Loading ...
ละเมิด
โดย - คำ ผกา
ขอบคุณข้อมูลจาก มติชนสุดสัปดาห์ ออนไลน์ ฉบับวันที่ 19 มิ.ย. 255
2

เพื่อนแนะนำซี่รี่ย์ละครญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งให้ฉันดู เมื่อดูแล้ว ฉันก็ต้องแนะนำให้คนอื่นๆ ดูอีก ซีรี่ย์เรื่องนั้นคือ Last Friends

ไวยากรณ์ของละครญี่ปุ่นก็มีสูตรสำเร็จนั่นคือเน้นการบีบคั้นอารมณ์ จิตใจ เรียกน้ำตาท่วมทะลักอย่างที่เราคุ้นๆ กันอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นพล็อตเรื่องและปมที่เป็นปัญหาแก่ตัวละครกลับทันสมัย ไม่ใช่สักแต่ตบตีด่าทอ หรือง้องแง้ง พ่อแม่แง่งอนแบบ...เอานะ ฉันไม่อยากวกมาแว้งกัด (แว้งกัด -ฟังดูเป็นสุนัขๆ ยังไงไม่รู้) ละครไทยสักหน่อย

ก็...นางเอกละครญี่ปุ่นก็ไม่ต้องแข่งกันทำนมออกมาเรียกเรตติ้งจากคนดูด้วยนี่นา

Last Friends เป็นเรื่องราวของหนุ่มสาวที่โคจรมาเจอกันและต้องมีชะตากรรมเกี่ยวพันกันหลายอย่างจนยากจะแยกแยะว่า อย่างไหนเรียกว่าความรักแบบเพื่อน แบบไหนคือความรักที่มากไปกว่าเพื่อน แล้วยังตั้งคำถามกับรูปแบบของครอบครัวว่ามันต้องประกอบไปด้วยคู่ผัว ตัวเมียที่เป็นหญิง ชาย มีลูกมีเต้าสืบสกุลกันไปเท่านั้นหรือ? ครอบครัวเป็นเรื่องที่เริ่มจากคน 2 คนรักกันเสมอไปหรือ มีคนอื่นด้วยได้ไหม?

"เพศ" ของตัวละครมีทั้งชาย หญิง ชายที่เหมือนจะเป็นเกย์แต่ไม่ใช่เกย์ ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ชาย แมน แม๊น แมนแบบที่เราคุ้นเคยกันแน่ๆ

มีสาวน้อยหน้าใสกิ๊ก แต่เธออยากผ่าตัดแปลงเพศเป็นผู้ชาย มีความฝันอยากเป็นนักแข่งรถที่เก่งที่สุด

มีหญิงสาวอันมีบุคลิกเหมือนหลุดออกมาจากนางเอกในขนบดั้งเดิมนั่นคือ แสนดี แสนอ่อนหวาน ทว่าก็อ่อนแอ ปกป้องตัวเองไม่ได้

มีหนุ่มเฉิ่มที่ถูกเมียไล่ออกจากบ้านครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ไม่เข็ดขยาดสักที

มีสาวน้อยอีกคนที่ไม่ยี่หระกับภาพสักษณ์ของหญิงสาวในอุดมคติ

มีหนุ่มแสนดี สุดหล่อ แต่อ่อนแอเหลือเชื่อและแปรความอ่อนแอ และโหยหาความรักนั้นมาเป็นการใช้กำลังและความรุนแรง (อย่างน่าสยดสยอง) กับผู้หญิงที่เขารัก

ฉันคงไม่เล่ามากไปกว่านี้ แต่ละครรัก โศก ซึ้ง ปนสยองขวัญเรื่องนี้ได้นำบทสนทนาว่าด้วยปัญหาเกี่ยวกับเพศสภาพเข้ามาอยู่ในละครได้อย่างพอเหมาะพอดี แหลมคม ไม่ยัดเยียด ไม่งี่เง่า ไม่เชย

