Loading ...
Be My Guest พันธุกรรมทางความคิด 'ยงยุทธ จรรยารักษ์'
โดย เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ

“ที่โลกเรามีปัญหาทุกวันนี้ เพราะอะไรรู้ไหม เพราะเราคิดว่า เราเป็นเจ้าของโลก” ผศ.ยงยุทธ จรรยารักษ์ อาจารย์พิเศษภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวขึ้นระหว่างการสนทนา
อาจารย์ยงยุทธ แม้จะไม่ใช่นักวิชาการที่โด่งดัง แต่มีแฟนคลับตั้งแต่เด็ก ผู้บริหารและคนสูงวัย หลายคนติดอกติดใจกับการบรรยายเรื่องชีวิต ธรรมชาติ ศิลปะ ประวัติศาสตร์ และการบริหาร ทุกอย่างคือเรื่องเดียวกัน เขามักจะกระตุกต่อมความคิดชวนให้สังเกตเรื่องนั้นเรื่องนี้
เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถโยงทุกเรื่องให้เป็นหนึ่งเดียวได้อย่างน่าสนใจ ในวันสัมภาษณ์เราคุยกันในสวนเล็กๆ ข้างภาควิชาพฤกษศาสตร์ เป็นสวนที่อาจารย์ปลูกเองจากต้นไม้ที่คนทิ้งๆ ขว้างๆ
“ผมปล่อยให้เป็นไปตามวิถีของมัน คนส่วนใหญ่ที่เดินผ่านไปมา ก็ว่ารก ใบไม้เต็มไปหมด ผมก็บอกว่า รกที่ แต่โล่งใจ และผมเอาอิฐมาทำเป็นทางเดินเล็กๆ เพราะมีปูอยู่แถวนั้น ไม่อยากให้คนเหยียบ แต่เดิมพอฝนตก น้ำจะท่วมออกไปนอกฟุตบาท แต่พอผมทำสวนตรงนี้ ดินอุ้มน้ำไม่ไหลออกนอกฟุตบาท”
ก่อนจะเริ่มบทสนทนา อาจารย์คุยถึงสวนเล็กๆ อย่างมีความสุข แม้อาจารย์จะเกษียณอายุแล้ว แต่ก็ยังสอนหนังสือที่คณะ และเป็นวิทยากรรับเชิญชวนให้คนเข้าสู่กระบวนการคิดอย่างสนุกสนาน

+ ช่วยขยายความคิดที่อาจารย์บอกว่า "คนเรามักคิดว่า เราเป็นเจ้าของโลก" ให้ฟังสักนิด

เรามักคิดว่าโลกเป็นของเรา พอมนุษย์เข้าไปอยู่ตรงไหน ก็ต้องเปลี่ยนแปลงทุกอย่างตามที่เราต้องการ นั่นก็ที่ทางของฉัน นี่ก็ลานจอดรถของฉัน ธรรมชาติห้ามอยู่ในที่นั้นๆ

+ แล้วเราจะหยุดยั้งความเจริญได้หรือ
ที่เรียกว่า ความเจริญคืออะไร (ย้อนถาม) ความเจริญคือความทันสมัย หรือการพัฒนา หรือการทำลายให้หมดไป เพื่อให้เราปลอดภัยที่สุด เวลาคนเราไปอยู่ในธรรมชาติ ก็บอกว่านี่คือสิ่งที่ฉันอยากอยู่ จิตวิญญาณของฉันอยู่ตรงนี้ แล้วก็ลงมือซื้อที่ดินทำให้มันโล่งเตียนเพื่อสร้างที่พัก พวกแมลงหรือสัตว์ก็ค่อยๆ กำจัดออกไป เมื่อเป็นอย่างที่ต้องการแล้ว ก็เบื่ออีก สร้างบ้านหลังใหม่อีก เพราะคนลืมไปว่า ความสุขที่แท้จริงคือธรรมชาติ ขณะที่จิตวิญญาณเรียกร้อง ธรรมชาติคือสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด แต่เรามีความกลัวว่า ชีวิตจะไม่สะดวกสบาย ธรรมชาติก็เลยค่อยๆ หายไป
ธรรมชาติแปลว่าอะไร มีสองคำคือ ธรรมะ+ชาตะ ธรรมะคือความจริง สิ่งที่ปรากฏจับต้องได้ รับรู้ได้ ชาตะคือ การเกิด ซึ่งเป็นวัฏจักร เมื่อมีเกิดก็ต้องมีดับ ใบไม้ก็ต้องร่วง นั่นคือวัฏจักร ธรรมชาติจะมีวิถีของตัวเอง แต่พอเราไปพัฒนาชนบทเปลี่ยนเป็นเมือง มันก็เกิดความขัดแย้ง ระหว่างมนุษย์กับทุกสรรพสิ่ง

