Loading ...
2 นักคิดแห่งยุค"ประเวศ-เสกสรรค์" ชี้ทางออกจากวิกฤตและความทุกข์
ที่มา : มติชนออนไลน์ 03 ธันวาคม พ.ศ. 2552
          หมายเหตุ : เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2552 ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล จัดประชุมวิชาการประจำปีจิตตปัญญาศึกษา ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ“จิตตปัญญาศึกษา ทางเลือกหรือทางรอดของสังคม”

         ในงานดังกล่าว เชิญ 2 นักคิด คนสำคัญ มาแสดงปฐกถาพิเศษ คือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ระบบการศึกษาที่แก้ความทุกข์ยากของคนทั้งแผ่นดิน"

         ขณะที่ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล แสดงปฐกถาพิเศษในหัวข้อ “วิภาษวิธีแห่งจิตตปัญญาศึกษา”

         ต่อไปนี้เป็นสาระสำคัญของการแสดงปฐกถาดังกล่าว


ศ.นพ.ประเวศ วะสี
"จิตตปัญญาศึกษา ทางรอดพาโลกออกจากความทุกข์"

“อารยธรรมตะวันตก อารยธรรมวัตถุไปต่อไม่ได้แล้วโดยไม่เกิดวิกฤต ไม่มีทางอื่นที่มนุษย์จะรอดจากวิกฤตนอกจากปฏิวัติจิตสำนึก”

วิกฤตที่ว่าเกิดขึ้นในทุกมิติ และทุกคนสัมผัสได้ชัดเจน ไม่ว่าโลกร้อน อาชญากรรม ความอดอยากยากจน สงคราม และไม่ว่าจะใช้เทคโนโลยีใหม่ขนาดไหนก็แก้ไม่ทันแล้ว ยกเว้นทางเดียวคือ การสร้างจิตสำนึกใหม่ให้เกิดขึ้น เป็นทางเลือกและทางรอดเดียวที่เหลืออยู่

“จิตสำนึกใหม่จะเรียกอย่างไรก็ได้ จะเรียกว่าการรู้แจ้ง การบรรลุธรรม จิตวิวัฒน์ เกิดอิสรภาพ เกิดจิตใจใหม่ เกิดความรักในเพื่อนมนุษย์ทั้งหมด”

“การเรียนรู้เพื่อให้เกิดจิตสำนึกใหม่ จะเรียกว่าจิตตปัญญาศึกษาก็ได้ หรือใช้ชื่ออื่นก็ได้ ใช้ภาษาอะไรก็ได้ จิตตปัญญาศึกษาคือทางรอดของมนุษย์ ทางอื่นไม่มีทางรอด ถ้ามนุษย์ทั้งโลกเจริญสติ แก้โลกร้อนได้ชะงัดที่สุด เพราะการเจริญสติเป็น Happiness at low cost เป็นความสุขราคาถูกที่เป็นไปได้สำหรับทุกคน การเจริญสติสามารถลดความร้อนได้ทุกทาง ลดตาร้อน หูร้อน ลิ้นร้อน โลกร้อน”

ในปัจจุบัน นักการศึกษาต่างสนใจคำว่า “จิตตปัญญาศึกษา” หรือการศึกษาที่มุ่งสู่การเข้าใจธรรมชาติภายในตัวเองของมนุษย์แต่ละคน จนสามารถเชื่อมโยงเป็นการเข้าใจโลกภายนอกและธรรมชาติตามความเป็นจริง ดังที่ผู้เข้าร่วมประชุมในการประชุมวิชาการครั้งนี้ทั้ง ครู อาจารย์ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย นักจัดการศึกษา รวมทั้งบุคลากรสายสุขภาพและคนทำงานเพื่อสังคมกว่า 400 คน มาร่วมประชุมด้วยคำถามที่ใกล้เคียงกันว่า จะนำจิตตปัญญาศึกษาไปใช้ได้จริงในงานของตนเองอย่างไร

“วิธีการทำได้ร้อยแปด เราต้องเปิดกว้างที่สุด การศึกษาควรเปิดพื้นที่การเรียนรู้ชัดเจน อย่างเต็มที่ อย่างที่ยุโรปและอเมริกาตอนนี้ ถ้ามหาวิทยาลัยไหนไม่สอนกรรมฐานก็เชยหมด เพราะโลกกำลังจะเปลี่ยน ไม่จำเป็นต้องเรียกว่าจิตตปัญญาศึกษาก็ได้ ไม่ต้องบอกว่า เกิดขึ้นที่มหิดลก็ได้ เราต้องไม่จำกัดให้เกิดความคับแคบ เพื่อให้คนไทยเกิดจิตสำนึกใหม่

