล่านี้มีสถิติการทำแท้งน้อยกว่าหลายๆ ประเทศที่การทำแท้งผิดกฏหมาย เช่น ประเทศไทย ทั้งๆ ที่การทำแท้งถูกกฏหมายและอยู่ในประกันสุขภาพที่รับออกค่าใช้จ่ายให้

นอกจากนั้นในยุโรปและฝรั่งเศส มียาชื่อ RU 486 จะเรียกว่าเป็นยาเม็ดทำแท้ง หรือยาเพื่อยุติการตั้งครรภ์ หรือจะนับเป็นยาคุมกำเนิดประเภทหนึ่ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการนิยามความหมายของการตั้งครรภ์ (การต่อสู้เพื่อสิทธิของการทำแท้งก็ต้องสู้ด้วยการช่วงชิงความหมาย สร้างความเข้าใจใหม่ สร้างชุดคำศัพท์ใหม่ๆ ให้หลุดไปจากกรอบทางศีลธรรมครอบงำชุดเดิม ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกดขี่ผู้หญิงในทางอ้อมด้วย-กรณีของไทย การตีความเรื่องกรรม และเรื่องเล่าว่าด้วยผีเด็กทารกที่จะตามจองเวรมารดานั้นน่ากลัว และหลอกหลอนผู้หญิงที่จำเป็นต้องทำแท้งสุดๆ ถือเป็นการลงโทษทางจิตใจที่ไม่อาจจะเยียวยา) นั้นมีให้ซื้อได้อย่างถูกกฏหมายมานับ 20 ปี

ข้อนี้พิสูจน์ได้ว่า การทำแท้งอย่างถูกกฏหมายไม่มีส่วนในการส่งเสริมให้พลเมืองสำส่อนหรือพากันมีเซ็กซ์อย่างหละหลวม ท้องและแท้งอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมอย่างที่บรรดาคนต่อต้านการทำแท้งในเมืองไทยเป็นห่วงกัน

ทั้งนี้เพราะปัจจัยของการตั้งท้อง ความพร้อม ไม่พร้อมที่จะมีลูก ปัจจัยที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์นั้นไม่ได้เกิดจากเหตุเพียงความสำส่อน รักสนุก ไม่มีความยับยั้งชั่งใจ ไร้วุฒิภาวะ งานวิจัยเกี่ยวกับการทำแท้งหลายแต่หลายชิ้นชี้ให้เห็นชัดเจนว่าไม่เพียงแต่กลุ่มวัยรุ่นเท่านั้นที่มีความจำเป็นต้องทำแท้ง ผู้หญิงวัยทำงาน แม่บ้าน ผู้หญิงที่แต่งงาน มีลูกแล้วหลายคน ผู้หญิงทุกกลุ่ม ทุกวัย ต่างมีเหตุให้ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม และจำเป็นต้องทำแท้งด้วยเหตุผลที่น่าเห็นใจต่างๆ กันออกไป

เช่น ผู้หญิงคนหนึ่งติดเชื้อเอชไอวี ทำหมันแล้วกับโรงพยาบาลรัฐบาล ต่อมาโดนสามีของเพื่อนข่มขืนหลังจากนั้นตั้งท้อง จึงรู้ว่าหมันที่ทำไว้หลุด ผู้หญิงคนนี้พยายามติดต่อกับโรงพยาบาลที่ทำหมันให้กับเธอเพื่อขอให้ทำแท้งให้ แต่กว่าขั้นตอนในการค้นหาเอกสารข้อมูลของโรงพยาบาลจะพิสูจน์ได้ว่าผู้หญิงคนนี้เคยทำหมันที่นี่จริง กว่าเธอจะได้ทำแท้ง อายุครรภ์ล่วงเลยมาถึง 5 เดือน (ผู้สนใจดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก "ทางเลือกของผู้หญิงที่ท้องเมื่อไม่พร้อม" โดย กนกวรรณ ธราวรรณ จัดพิมพ์โดย มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพของผู้หญิง)