+ วิธีคิดแบบนี้ออกจะอนุรักษนิยมเกินไปหรือเปล่า
คำว่าโลกไปถึงไหนแล้วแปลว่าอะไร ต้องก้าวทันโลกไหม โลกสมัยใหม่...จำต้องเหมือนคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเราไหม มันดีสำหรับเราหรือเปล่า แล้วการเจริญเติบโตแปลว่า การเปลี่ยนแปลงตัวเองจากจุดที่ด้อยพัฒนาพึ่งตัวเองไม่ได้ ไปสู่การพัฒนาเต็มขั้นคือ ยืนอยู่ด้วยตัวเองได้ นั่นคือ การพัฒนา ไม่ใช่ความทันสมัย ความเจริญคือความสุข แต่ไม่ใช่ความสนุก ความสนุกกับความสุขคนละเรื่องกัน แต่เราก็เหมาว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
ความเจริญก็ต้องสะดวกด้วย รู้ไหมสมัยก่อนช่วงที่เราสะดวกที่สุดในการใช้ชีวิตคือ ตอนน้ำหลากท่วมทุ่ง เราพายเรือตัดทุ่งไปได้ทุกแห่ง สัตว์น้ำได้ผสมพันธุ์ แมลงหรือมดถูกน้ำชะล้างเป็นอาหารปลา ในเดือน 11 เดือน 12 ปลาก็จะวางไข่เต็มไปหมด พอถึงเดือนอ้ายปลาก็จะตัวโต เราก็เอาล่อไปวางดักปลา ไม่ต้องทำอะไรเลย

+ ก่อนจะคุยถึงเรื่องการอนุรักษ์ต่อ อยากให้อาจารย์เล่าถึงชีวิตตัวเองสักนิด
ผมมีนิสัยชอบเที่ยว ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็เคยขี่จักรยานจากกรุงเทพฯ ไปปีนัง ตอนเป็นอาจารย์ ทางคณะให้ผมไปเรียนปริญญาเอก แต่ผมไม่ไป เพราะตอนนั้นมีลูกสาวแล้ว เป้าหมายชีวิตของผมเปลี่ยน ความเจริญรุ่งเรืองของผมหยุด คนที่ต้องเจริญรุ่งเรืองก็คือลูก ผมอยากให้ลูกขึ้นมาเท่าผมและแซงหน้าผม ผมไม่เคยสั่งลูก แต่จะสอนลูกเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองโลกให้ลูก ส่วนการตัดสินใจเป็นของลูก เพราะชีวิตเป็นของเขา

+ แม้คนส่วนใหญ่จะรู้ว่าต้องเลี้ยงลูกให้มีความสุข แต่ในทางปฏิบัติทำได้ยากยิ่ง อาจารย์มีข้อแนะนำอย่างไรคะ
สมัยก่อนเวลาผมไปส่งลูกที่โรงเรียน ผมจะบอกลูกว่า เรียนให้สนุกนะ ถ้าไม่สนุกไม่ต้องไปเรียน รู้ไหมสิ่งที่มีค่าสูงสุดอยู่ตรงไหน ถ้าในปัจจุบันเรามีความสุข อดีตเราก็จะมีความสุขที่สุด เพราะสิ่งดีๆ ที่เราทำในปัจจุบัน และในอนาคตเราก็จะสุขที่สุด เพราะเราปูพื้นฐานจากปัจจุบันขึ้นไป เพราะปัจจุบันเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุด

+ คิดได้อย่างนี้ เพราะศึกษาธรรมะหรือ
ไม่... ผมเป็นคนห่างวัด ผมไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางวัด วัดที่ผมเข้าไป ก็เพื่อศึกษาศิลปะ และศิลปะในมุมมองของผมก็ไม่เหมือนชาวบ้าน เวลาผมมองศิลปะผมมองไปถึงดีเอ็นเอของสิ่งนั้น ศิลปินที่ทำงานชิ้นนั้น มีความคิดความเชื่อ และนับถือศาสนาอะไร ปัจจัยแวดล้อมเป็นอย่างไร ผมศึกษาศิลปะในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์ มันถูกกำหนดด้วยพันธุกรรมที่มีอยู่ในตัว แล้วพันธุกรรมของโบสถ์อยู่ตรงไหน อยู่ที่คนสร้างโบสถ์ ผมก็จะสนุกกับการแกะความคิด

+ แกะรอยความคิดเพื่อค้นหาบางอย่าง
ความรู้มันมาจากการเลียนแบบ แต่ปัญญามาจากการพิจารณา คิด แล้วตรวจสอบและทดสอบว่าสิ่งที่เราคิดใช่หรือไม่ ปัญญาที่ถูกบันทึกเป็นความรู้ แล้วคนก็จะมาอ่านต่อ เราก็จะรู้ได้เท่าที่เขาเขียน แต่ไม่รู้ที่มาของการเขียน มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐเพราะศักยภาพทั้งหก มีประสิทธิภาพมากกว่าสัตว์โลกทั้งปวง สุนัขจมูกดีกว่าเรา แต่ตาไม่เท่าเรา แมวตาดีกว่าเรา แต่หูดีไม่เท่าเรา มนุษย์มีองค์ประกอบที่สมบูรณ์แบบ แต่มีจุดอ่อนนิดหนึ่งคือ เมื่อสมบูรณ์และซับซ้อนทำให้การแพร่พันธุ์ทำได้ยาก
แพร่พันธุ์ยากตรงไหน ตอนมนุษย์เกิดใหม่ๆ ช่วยตัวเองไม่ได้แม่ต้องเลี้ยงเรา ต่างจากสัตว์อื่นๆ ออกลูกแล้วทิ้งเลย ถ้าสัตว์ชนิดใดพัฒนาตัวเองได้มาก ศักยภาพในการช่วยตัวเองก็จะลดลง แม่ต้องคอยดูแลมากขึ้น ยกตัวอย่างต้นไม้โบราณ แค่สปอร์ปลิวไปตกที่ไหนก็งอกได้เลย แต่ต้นไม้ที่ถูกพัฒนาขึ้นมา สปอร์ปลิวไปตกที่ไหน ก็งอกเองไม่ได้ ต้องมีสภาพที่เหมาะสมถึงจะงอก จึงต้องมีอาหารสะสมในใบเลี้ยงเพื่อความอยู่รอด
ผมจะสนใจภูมิใจของคนสองระดับคือ ภูมิปัญญาพื้นบ้าน พวกเขาใช้ชีวิตเพื่อความอยู่รอด และภูมิปัญญาหลวงจะอยู่ในวัดและวัง ชีวิตต้องมีความสุนทรีย์และศิลปะ ซึ่งได้รับอิทธิพลหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่ว่าเราอยากเรียนรู้อะไร