ทั้งประเด็นของพ่อแม่ที่จะทำอย่างไรเมื่อรู้ว่าลูกสาวไม่อยากเป็นผู้หญิง หรือ เมื่อมีชายหนุ่มแต่งตัวเปิ๊ดสะก๊าด ทำอาหารอร่อย อ่อนหวานอย่างยิ่งมาปิ๊งลูกทอมบอยของตัว

หรือแม้กระทั่งความขัดแย้งที่มีอยู่ในตัวละครแต่ละตัวว่าจะอยู่ในสังคมนี้อย่างไรให้ราบรื่น เป็นสุข

แต่นั่นยังไม่เท่ากับที่ฉันประทับใจในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของ sexual harassment หรือการล่วงละเมิดทางเพศ

sexual harassment ไม่ใช่แค่การล่วงละเมิดทางเพศเฉยๆ แต่เป็นการละเมิดจากผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า เช่น ครูกับลูกศิษย์ นายจ้างกับลูกจ้าง เจ้านายกับเลขาฯ สมภารฯ กับไก่วัด นักแสดงหน้าใหม่ที่ต้องพลีตัวให้โปรดิวเซอร์เพื่อเอาเต้าไต่ไปสู่ความสำเร็จ ฯลฯ

ทั้งนี้ ไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้นที่เป็นฝ่ายถูกกระทำ เพราะในหลายๆกรณี ผู้หญิงที่มีอำนาจ ตำแหน่ง บารมี สูงกว่าก็ harass ลูกน้องผู้ชายได้เช่นกัน

ในสถานที่ทำงานหลายๆ แห่งมีคู่มือสำหรับเอาไว้ระวังพฤติกรรมอันสุ่มเสี่ยงอันเราจะไปกระทำการ "ละเมิด" เพื่อร่วมงานหรือลูกน้องโดยไม่รู้ตัวหรือไร้เดียงสา

เพื่อนคนเกาหลีที่สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยเกาหลีบอกว่า หากนักศึกษาหาว ง่วงงุนในห้องเรียน อาจารย์มิบังควรไปตั้งคำถามกับเด็กว่า "เมื่อคืนมัวแต่ไปทำอะไรมา?" เพราะมันส่อเจตนาไปในเรื่องเพศ อันถือเป็นการล่วงละเมิดทางเพศได้

การระแวดระวังเรื่อง sexual harassment เป็นเรื่องที่ดี แต่ขณะเดียวบางกรณีก็คงคล้ายกับการการเรียกปลาช่อนว่าปลาหาง เรียกผักบุ้งว่าผักทอดยอด เรียกปลาสลิดว่าปลาใบไม้ เพราะบางสิ่งบางอย่างมันไม่เคยเป็นเรื่องจนกระทั่งมีคนมาสะกิดให้เรารู้ว่ามันเป็น "เรื่อง" บางอย่างเราไม่เคยรู้ว่าหยาบ คราวนี้ก็เลยสว่างวาบ

อ๋อ...เช่นเดียวกับการถามนักศึกษาว่าเมื่อคืนมัวแต่ไปทำอะไรมา อาจารย์อาจจะถามด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้คิดเรื่องลามกจกเปรตเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อมันถูกบัญญัติเป็นกฏข้อห้ามพร้อมคำอธิบาย พวกเราก็เลยพลอยสยิวกิ้วไปกับคำถามนี้ไปด้วยเลยแฮะ

ฉันนึกถึงการเรียกร้องเรื่อง sexual harassment ที่ถูกนำเสนอในสื่อของไทย ในวรรณกรรมไทย และในละครไทย เท่าที่นึกออก ส่วนใหญ่จะออกมาในแนวร้องให้ขี้มูกโป่ง มีแถบดำคาดตา ไปหามูลนิธิปวีณา และถ้อยคำปลุกเร้าความเห็นใจเหยื่อ และตอกย้ำความเสียหายที่เหยื่อได้รับ และโดยมากจะเน้นว่าเป็นความเสียหายที่ยากจะกอบกู้ขึ้นมาให้ได้หเมือนเดิม

(ฉันใช้คำว่า "เหยื่อ" อย่างตั้งใจ เพื่อให้สอดรับสิ่งที่ปรากฏอยู่ในสื่อของไทย)