เพราะการเรียนรู้ที่ดีคือการเรียนรู้ที่มีอิสรภาพ แต่ระบบการศึกษาทั้งหมดเป็นระบบอำนาจที่ชัดเจน เป็นระบบทอปดาวน์ ต้องท่องหนังสือตามนี้ ตอบในกระดาษคำตอบแบบนี้ถึงจะได้คะแนน กลายป็นการปิดจินตนาการ ปิดความริเริ่มอย่างหลากหลาย กลายเป็นบอนไซในกระถาง เป็นบอนไซของการเรียนรู้ บอนไซของประเทศไทย”

จุดเริ่มต้นของการเกิดบอนไซทางการศึกษา เกิดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่มหาอำนาจยุโรปเข้ามาคุกคามประเทศไทย ทำให้เรากลายเป็นบ้านป่าล้าหลัง ขาดความรู้ จึงจำเป็นต้องจัดให้มีการศึกษาขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยต่อท่อความรู้จากยุโรปมาไทย ทำให้ต้องอาศัยตำราจากฝรั่งเป็นสื่อ ผลที่ตามมาก็คือเกิดระบบการศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ต้องท่องตำรา

“การปรับระบบการศึกษาจึงต้องปรับกระบวนทัศน์ใหม่ ไม่ใช่ปรับหลักสูตรหรือปรับเล็กปรับน้อย แต่ต้องปรับจากการจากเอาวิชาเป็นตัวตั้ง มาเป็นการเอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้ง นี้คือทางรอด เป็นการทำให้ การศึกษาคือชีวิต และชีวิตคือการศึกษา

"เป็นการศึกษาที่เปิดรับคุณค่าของมนุษย์ทุกคน สนใจเรื่องความเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยให้แก้ไขความยากจน เน้นการเรียนรู้ชีวิต เรียนรู้จากการปฏิบัติ เน้นให้การเรียนรู้เป็นความสุข ความสนุก เรียนรู้จากการทำงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้ ส่วนการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาคือการปฏิรูปองค์กรการศึกษา ไม่ใช่ปฏิรูปการศึกษา”

การเอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้งนี่เองที่เป็นฐานใหญ่ที่สุดของการจัดการศึกษาแบบจิตตปัญญาศึกษาที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของสิ่งต่างๆ โดยปราศจากอคติ เกิดความรัก ความเมตตา อ่อนน้อมต่อธรรมชาติ มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม และสามารถเชื่อมโยงศาสตร์ต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในชีวิตได้อย่างสมบูรณ์

ระบบของการเรียนรู้มีองค์ 3 ที่เข้ามาประกอบกันเป็นรูปพระเจดีย์ โดยเรียกการเรียนแบบเอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันว่าเป็นการเรียนรู้ในฐาน “วัฒนธรรม” ซึ่งถือเป็นฐานล่างสุดของเจดีย์แห่งการเรียนรู้ เพื่อให้ทำเป็น โดยส่วนกลางเจดีย์คือ “กระบวนการทางวิทยาศาสตร์” เพื่อให้คิดเป็น และส่วนยอดสุดของเจดีย์คือ “จิตตปัญญาศึกษา”

“ฐานวัฒนธรรมคือการเรียนจากวิถีชีวิต อยู่ร่วม ทำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการทำมาหากิน การไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ซึ่งโดยธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์ 90-95 % เป็นการเรียนรู้เช่นนี้ คือเรียนจากการเห็นผู้อื่นปฏับัติผ่านเซลล์สมองกระจก เป็นการเรียนรู้โดยอัตโนมัติ เป็นการเรียนรู้ที่ง่าย เราเห็นใครทำอะไรก็ทำเป็นเลย ไม่ต้องไปท่องหนังสือ

"มนุษย์เราเรียนรู้จากการปฏิบัติ เดินได้ กินได้ ก็ไม่ได้ท่องว่าต้องเดินอย่างไร กินอย่างไร ส่วนการเรียนรู้แบบท่องจำได้ผลเพียง 5% เท่านั้น ส่วนกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ก็ควรอยู่ในการเรียนรู้ทุกอย่าง คือการมีเหตุผล วิเคราะห์ สังเคราะห์การเรียนรู้ และทั้งหมดก็เป็นไปเพื่อการรู้แจ้ง มีจิตสำนึกใหม่ มีจิตวิวัฒน์ ซึ่งเป็นศักยภาพสูงสุดที่เราทำได้ แต่เราไม่ได้นำศักยภาพนี้มาใช้”

“เพราะมนุษย์สัมผัสสิ่งต่างๆ ด้วยความฝังใจ เราไม่มีทางสัมผัสสิ่งใดตามความเป็นจริงถ้าไม่เจริญสติ เราจะไม่มีอิสระอย่างแท้จริง การศึกษาต้องเป็นพลังแก้ความติดขัดตรงนี้ เพื่อจะไปแก้ความยากจน ช่วยให้เกิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นการศึกษาเพื่อรักษาทุกโรค”.-


ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
"ออกจากสนามความคิด เข้าสู่สนามแห่งตัวตนด้วยจิตตปัญญา"

ปัญหาหลักของโลกปัจจุบันเกิดจากการมองโลกแบบแยกส่วน และการมองโลกแบบขั้วตรงข้าม (dualism) ซึ่งก่อปัญหาขึ้นอย่างมากมาย และผลักดันให้มนุษย์กระทำกับสิ่งอื่น คนอื่น พวกอื่น ราวกับว่าเราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน กลายเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งทุกระดับในสังคม ทั้งคนต่อคน ขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติ ขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ล้วนเนื่องมาจากวิธีการมองโลกเช่นนี้

จากปัญหาอันซับซ้อนที่ไหลบ่าท่วมทับสังคม อาจารย์เสกสรรค์จับเครื่องมือที่คุ้นเคย ซึ่งเคยใช้ในการมองโลก ชีวิต สังคม และดูเหมือนเป็นแนวทางขับเคลื่อนพฤติกรรมของเขามาโดยตลอดมาใช้อีกครั้ง

แต่คราวนี้เขาใช้เครื่องมือเดิมมาศึกษาพื้นที่ใหม่ คือพื้นที่ของโลกด้านในตนเอง ซึ่งเขาอธิบายว่า “วิภาษวิธี คือวิธีคิดที่มีมานานนับพันปี ถูกนำมาใช้โดยโสคราติส นักปรัชญาตะวันตกรวมทั้งลัทธิมาร์กซ

หลักการวิภาษวิธีออกจะคล้ายคลึงกับปรัชญาตะวันออกอยู่มาก กล่าวคือ สรรพสิ่งในโลกล้วนอยู่ในสภาวะเปลี่ยนแปลง มีความความเคลื่อนไหวภายใน และเชื่อมกับปัจจัยภายนอกโดยผ่านการเคลื่อนไหวภายในของตน ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจึงล้วนเชื่อมโยงกันแบบสหสัมพันธ์ ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่โดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งอื่น

การเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งเป็นไปด้วยความขัดแย้งภายใน เพราะสรรพสิ่งล้วนประกอบด้วยองค์ประกอบซึ่งเป็นคู่ตรงข้ามในตนเอง และคลี่คลายได้โดยการต่อสู้เพื่อเอกภาพระหว่างคู่ตรงข้ามคู่ใหม่ในสิ่งกำเนิดใหม่ และจะเป็นเช่นนี้เรื่อยไป

ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายจึงคลี่คลายด้วยเส้นทางวิวัฒนาการ วิภาษวิธีต่างจากการมองแบบทวิลักษณะ ตรงที่เห็นความสืบเนื่องกันของสรรพสิ่ง แต่กระนั้นก็ตาม ดังที่เราเห็นกันอยู่ วิภาษวิธีก็ยังไม่อาจนำมนุษย์ออกจากความขัดแย้งได้ อาจเพราะความผิดพลาดที่ไม่เข้าใจเรื่องความขัดแย้งภายในจิตใจของตนเอง”

สรุปง่ายๆ ว่า การมองโลกแบบวิภาษวิธีคือ มองให้เห็นสิ่งเดิมที่เป็นอยู่ เห็นสิ่งใหม่ที่เข้ามาท้าทาย และเห็นการก่อกำเนิดของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาจเหมือนเดิม หรือไม่เหมือนเดิมเลยก็ได้

สิ่งเดิมที่มีมนุษย์มีอยู่ร่วมกันคือ ดวงจิตของปุถุชนที่เต็มไปด้วยสิ่งรกรุงรัง จิตที่เสวยอารมณ์ปรุงแต่ง ต้องชำระสะสางขนานใหญ่ ความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้นกับจิตดวงเดิมของเขาคือการชำระจิตใจให้สงบ การท้าทายตัวเองด้วยการปักใจเด็ดเดี่ยวที่จะเอาชนะด้านมืด ซึ่งต้องอาศัยการต่อสู้ภายในอันละเอียดอ่อน เพื่อนำไปสู่สภาวะใหม่ของการสลายอัตตาตัวตนแบบเดิมลงอย่างสิ้นเชิง เป็นการเดินทางจากการปรุงแต่ง สู่ศีล 5 และสู่ปรัชญาปรมิตา

คำถามสำคัญที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับเขามนวันนี้คือ กระบวนการใดที่จะสามารถนำพามนุษย์ก้าวข้ามพ้นการมองโลกแบบแยกส่วน และในขณะเดียวกัน ก็ก้าวข้ามพ้นจากความขัดแย้งภายในตนเองด้วย “การที่บุคคลตระหนักว่าบุคลิกภาพ พฤติกรรม แบบที่ตนเป็นนั้นนำความทุกข์มาให้ กล่าวคือ บุคคลนั้นกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความขัดแย้งภายในตน แทนที่จะกล่าวโทษผู้อื่นสิ่งอื่น และวนเวียนกระทำสิ่งที่สร้างทุกข์ให้ตนต่อไป แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่บุคคลจะเห็นอัตตาหรืออีโก้ของตน หากแต่การได้เห็นนี้เอง คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงตนเอง”