+ อาจารย์เป็นนักพฤกษศาสตร์ แต่ทำไมรู้เรื่องศิลปะ ประวัติศาสตร์ และกระบวนการคิด
ผมไม่เคยบอกว่า ผมเป็นนักพฤกษศาสตร์ เพราะผมสอนแบบไม่มีตำรา แต่เด็กสนุกมาก ผมสอนตอนเช้าสามชั่วโมง เด็กไม่อยากออกไปไหนเลย เพราะเขาได้คิดตลอด เขาใช้ความคิดสู้กับผมและเพื่อนๆ ในห้องเรียน ถ้าคุณอยากรู้มานั่งเรียนดูก็ได้ ผมสอนวิชามนุษย์กับธรรมชาติ และโลกของพืช
จากการประเมินของเด็กๆ พบว่า วิชาที่ผมสอนอยู่ในอันดับท็อปเทน บางปีปิดคอร์สไปแล้ว ยังมีเด็กขอกลับมาเรียนใหม่ ผมก็เลยบอกว่า แล้วนักศึกษาใหม่จะเข้ามาเรียนได้ยังไง ตอนแรกเด็กๆ ก็คาดหวังในเกรด เด็กที่ลงวิชาผมจะได้เกรดเอทั้งหมด เพราะคนที่ไม่ได้เกรดเอจะถอนหมด ชั่วโมงแรกที่ผมสอน ผมจะบอกว่า สิทธิในการเรียนเป็นของคุณ สิทธิในการสอนเป็นของผม สิทธิในการทำสอบเป็นของคุณ สิทธิในการให้คะแนนสอบเป็นของผม ถ้าคุณตอบให้โดนใจผม คุณก็ได้คะแนนเต็ม เพราะฉะนั้นถ้าคุณตั้งใจเรียนในสิ่งที่ผมสอน คุณก็จะตอบตรงใจผม นี่คือ การใช้ชีวิตร่วมกันให้มีความสุข ดังนั้นเป้าหมายต้องตรงกัน เด็กที่มาเรียนก็อยากได้วิธีคิดแปลกๆ อยากได้เพื่อนต่างคณะ วิชาที่ผมสอนจะเรียนนอกสถานที่ ไม่มีตำรา และใครจดอะไรไว้ก็เปิดลอกได้เวลาสอบ เพราะเวลาเราทำงาน มีใครห้ามให้เปิดตำราไหม แล้วทำไมเวลาสอบต้องห้ามเปิดตำรา

+ ไม่อิงตำราเป็นหลักในการสอน แล้วกระบวนการเรียนรู้เป็นอย่างไร
การเรียนการสอนบ้านเรา ถ้าไม่อ้างตำราต่างประเทศ อาจารย์ก็จะกลัวว่า จะรู้น้อยกว่าผู้เรียน เพราะคำว่า อาจารย์ต้องอยู่เหนือลูกศิษย์ ผมมองว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างปัญญาก็คือ ถ้าเราไม่เจอความโง่ก็ไม่มีโอกาสฉลาด เพราะเราได้แต่จำ แต่คิดไม่เป็น ชีวิตคนเราต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ชีวิตคนเรามีห้าส่วนคือ ส่วนตัว ครอบครัว สังคม งานและอนาคต และชีวิตคนเราต้องถึงวันที่เราต้องเป็นตัวของเราเองทั้งหมด เลิกเป็นขี้ข้าเขา คนยุโรปหรือตะวันตกเมื่อเรียนจบขั้นพื้นฐานแล้ว พวกเขาจะลงมือค้นหาชีวิตบั้นปลาย จะใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุขที่สุด เขาก็จะลองเรียนสะเปะสะปะแล้วลองทำ ถ้ารู้ว่า ใช่แล้ว เขาก็จะลงมือทำสิ่งนั้นไปตลอดจนกระทั่งเกษียณ แต่สังคมไทยไม่ใช่แบบนั้น ชีวิตเราเป็นไปตามที่สังคมกำหนด แต่สำหรับผมแล้ว งานสอนเป็นงานที่มีความสุขที่สุด สุขตรงที่ไม่มีใครสั่งเรา ถ้าเขาสั่งเรา ก็ไม่จำเป็นต้องทำตาม ถ้าเราไม่ต้องการสิ่งล่อ และผมไม่เคยได้สองขั้น ผมไม่เดือดร้อน
อย่างแนวการสอนในมหาวิทยาลัยวางไว้ว่า ต้องมีตำราต่างประเทศ และสื่อการสอน แต่ผมบอกว่าอยู่ที่ต้นไม้ ผมต้องการสอนให้คนคิด ไม่อยากสอนให้คนจำ เพราะการสอนให้คิด เปรียบเสมือนสร้างคนเป็นนายพล ต้องสร้างด้วยปัญญา ถ้าจะสร้างพลทหารต้องสร้างด้วยมือกับเท้า ห้องเรียนที่ผมสอนรับได้สูงสุดไม่เกิน 50 คน ทางคณะอยากให้รับเยอะๆ ผมบอกว่า รับเยอะๆ ก็ต้องสอนแบบพลทหาร