ตัวละครใน Last Friends น้องคนที่เป็นทอมบอยหน้าใส (จนฉันเคลิ้มว่าฉันก็ชอบผู้หญิงได้เหมือนกันแฮะ) เข้าไปอยู่ในวงการรถแข่งอันแน่นอนว่าต้องเต็มไปด้วยผู้ชายแมนโคตรจะแมน และไม่ว่าเธอจะพยายามพิสูจน์ฝีมือ จิตใจอันกล้าแกร่ง ความอดทน ให้เป็นที่ประจักษ์แค่ไหน ใครๆ ก็ยังอยากเห็นเธอเป็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ดี รวมทั้งครูฝึกที่เธอเองก็เคารพนับถือ

เหตุเกิดเมื่อครูและลูกศิษย์ไปดื่มฉลองชัยชนะ และครูได้ลวนลามเธอ ถ้าเป็นนางเอกไทยอาจจะต่อย (แบบทัดดาว บุษยา ต้นตำรับ "เจ้าฮะ") หรือไม่ก็ร้องให้ขี้มูกโป่ง แต่การรับมือกับการถูกลวนลามทางเพศในละครเรื่องนี้กลับเป็นการตั้งสติ เจรจา ไม่ใช่ครั้งเดียวแต่ครั้งแล้วครั้งเล่า

หญิงสาวคนนั้นไม่ได้โวยวาย เลิกแข่งรถ เปลี่ยนสนาม เปลี่ยนครู แต่ทีละเล็กทีละน้อย เธอพยายามที่จะปกป้องไม่เปิดโอกาสให้ตนเองถูกลวนลาม

ขณะเดียวกันได้พยายามยืนหยัดสร้างสิ่งที่เรียกว่า การเคารพกันและกันในฐานะที่เป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันโดยไม่เกี่ยวว่าคุณเป็นคนเพศอะไรขึ้นมาให้ได้

ครูฝึกหยุดลวนลามเธอไม่ใช่เพราะว่าเขาเลิกหื่นหรือหมดปรารถนา หรือกลัวจนมูลนิธิปวีณาประจานหรือกลัวว่าจะโดนชก แต่เขาหยุดเพราะเขาตระหนักในศักดิ์ศรีของเธอในฐานะที่เป็นนักแข่งรถมืออาชีพคนหนึ่ง ไม่ใช่เพราะเธอเป็นหญิง ชาย หรือเกย์ เขาหยุดเพราะเขาตระหนักในความเป็นมนุษย์ของเธอที่ไม่ต่างจากเขา และฉันคิดว่านี่เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาการละเมิดทางเพศ

และไม่อยากเชื่อว่าประเด็นแบบนี้จะถูกทำออกมาได้ดีและลึกซึ้งมากในละครตลาดๆ ดูสนุกๆ แถมยังเรียกน้ำตาได้ท่วมจอ (อันนี้สื่อสารไปยังคนทำละครไทยว่าละครเน่าๆ ก็ทำให้มีสาระได้ ถ้ามีกึ๋นพอ อย่ามาอ้างว่าทำละครดีๆ ไม่ตบกัน ไม่โชว์นม แล้วจะไม่มีคนดู)

เรื่องนี้ทำให้ฉันนึกถึงคลิปที่ว่ากันว่า "ฉาว" ของนักการเมืองผู้หญิงหลายคนที่ถูกปล่อยออกมาเพื่อทำลายอนาคตทางการเมืองของพวกเธอ มีทั้งนักการเมืองใต้หวัน นักการเมืองมาเลเซีย บางทีเป็นแค่คลิปอาบน้ำ และฉันคิดว่านี่คือการ harass ทางการเมืองโดยใช้เรื่องเพศมาเป็นเครื่องมือ