แม้เราจะเริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลงตนเองแล้ว ก็ยังมีกับดักและหลุมพรางมากมายรออยู่ตลอดเส้นทางที่เดินไป เพราะเราต่างคุ้นชินอยู่กับวิธีเรียนแบบทวิลักษณะ แยกส่วน ย่อส่วน โดยไม่ตระหนักว่า “ความรู้” กับ “การรู้” ห่างไกลกันมาก เช่นเดียวกับที่ “ความเห็นหรือความคิดเห็น” ต่างจาก “การเห็น” โดยสิ้นเชิง

“สำหรับคนที่เกิดและโตมาในยุคสมัยใหม่ ได้รบการศึกษาแบบตะวันตก การเรียนรู้แบบสัมผัสตรงย่อมเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ เนื่องจากพวกเราถูกสอนให้รับรู้ทุกอย่างผ่านภาษา เคยชินกับการคิดคำนวณตลอดเวลา แม้แต่การคิดก็เป็นสิ่งที่ต้องทำผ่านถ้อยคำเสมอ ดังนั้นการรับรู้โลกด้วยวิธีดังกล่าวจึงเป็นเพียงการอ่านสัญลักษณ์เกี่ยวกับความจริง มีใช่การสัมผัสความจริง ยิ่งต้องการค้นหาความจริงเกี่ยวกับตัวเองด้วยแล้ว วิธีหาความรู้แบบคิด อ่าน เขียน และคำนวณยิ่งใช้ไม่ได้เลย”

วิธีการก้าวข้ามพ้นจากความขัดแย้งภายในตนเองว่า เราจำเป็นต้องออกจากการเรียนที่แยกส่วน โดยการออกจากสนามแห่งความคิด ออกจากการต่อสู้ที่ใช้ตรรกะ ใช้เหตุผล ก้าวข้ามพ้นจากวิธีคิดวิธีการแบบเก่า

“พุทธศาสนามีกลยุทธ์ที่แยบคายมากในการสลายความขัดแย้งภายใน อันดับแรก ไม่แนะนำให้ขยายความขัดแย้งดังกล่าวให้กลายเป็นปรปักษ์ หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือไม่ทำให้อีโก้เปลี่ยนจากหลงรักตัวเองมาเป็นเกลียดชังตัวเอง เนื่องจากเห็นว่าตัวเองยังไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าจะเป็น… เรื่องทะเลาะกับตัวเองนี้เกิดขึ้นได้ง่ายมากสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเดินทางธรรม วิธีจัดการความขัดแย้งภายใน ไม่ได้ทำโดยเอาความคิดไปสู้กับความคิด หากเอาการ ‘ไม่คิด’ เข้าไปแทนที่การคิดเสียมากกว่า”

ในทางตรรกะ การ ‘ไม่คิด’ ดูไม่น่าจะเป็นหนทางออกของปัญหาใดได้เลย ไม่ต้องพูดไกลไปถึงการออกจากความขัดแย้งแห่งตัวตน แต่หากเราเปิดใจกว้างที่จะเรียนรู้ เพื่อการเห็น โดยไม่ขังตัวเองไว้ในความรู้เดิมหรือความคิดเห็นแห่งตนเอง อาจเป็นไปได้ว่าการเดินทางเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณตามเส้นทางนี้ อาจไม่ยากเย็น หรือฝืนความรู้สึกนัก

“ด่านสุดท้ายของวิภาษวิธีแห่งจิตตปัญญานั้นนับว่าน่าสนใจยิ่ง เพราะมันเป็นการปล่อยวางเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กล่าวคือไม่มีทั้งธรรมะและผู้ปฏิบัติธรรม ทุกอย่างหลอมรวมเป็นหนึ่ง ไม่มีทั้งผู้รู้และผู้ถูกรู้ มีแต่การรู้เท่านั้น ตามความเข้าใจของผม นี่คือภาวะสังเคราะห์สุดท้ายของจิตที่วิวัฒน์มาจากความขัดแย้งภายใน”

ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ออกตัวว่าเป็นเพียงผู้แสวงหาทางดับทุกข์คนหนึ่ง ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าคนอื่น และการแสดงปาฐกถาครั้งนี้ถือเป็นเพียงการนำการบ้านมาให้ผู้ฟังช่วยตรวจสอบ เพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ต่อไป นับเป็นแบบอย่างอันงดงามกล้าหาญ ดุจนักรบผู้องอาจบนเส้นทางแห่งการละวางตัวตน