+แล้วจุดอ่อนของระบบการศึกษาไทยอยู่ตรงไหนคะ
ไม่ได้เริ่มต้นให้เด็กเรียนรู้จากการสังเกต อย่างการสอนระดับประถมที่ญี่ปุ่น จะพาเด็กเข้าสวน ให้เดินจับคู่กัน เป้าหมายคือฝึกวินัย ทำให้เด็กเกิดความเคยชิน หัดให้เด็กสังเกต และประเมินว่าคิดยังไง ครูจะไม่เดินอธิบายเหมือนบ้านเรา ถ้าเดินอธิบายเด็กจะตาบอด ผมเป็นวิทยากรสอนตั้งแต่เด็กอนุบาลจนถึงปริญญาโท และคนข้างนอกที่เชิญผมเป็นวิทยากร ผมไม่ใช่อาจารย์ ผมเป็นครูสอนใครก็ได้

+ ถ้าจะรอบรู้ทุกเรื่อง คงอ่านหนังสือเยอะ
ผมมีศักยภาพการอ่านต่ำมาก แต่ศักยภาพการเดินทางสูง เมื่อหลายปีก่อนผมตกรถที่เชียงใหม่ ก็เลยเดินเล่นในวัดพันเตา มีความเชื่อว่า หากใครทำบุญที่วัดนี้จะได้บุญพันเท่า และข้างวัดพันเตา คือวัดดวงดี ถ้าใครดวงไม่ดี ทำบุญที่วัดนี้ก็จะดวงดี นี่คือเสน่ห์ของเชียงใหม่ แต่ผมมองเรื่องนี้อย่างวิทยาศาสตร์ จึงต้องหาเหตุผล จนวันหนึ่งผมไปเจอเอกสาร พบว่า ข้างวัดพันเตาคือ วัดเจดีย์หลวงในอดีตต้องใช้อิฐมหาศาลในการสร้าง จึงมีเตาเผาอิฐมากมาย พอเลิกเผาอิฐกลายเป็นที่รกร้าง วัดนั้นก็เลยเรียกวัดพันเตา

+แล้วทำไมสนใจเรื่องราวประวัติศาสตร์คะ
ไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์ แต่ผมสนใจศิลปะ เวลาผมไปไหน ผมจะสงสัยและพยายามหาคำตอบ ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นนักสื่อความหมาย คุณรู้ไหมว่า พระเจ้าอู่ทองมาจากไหน คนส่วนใหญ่บอกว่ามาจากเมืองอู่ทอง ผมบอกว่ามาจากลพบุรี แต่เดิมเป็นอาณาจักรละโว้ ซึ่งรุ่งเรืองมากเพราะเป็นเมืองท่าค้าขาย ถ้าชายฝั่งทะเลอยู่ตรงนั้น สรรพวิชาเกิดขึ้นมากมาย แต่ธรรมชาติไม่หยุดนิ่ง ดินตะกอนทับถมกัน จากเมืองท่าชายฝั่งทะเลเมืองละโว้ จำต้องถอยร่นไปเรื่อยๆ เมื่อเจ้าเมืองค้าขายไม่ได้ ก็ต้องสร้างเมืองท่าใหม่ คือ อโยธยา เมืองละโว้กลายเป็นเมืองลูกหลวงของอโยธยา ต่อมาก็มาสร้างเมืองใหม่ ฝั่งตรงข้ามคือ อยุธยา ดังนั้นในวิธีคิดของผมคิดว่า พระเจ้าอู่ทองต้องมาจากเมืองละโว้ และร่ำรวยมาก อโยธยารุ่งเรืองเพราะเป็นเมืองท่า แต่ทำไมอโยธยาล่ม หลายคนบอกว่า พม่าตี แต่ผมบอกว่าในช่วงยุคสมัยนั้น เศรษฐกิจตกต่ำ ชายฝั่งทะเลถอยร่นมาเรื่อยๆ
ดังนั้นเวลาผมเป็นวิทยากรพาชม ผมจะรวมพลปล่อยให้เดินสังเกตธรรมชาติหรือโบราณสถานก่อน ไม่ใช่ไปถึงยืนอธิบายไปเรื่อยๆ คนที่ไปด้วย ก็ไม่ได้มองหรือฟังอะไรเลย เพราะเขาก็อยากเอาตัวเองไปปะข้างๆ ทิวทัศน์แล้วถ่ายรูป