นี่คือชะตากรรมของผู้หญิงชายขอบของชายขอบ และไม่ได้มีแค่คนเดียวในประเทศไทยแน่ๆ และสังคมมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมาทำความเข้าใจประเด็นเรื่องการทำแท้งกันใหม่ทั้งหมด และต้องแยกแยะให้ออกว่า การยุติการตั้งครรภ์ที่เป็นสิทธิของผู้หญิงกับ "การทำแท้งเสรี" สำคัญยิ่งกว่านั้น สังคมไทยต้องปรับท่าทีที่มีต่อผู้หญิงที่ตั้งท้องนอกสถาบันการแต่งงาน รวมไปถึงการตั้งท้องโดยไม่ปรากฏพ่อของเด็กในท้องเสียใหม่

จากที่เคยเบือนหน้าหนีและไม่ลังเลที่จะประณามผู้หญิงเหล่านั้นว่าเป็นหญิงชั่วช้า เสเพล หละหลวม โง่เง่า สังคมไทย ที่อวดอ้างกันว่าเป็นเมืองพุทธและเปี่ยมด้วยเมตตานั้น ก็ควรจะมีท่าทีที่เข้าใจผู้หญิงเหล่านี้ในแง่ที่ว่า อุบัติเหตุ ความพลาดพลั้ง ความอ่อนแอนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ และผู้หญิงเหล่านั้นไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะต้องอับอายหรือปกปิด

เมื่อไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นอาชญากรเพียงเพราะไปร่วมเพศแล้วดันท้องขึ้นมา ผู้หญิงเหล่านี้ก็จะสามารถรับมือกับปัญหาได้โดยไม่ต้องสูญเสียความเป็นมนุษย์ และไม่อายที่จะไปขอคำปรึกษาจากหน่วยงานที่เกี่ยวกับสาธารณสุข เพื่อน ญาติ และยิ่ง เราทำให้การยุติการตั้งครรภ์ในช่วงเดือนแรกๆ สามารถทำได้อย่างถูกกฏหมาย เราจะปกป้องผู้หญิงนี้จากหมอเถื่อน ยาปลอม อีกทั้งให้ความรู้แก่พวกเธอในเรื่องการคุมกำเนิดได้ดียิ่งขึ้น

กลับมาที่ "ความสำส่อนของวัยรุ่นไทย" ฟังดูน่ากลัวเหลือเกิน และทำให้เชื่อไปได้ว่าวัยรุ่นไทยสมัยนี้ วันๆ ไม่ทำอะไร นอกจากเอากัน ยิ่งไปกว่างานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของวัยรุ่นที่เน้นการวิจัยเชิงปริมาณ ย่อมนำมาซึ่งสถิติที่ชวนให้ตั้งคำถามเช่น "พ่อ 70% ทำงานเกิน 8 ชั่วโมง มีเวลาคุยกับลูกวันละ 50 นาที มีโอกาสทำให้ลูก เป็นเพศที่ 3 ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ฟันแล้วทิ้ง มีเซ็กซ์ไม่ปลอดภัย" งานวิจัยนี้ตามข่าวระบุว่า สำรวจพ่อ อายุ 25-60 ปี จำนวน 1,563 ราย

คำถามของฉันคือ ต่อให้การวิจัยรัดกุมเพียงใดก็ตาม เราจะใช้สถิติจำนวนพ่อ พันห้าร้อยกว่ารายมาฟันธงเป็นบทสรุปสังคมไทย พฤติกรรมเด็กไทยทั้งประเทศได้หรือไม่

นี่ยังไม่นับอคติของผู้ทำการวิจัย ที่เห็นว่าเพศที่สามคือ "ปัญหา" ยังไม่นับทฤษฎีที่เชยตกขอบโลกไปแล้วคือทฤษฎีที่บอกว่า หากเด็กขาดแบบอย่างของผู้ชายหรือ พ่อในครอบครัว จะมีแนวโน้มเป็นเกย์สูง

เราสรุปได้จากผลสำรวจพันห้าร้อยกว่ารายได้เลยหรือว่า การฟันแล้วทิ้ง การแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง เกิดจาก พ่อทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมง และคุยกับลูก 50 นาที เราเอาอะไรมาพิสูจน์ว่า พ่อที่นอนเขล้ง เล่นกับลูกทั้งวันจะสร้างลูกแมนโคตรๆ ฟันแล้วไม่ทิ้ง หรือไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา

ซับซ้อนไปกว่านั้น เรายังไม่ได้ตั้งคำถามกันเลยว่า "ฟันแล้วทิ้ง" แปลว่าอะไร? พวกเราหญิงๆ ชายๆ อายุ 30 อัพขึ้นไปนี่มีใครแต่งงานกับผู้หญิงหรือผู้ชายคนแรกที่เรานอน (หรือฟัน) กันบ้าง โดยทั่วไปก็น่าผ่านประสบการณ์ฟันแล้วทิ้งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอคนที่ "ใช่" ไม่ใช่หรือ

หากเด็กมันฟันกันตอนอายุ 15 แล้วไม่ทิ้ง ยืนยันจะแต่งงาน ก็หาว่าเด็กมันงี่เง่าอายุแค่นี้จะรู้ได้ไงว่านี่คือคนที่อยากอยู่ด้วยตลอดชีวิต

อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าฉันส่งเสริมให้คนฟันๆ ทิ้งๆ หรือเห็นว่าพฤติกรรม ฟันแล้วทิ้งควรส่งเสริม แต่ฉันกำลังพยายามชะลอให้เราเห็นช่องโหว่ทางภาษา และข้อบกพร่องทางตรรกะที่เรามักจะมองข้ามไปด้วยอคติ และความเชื่อดั้งเดิมที่เราพกพาติดตัวไว้อยู่แล้ว เช่น

เราพร้อมที่จะเชื่อว่า ครอบครัวที่ขาดโมเดลของพ่อจะผลิตลูกชายออกมา 2 แบบ คือ ถ้าไม่เป็นเกย์ ก็เป็นชายโฉด เที่ยวไปฟันผู้หญิงแล้ว ทิ้ง ทิ้ง ทิ้ง นี่ยังไม่นับว่าสำนวน "ฟันแล้วทิ้ง" นั้น มีนัยกดขี่ทางเพศ นั่นคือ เห็นผู้หญิงเป็นเพศสถานะที่อยู่นิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหว เป็น passive voice ตัวจริง เสียงจริง อยู่เฉยๆ รอให้มีคนมาฟัน

จะฟันแล้วทิ้ง หรือ ฟันแล้วฟาด ฟันแล้วแต่งงาน ฟันแล้วเป็นแม่ของลูก ทั้งหมดนี้ไม่อยู่ในดุลพินิจและการตัดสินใจของผู้หญิงเลย เป็นเรื่องของผู้ชายล้วนๆ

ผู้ทำวิจัยที่อยู่ในวังวนของอคติโบร่ำโบราณทับซ้อนกันหลายชุด เมื่อลงมือทำวิจัย จึงไม่อาจมองเห็นข้อเป็นไปได้อื่นๆ เช่น คนที่ลงมือฟันอาจเป็นผู้หญิง หรือหากถูกฟันไปแล้วไม่พึงใจ อาจจะไม่ใช่ผู้ชายที่ทิ้งเธอ แต่เป็นเธอที่ทิ้งผู้ชาย อาจเป็นความพึงใจของคนทั้งคู่ที่จะทิ้งกันและกัน และอีกหลายข้อแห่งความเป็นไปได้

การทำวิจัยเชิงปริมาณโดยไม่คำนึงถึงมิติทางชนชั้น ความเชื่อ ชาติพันธุ์ ศาสนา อีกทั้งขาดการศึกษาประวัติศาสตร์สังคมอย่างละเอียดละอ่อน จึงไม่ช่วยให้ความรู้ใหม่แก่เราเลยนอกจากสถิติที่ชวนให้ตระหนกตกตื่น เช่น ความเป็น "พ่อ" ในวัฒนธรรมไทยนั้น ต้องพูดคุยหยอกเย้ากับลูกเต้า น่ารัก อบอุ่น อย่างที่เห็นในโฆษณารังนกหรือซุปไก่สกัดในโทรทัศน์หรือไม่

ค่านิยมและแบบอย่างของพ่อที่น่ารัก ใจดี อบอุ่น อ่อนโยน ค่อยๆ เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสังคมไทยตั้งแต่เมื่อไหร่ และเกิดขึ้นกับคนทุกชาติพันธุ์ ทุกชนชั้นอย่างพร้อมเพรียงกันหรือไม่

หรือในบางทียังเชื่อว่า พ่อต้องพูดน้อย ต่อยหนัก หนวดโง้ง นานๆ พูดออกมาแค่ 1 คำ แต่ลูกๆ กลัวลนลาน อย่างนี้เป็นต้น

พ่อในบางวัฒนธรรม ไม่ทำอะไรนอกจากนอนสูบฝิ่น มีเมียหลายๆ คนช่วยทำไร่ แบบนี้ทำให้ลูกเป็นเกย์ และมีแนวโน้มใช้ความรุนแรงในการปัญหาหรือเปล่า?