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด เพราะไม่มีเรื่องไหนจะสามารถดิสเครดิตคนได้มากไปกว่าเรื่องเพศที่ไม่ถูกรีตถูกรอย การโค่นล้มผู้มีอำนาจนั้นอาจทำด้วยการรัฐประหารก็อย่างหนึ่ง แต่การปล่อยข่าว คาวๆ ฉาวๆ เรื่องเพศก็เป็นอาวุธสำคัญที่จะทำให้อำนาจนั้นอ่อนแรงลงได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ

ก่อนการปฏิวัติ 2475 สิ่งที่นักหนังสือพิมพ์ไทยโจมตีความฟอนเฟะของระบอบศักดินาได้อย่างต่อเนื่องและมีอิทธิพลจูงใจคนได้มาก็ว่าด้วยขุนนางที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง แถมยังไม่ทำการทำงาน ทำแต่สิ่งที่เรียกว่า ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา

การมีหลายลูกหลายเมียของขุนนางไทยก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่นักเสรีนิยมตอนนั้นประณามและเหล่านี้ก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยเกื้อให้การปฏิวัติ 2475 ประสบความสำเร็จ เพราะประชาชนก็เอือมกับระบอบที่เอาแต่สีซอ

แต่ถึงเราจะเลิกระบอบค่ำเช้าเฝ้าสีซอในทางกฏหมาย แต่ไม่ได้แปลว่า "ขุนนาง" ไทยหรือผู้ชายไทยหันมามีเมียคนเดียวตามกฏหมายสมัยใหม่ของบ้านเมือง แต่ที่เปลี่ยนไปคือหันไปมีอย่างหลบซ่อน บิดบังเสีย แล้วใช้ความพยายามอีกนิดในการสร้างภาพพจน์ครอบครัวอบอุ่น หรรษาให้ประชาชีเห็น

ประเด็นมันอยู่ที่ว่าคุณจะไปทำลามกจกเปรตที่ไหนกับใครก็ได้ แต่บทบาทที่ต้องแสดงให้สาธารณะประจักษ์ให้จงได้คือภาพของแฟมิลิแมน กับครอบครัวเปี่ยมสุข

เรื่องนี้ ทักษิณก็ออกจะเก่ง เรามักจะเห็นภาพครอบครัวชินวัตรหรรษาช้อปปิ้ง กินข้าว อยู่บ่อยๆ หรือเร็วๆ นี่มีข่าวว่า อภิสิทธิ์ยินดีจะเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ผู้ชายรักเดียวใจเดียวมีเมียคนเดียว

แต่อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า วัฒนธรรมสำส่อนหลายเมียของผู้ชายไทยนั้นไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย นักการเมือง นายพลทหารฯ จะมีเมียกี่คน ไม่มีใครติดใจสงสัยจะตั้งคำถามเรื่อง "ศีลธรรม" แถมยังยกย่องให้เป็นเอกบุรุษ บริหารการบ้านก็เรียบร้อย แบบนี้มาบริหารการเมืองก็คงจะราบรื่น กลายเป็นเรื่องเสริมสร้างบารมี ตีปี๊บดังน่าชื่นชม

สิ่งที่ฉันกำลังจะพูดคือ เมื่อสังคมเรียกร้องมาตรฐานเรื่องเพศต่อผู้หญิงและผู้ชายไม่เท่ากัน เมื่อก้าวเข้าสู่การเป็นนักการเมือง นักการเมืองผู้หญิงจึงเปราะบางต่อการถูกใช้ประเด็นเรื่องเพศมาบั่นทอนความน่าเชื่อถือของพวกเธอ นักการเมืองหญิงไทยโดนทั้งข่าวลือเรื่องเป็นเมียน้อยหัวหน้าพรรค บางคนว่าท้องกับหัวหน้าพรรค

ร้ายแรงที่สุดมีแม้กระทั่งการปล่อย "คลิป" ส่วนตัวออกมาเผยแพร่อย่างจงใจที่จะทำลายชื่อเสียง (นักการเมืองหญิงของหลายๆ ประเทศต่างก็เจอเรื่องแบบนี้ไปทั่วถ้วน)