+ เพื่อนำทุกคนไปสู่กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน
ผมสอนเรื่องอะไรก็ได้ แต่เข้ากันได้ทุกเรื่อง คือ เรื่องธรรมชาติ เพราะธรรมชาติเป็นต้นแบบของทุกอย่าง ครูใหญ่ของพระพุทธองค์คือ ต้นไม้ ถ้าไม่เห็นต้นไม้คงไม่รู้จักอนิจจัง แล้วต้นไม้ให้ตำราเยอะ ผมเคยถามนายธนาคารว่า รู้จักหญ้าขจรจบไหม วัชพืชที่โตเร็วและตายเร็ว ขณะที่ต้นสักหรือพยอม ทำไมโตช้าเพราะมันส่งพลังงานไปเลี้ยงรากขนาดใหญ่ และส่งน้ำเลี้ยงไปที่ยอดไม้ ปีหนึ่งโตไม่กี่เซนติเมตร อะไรก็ตามที่มันโตเร็วก็ตายเร็ว โตช้าก็ยั่งยืน ไม่ต่างจากการจัดองค์กร

+ ธรรมชาติสอนคนในทุกๆ เรื่อง แล้วมีวิธีการเชื่อมโยงกับชีวิตอย่างไรคะ
ถ้าคนคนนั้นออกไปไหนไม่ได้เลย ดูจากตำราอย่างเดียว ก็ได้แค่ความรู้ แต่ไม่มีโอกาสเกิดปัญญา เพราะไม่ได้เข้าสู่กระบวนการคิด แต่พอเราออกไปข้างนอก ไม่มีตัวความรู้เลย มีแต่ของจริงในธรรมชาติ ก็จะทำให้เราคิด รู้ไหมว่า ความรู้กับปัญญาต่างกันตรงไหน

+ต่างกันตรงไหนคะ
ความรู้กับปัญญา มันเป็นศัตรูกัน ความรู้เป็นกรงขังปัญญา ถ้าเรามองอะไรด้วยความรู้ก็จะคิดไม่ได้ เพราะสังคมทำให้คนบ้าความรู้ แล้วทิ้งปัญญา เพราะปัญญาต้องเกิดจากการสังเกตสิ่งรอบตัว คิด ประมวล วิเคราะห์ออกมา ผมจะไม่สอนคนที่เพิ่งจบปริญญาใหม่ๆ ยกเว้นคนที่ผ่านการทำงานแล้ว เพราะเขาเจอมาแล้วว่า ทฤษฎีพวกนั้นใช้ในชีวิตจริงไม่ได้ เรื่องนี้ยังมีจุดอ่อนอีกเยอะและรู้ไหมความสำเร็จของชีวิตอยู่ตรงไหน
ความสุขไม่จำเป็นต้องเป็นความสำเร็จ แต่หัวใจความสำเร็จอยู่ที่เป้าหมาย ปกติคนในสังคมไม่ค่อยวางเป้าหมาย คุณต้องตั้งเป้าหมายก่อน เมื่อมีเป้าหมายก็ต้องมีกระบวนการวางแผน แต่เดี๋ยวนี้คนไม่วางแผน แค่โทรบอกว่าเดี๋ยวเจอกัน แต่ไม่รู้ว่า ต้องไปทำกิจกรรมอะไรร่วมกัน คุณรู้ไหมว่า อารยชนกับอนารยชนต่างกันอย่างไร อารยชนคือคนที่เอาเทคโนโลยีมาเป็นขี้ข้า เพื่อเพิ่มศักยภาพของตัวเอง แต่อนารยชน โดนเทคโนโลยีบงการชีวิต