นอกจากกลุ่มหลงกับการชูป้ายสำส่อนให้แก่วัยรุ่นแล้ว นักวิจัยผู้วิตกในพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น ยังไม่เคยให้ความสำคัญหรือให้น้ำหนักกับการศึกษา ประวัติศาสตร์ อารมณ์ ความรัก ทัศนคติที่มีต่อเซ็กซ์ รวมไปถึงทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องความเป็นหญิง ชาย การแต่งงาน ครอบครัว ของคนที่ได้ชื่อวัยรุ่นเลย

ในเมื่อไม่ได้ใส่ใจศึกษามิติที่ละเอียดไปกว่าการควานหาตัวเลขมายืนยันความสำส่อน เสื่อมโทรมของพวกเขา ศึกษาออกมากี่รอบก็ได้ข้อสรุปเหมือนเดิมว่า

เออ สถาบันการศึกษาห่วย สถาบันครอบครัวอ่อนแอ พ่อแม่ไม่มีเวลาให้กับลูก และเราไปรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกมามากเกินไป จากนั้นก็ไปโทษละเม็งละครในโทรทัศน์ว่าเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีแก่เยาวชน

เรามีวัยรุ่นที่พ่อแม่มีทรัพยากรทางเวลาและเศรษฐกิจเพียงพอที่จะประคบประหงม หาโรงเรียนที่ดีที่สุดให้ลูก แม่หรือพ่อคนใดคนหนึ่งลาออกจากงานมาทุ่มเทเวลาในการเลี้ยงดูลูกอย่างใกล้ชิด เรียนทั้งดนตรี กีฬา ศิลปะ เรียนก็เลิศ กิจกรรมก็เยี่ยม มารยาทก็เพอร์เฟ็ก ทักษะในการเข้าสังคมเต็มร้อย ใครเห็นใครก็รัก

พ่อแม่มีการศึกษาดีพอที่จะรู้เท่าทันสังคมสมัยใหม่ ไม่ใช่พ่อแม่สมัยที่โดนลูกเขียนจดหมายหลอกขอเงินหลายพันไปซื้อยางรับเบอร์ อีกต่อไป พ่อแม่ลูกและครอบครัวเช่นนี้ย่อมเป็นที่ปรารถนาน่าพึงใจ แต่คำถามคือ เรามีสังคมที่มีความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และสวัสดิการดีพอที่จะเอื้ออำนวยให้มีพ่อแม่ที่จะมีความฟุ่มเฟือยในชีวิตพอที่จะเลี้ยงลูกแบบนี้ได้หรือไม่

และถึงมีได้จริง สังคมไทยคงกลายเป็นสังคมตุ๊กตาบาร์บี้ น่ารักน่าชังน่าหยิกแก้มชะมัด

ฉันไม่เชื่อว่าเราอยากอยู่ในสังคมตุ๊กตาบาร์บี้ แต่เราน่าจะอยากอยู่ในสังคมที่คนรู้จักจะเจือจานความเข้าใจแก่คนที่ไม่เหมือนเรา พ่อที่ไม่มีเวลาคุยกับลูก หรือต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว ไม่ได้แปลว่าเขาจะต้องเป็นพ่อที่บกพร่อง

เด็กวัยรุ่นมีเซ็กซ์ไม่ได้แปลว่า "วัยรุ่นไทยทั้งชาติกำลังสำส่อน" แต่เป็นเรื่องที่สังคมทั้งสังคมต้องมาเรียนรู้เรื่องเพศวิถีร่วมกันใหม่ทั้งหมด และอัพเดตข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เรื่องอารมณ์ปรารถนาของยุคสมัยกันบ้าง