สำหรับฉันผู้หญิงทุกคนไม่ใช่เฉพาะแต่นักการเมือง-ดาราภาพยนตร์ คนมีชื่อเสียงในแขนงต่างๆก็โดนกันอยู่เนืองๆ-ที่ถูกกระทำแบบนี้ควรจะต้องออกมาต่อสู้ให้สง่างาม เรื่องผิดถูกทางกฏหมาย และศีลธรรมทางเพศนั้นต้องถกเถียงกันยาว แต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกับสังคมคือ การที่ใครสักคนมีเซ็กซ์กับใครสักคนด้วยความยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่าย ยิ่งการถ่ายรูปเก็บไว้ดูเล่นก็นั้นเป็นเครื่องบันเทิงส่วนตัว ไม่ผิดกฏหมายข้อไหนทั้งสิ้น (อย่าบอกนะว่าคุณเองไม่เคยทำ หรืออยากทำกับเขาสักครั้ง อิอิ)

และถึงที่สุดหากภาพจะเล็ดรอดอออกก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย-มันก็แค่ 1 ในหลายๆ แอ็กชั่นในชีวิตประจำวันของมนุษย์ เฉกเดียวกับการรับประทานอาหาร การแรงฟัน แคะขี้หู ฯลฯ

การต่อสู้เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ หรือการใช้เรื่องทางเพศมาเป็นเครื่องมือเพื่อทำลายชื่อเสียงของผู้หญิง ไม่อาจทำได้ด้วยการร้องแรกแหกกระเชอ ร้องห่มร้องให้ ขอความเห็นใจว่าหนูผิดไปแล้ว หรือหนูโดนแกล้งจากคนใจร้าย แต่จะต้องได้มาด้วยการออกมายืนยันการกระทำของตนอย่างองอาจ และพร้อมจะตั้งคำถามกลับไปว่า

so what?

นี่ไม่ใช่อาชญากรรม และต้องเข้าใจว่าด้วยว่า ฝ่ายที่นำข้อมูลนั้นมานำเสนอต่อสาธารณะก็มีสิทธินำเสนอ และสังคมก็ย่อมใช้วุฒิภาวะของตนตัดสินว่า การกระทำนั้นชอบธรรมหรือไม่

แต่ถ้าผู้หญิงยังก้มหน้าร้องไห้ และดำเนินชีวิตอยู่ในกรอบของศีลธรรมทางเพศหน้าไหว้หลังหลอก "ทำได้แต่ห้ามพูด" ผู้หญิงก็ย่อมตกอยู่ในสภาพน้ำท่วมปาก อย่างมากก็แค่หลีกลี้หนีหน้าประชาชนไปจนกว่าคนจะลืม และหมดโอกาสที่จะได้ผุดได้เกิดอีกรอบ

พูดให้ถึงที่สุดถ้าผู้หญิงทุกคนยังไม่สามารถเดินออกมานอกกรอบของระบบผัวเดียวเมียเดียว, ความสัมพันธ์ที่จำกัดวงไว้เฉพาะหญิงและชาย, ยังเชื่อว่าการล่วงละเมิดทางเพศแก้ได้ด้วยการออกบทลงโทษให้หนัก, ยังนิยามบทบาทของตนเองไว้กับความเป็นลูกสาว เป็นเมีย เป็นแม่

จนลืมไปว่าตัวเองก็เป็น คน คนหนึ่ง และเป็น คนได้อยู่อย่างนั้นโดยไม่ต้องพยายามเลื่อนฐานะไปเป็นเมีย หรือ เป็นแม่ของใครเสียก่อน ในทางกลับกันความเป็นคนของผุ้หญิงก็ไม่ได้ลดลงเพียงเพราะเป็นลูกสาวที่แย่ เป็นเมียที่ร่าน หรือเป็นแม่ที่เลว

เมื่อนั้นผู้หญิงถึงจะมีอำนาจต่อรองและยืดอกอธิบายเรื่องราวของตนเองให้สังคมฟังได้

เมื่อเราเริ่มต้นอธิบายได้ เราน่าจะได้เริ่มต้นสร้างความเคารพแก่ตัวเองและสามารถโน้มนำให้สังคมเริ่มเคารพในตัวของเราได้บ้าง