+ เป้าหมายในชีวิตของอาจารย์ วางไว้อย่างไรคะ
พักผ่อน หยุด take (หยุดที่จะเอา) เราเหนื่อยที่สุดเพราะเราคิดว่า ต้องการอย่างนั้นอย่างนี้ เวลาเหนื่อยมากๆ ก็พัก วิ่งลงสนามฟุตบอลเตะบอลให้เหนื่อย นี่แหละคือการพักผ่อน เพราะเราไม่คิดเอาอะไรอีกแล้ว คิดเล่นบอลอย่างเดียว ชีวิตช่วงนี้ผมหยุด take แล้ว เวลาเป็นวิทยากร ใครจะให้เงินหรือไม่ให้ ผมก็ไม่สนใจ ผมก็เลยไม่เหนื่อย รู้ไหมในตัวเราส่วนที่ใช้พลังงานสูงที่สุดคือ จิต ถ้าจิตคิดในทางที่ดีก็ไม่กินพลังงาน เหมือนอาจารย์พุทธทาสบอกว่า ทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้นเอง
เรื่องนี้ฟังดูยาก ไม่ใช่หยุดคิด แต่หยุด take อย่าทำตามความอยาก ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยโกรธใคร แต่พอตั้งหลักได้ ก็จะคิดได้ว่า ที่เราโกรธเพราะเราอยากให้เขาเป็นแบบเรา มันเป็นไปไม่ได้ จงมีความสุขในสิ่งที่เป็น อย่าเป็นทุกข์ในสิ่งที่อยากเป็น ไม่ควรเอาชีวิตไปเปรียบเทียบกันทุกสิ่ง ที่คนเราเป็นทุกข์เพราะชอบเปรียบเทียบ วิธีคิดแบบนี้ใช้ได้กับสังคมไทย แต่วิถีชีวิตไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
เป้าหมายอีกอย่างคือ พยายามทำให้คนไทยคิดให้เป็น คนที่รับความคิดเร็วที่สุดคือ เด็กและคนสูงวัย ต่างจากชีวิตคนทำงานจะอยู่ในปากอสรพิษ พร้อมที่จะโดนน้ำพิษหรือเขี้ยวอันแหลมคมขบกัดละลายเนื้อเยื่อ ทำไงให้อยู่รอดได้ ต้องมีความซื่อสัตย์ แล้วเราจะไม่เดือดร้อน



ความคิดเห็นที่  3

สุดยอดแห่งความเป็นครู อยากให้มีคนแบบนี้เยอะๆจัง
นับถือจริงๆ จะพยายามเจริญรอยตามนะคะ

ยุพดี ธรรมชาติ   (27 มิถุนายน 2554  เวลา 22:12:01)

ความคิดเห็นที่  2

ขอบคุณสำหรับผู้ส่งเวปนี้ให้อ่านแล้วก็ต้องขอบคุณผู้นำเรื่องราวเหล่านี้มาให้อ่านจ้า

snoopy.pae   (12 มีนาคม 2553  เวลา 14:30:07)

ความคิดเห็นที่  1

ดีใจจังเลย มีคนแบบนี้อยู่บนโลกด้วย ค่อยยังชั่วหน่อย ^_^

Saruda   (10 พฤศจิกายน 2552  เวลา 10:48:57)