ทั้งนี้ เพื่อจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีสติสตังค์ แทนที่เอะอะก็โทษว่าสังคมเสื่อมทราม ตามมาด้วยโทษบริโภคนิยม วัตถุนิยม ยังกะเป็นคาถาสำเร็จรูป

วัยรุ่นวันนี้ อีกไม่กี่วัน เดือน ปี เขาก็เป็นผู้ใหญ่ แต่สังคมไทยที่ฉันรู้จักต่างหากที่ไม่ยอมเติบโต และเป็นผู้ใหญ่เสียที



ความคิดเห็นที่  10

อยากแสดงความคิดเห็นเรื่องนักเรียนลุมกระทืบรุ่นน้องแล้วถอดเสื้อโชว์อะ มันเลวมากน่าจะจับมันติดคุกสัก  5  ปี  นะ กูเกลียดจังขอบอก แต่กูว่าน่าจะเอาคืนให้มันสาสมไปเลยเกลียจจริง ไม่รู้มีสถานพินิจคุ้มครองมันทำไมกฎหมายปัญญาอ่อนก็เพราะมันเป็นอย่างงี้ไงคนถึงได้ทำเลวมากขนาดนี้ และ ได้สิทธิสตรีหญิงไม่รู้มีทำไมใครผิดต้องโทษอย่างสาสมสิกูเกลียจโว้ย

ฟ้า   (19 มิถุนายน 2554  เวลา 15:46:55)

ความคิดเห็นที่  9

บทความนี้ สุดยอดค่ะ เห็นด้วยกับการมองผ่านความจริงมาแก้ปัญหา ไม่ใช่ยึกหลักข้อศิลธรรมเดิมๆมาแก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุด

ปลากระเบน   (25 ธันวาคม 2553  เวลา 23:59:41)

ความคิดเห็นที่  8

ชอบคำ ผกา มวากกก

55   (30 พฤษภาคม 2553  เวลา 20:38:53)

ความคิดเห็นที่  7

ชอบความคิดเห็นของคุณคำ ผกา มาก เธอเขียนอะไรมาให้อ่าน ได้ใจเหลือเกิน  มองโลกอย่างเป็นคน มีเลือดเนื้อ มีผิดมีถูกตามวิสัยของคนที่ไม่บรรลุธรรม    ขอเป็นเจ้าประจำและติดตามข้อเขียนของเธอคนกล้า ตลอดไป

sunnylaw   (3 มีนาคม 2553  เวลา 22:54:42)

ความคิดเห็นที่  4

ไม่ควรจะตรีตราว่าเด็กเป็นอย่างงั้นอย่างงี้  ควรจะมองสิ่งที่ก่อนที่จะทำให้เด็กเป็นอย่างงี้เพราะอะไร  จะโทษเด็กไม่ได้  เขาเปรียบผ้าขาว  แล้วเราผู้ใหญ่ควรจะคิดกลับมามองว่าสังคม  หรือเราแต้มอะไรเข้าไปบ้าง  พอสีไม่สวยก้บอกว่าผ้าไม่ดี

nuch   (8 มิถุนายน 2552  เวลา 12:35:57)

ความคิดเห็นที่  3

    บางครั้งคนเราเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่หลอแหลมเช่นอยู่สองต่อสองด้วยกันตามลำพังก็อาจจะเกิดการมีเพศสัมพันธ์โดยการสมยอมซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีการยับยั้งชั่งใจจึงเกิดปัญหาขึ้นตามมา  
   ทางออกของปัญหาคือต้องหลีกเลี่ยงการอยู่ตามลำพังสองต่อสอง

gpk;=o-v'=k9b   (29 พฤษภาคม 2552  เวลา 11:18:36)

ความคิดเห็นที่  2

ให้แง่คิด ให้มุมมอง อย่างมีเหตุผล  ประเทืองปัญญา และสติสัมปะชัญญะดี

ได้ใจจัง   (26 พฤษภาคม 2552  เวลา 12:44:16)

ความคิดเห็นที่  1

ความคิดดีจังค่ะ อ่านแล้วได้แง่ใหม่ในการคิด ชวนให้ตั้งคำถามในการคุยกับเด็กเพิ่มค่ะ

ต้นกล้า   (14 พฤษภาคม 2552  เวลา 18:21:10)