Loading ...

            ผมคิดไว้มานานหลายเดือนแล้วว่า จะตั้งใจเขียน "บันทึกการเจริญสติ" ของตัวเองขึ้นมา


            เพราะคิดว่าคงจะดี ถ้าได้บันทึกไว้ เพื่อการเรียนรู้ของตัวเอง และคนอื่นๆ ที่สนใจ

 

            ก่อนที่จะบันทึกในกาลต่อไป ขอเล่าเรื่องการภาวนาของตัวเองก่อน....


            สำหรับผมแล้ว เริ่มต้นของการปฏิบัติคือเมื่อปลายปี 2549 ก็เกิดจากทุกข์ทางใจ เพราะงานเยอะ เครียด และตอนนั้นแฟนจะขอเลิก เขาเลยเสนอว่าให้ไปปฏิบัติธรรมเพื่อทำใจ จึงได้สมัครไปปฏิบัติของท่าน โกเอ็นก้า ที่ ธรรมอาภา จ.พิษณุโลก พอไปทำมา 10 วัน ก็ดีใจ ที่ทุกข์ครั้งนี้ทำให้ได้พบกับธรรมะ


            ต่อจากนั้นก็สงสัยในหลายๆ อย่าง ที่ไม่รู้ จึงอยากปฏิบัติเพื่อให้รู้แจ้งเพิ่มมากขึ้น เช่น อยาก รู้ว่าทำแล้วจะได้อะไร, ปฏิบัติไปแล้วจะพ้นทุกข์จริงๆ หรือ, มรรค คืออะไร, วิปัสสนา เป็นอย่างไร, ขันธุ์ 5 ธาตุ 4 เป็นอย่างไร, ตัวเราไม่มี จริงเหรอ ฯลฯ


            ความสงสัยเหล่านั้น ทำให้ อยากรู้มากขึ้น สิ่งที่ทำต่อมาก็คือ ลงมือปฏิบัติตามแนวทางของท่านโกเอ็นก้า เช้า ค่ำ และหาหนังสือมาอ่าน เพื่อเอาความรู้ใส่หัวบ้าง แต่ก็กลัวตัวเองจะคิดมาก เพราะยิ่งอ่าน บางทีก็ไม่เหมือนกับที่เราปฏิบัติ เลยไม่รู้ว่าแบบไหน ถูก แบบไหนผิด


            แล้ว ก็ต้นปี 2550 ได้มีโอกาส "บวช" 10 วัน แต่ไม่ได้บวชเพื่อปฏิบัติอะไรนะครับ กะว่าบวชให้พ่อแม่ แล้วช่วงนั้นมีงานศพของหลวงพ่อที่เป็นญาติกันด้วย เลยได้มีโอกาสอยู่วัด และก็อย่างที่ทราบคือ ทุกวัดเป็นวัดบ้าน แถวเชียงราย เขาไม่ค่อยนิยมปฏิบัติเท่าไหร่ เราก็ถามหลวงพี่ แถวนั้น ที่มาช่วยงานศพว่าอยากปฏิบัติธรรม ขอให้ท่านช่วยสอนหน่อย ท่านก็เมตตาสอนเดินจงกรม (ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ) แล้วก็สอนเคลื่อนไหวมือ เราก็ลองปฏิบัติดู แล้วก็ตอนเช้าๆ ก็ไปนั่งภาวนา สายๆ ก็กวาดลานวัด ก็พยายามรู้สึกตัวตลอด ว่า เรากำลังทำอะไร กำลังคิดอะไร ทำไปเรื่อยๆ จนสึกออกมา แล้วก็รู้สึกดีขึ้น
            ต่อมาก็พยายามหาคอร์สไปปฏิบัติเรื่อยๆ เช่นภาวนาเพื่อสันติภาพของหมู่บ้านพลัม โดยหลวงพ่อติช นัท ฮันห์ ซึ่งก็ไปฝึกเจริญสติ แล้วก็เห็นว่าที่จริงแล้วเราสามารถทำในชีวิตประจำวันได้เยอะเลย เช่น ล้างจาน เดินทาง ขับรถ อ่านหนังสือ ทำงาน กินข้าว ซึ่งแต่เดิมคิดแค่ว่า มานั่งภาวนา เช้า - ค่ำ ก็พอ แต่จริงๆ แล้ว ก็ได้หลักมาเพิ่มอีก จึงเอามาเป็นแนวทางภาวนา


            คือ เช้า - ค่ำ ก็ภาวนาแบบท่านโกเอ็นก้า ตอนระหว่างวันก็เจริญสติ รู้ตัว เข้าไว้ ว่าทำอะไร เพื่ออะไร ทำนองนี้.....


            ตอนปลายปี 2550 มีโอกาสไปที่วัดป่าสุคะโต โดยคำแนะนำของผู้ใหญ่ที่นับถือ เป็น ngo อยู่เชียงใหม่ บอกว่า สายหลวงพ่อเทียน ดีนะ ลองไปดูสิ เป็นการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวมือ สร้างจังหวะ ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ลองไปดู ไปเอาหลัก แล้วก็มาฝึกใหม่


            ตอนไปวัดป่าสุคะโต ก็มี "หลวงปู่" หรือ "พระอาจารย์วรเทพ ฉนฺทพหุโล" มาช่วยสอนและแนะนำการปฏิบัติ ท่านมีเมตตามาก และช่วยให้เข้าใจหลักในการปฏิบัติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวมือหรือแม้แต่การเดินจงกรมก็ตาม.....


            ตอนนั้นใจก็คิดว่า ไปของท่านโกเอ็นก้า ท่านเน้น "เวทนา" ของหลวงพ่อเทียน เน้น "กาย" ซึ่งเป็นองค์หลักของการ "ดูกาย" จึงคิดว่าน่าจะเอามาประยุกต์เข้ากัน เพราะตอนนั้นสงสัยมากว่าจะเอาที่เคยไปปฏิบัติมาประยุกต์กันอย่างไร มันจะผิดไหม กรรมฐานจะขัดกันหรือเปล่า เลยตัดสินใจ ทำใหม่คือ มีอะไรให้รู้ก็รู้ไปดีกว่า แต่จะเอากายเป็นหลัก เพราะกายเป็นของหยาบกว่าเวทนา ซึ่งเวลานั้นละเอียดมาก อีกอย่างคือ ตัวเองไม่รู้ว่าเหมาะกับการ "ทำสมาธิก่อนแล้วมาทำวิปัสสนา" หรือ "ทำวิปัสสนา" ไปเลย


            จากนั้นไม่นานก็ได้ยินคนพูดถึงเรื่องการ "ดูจิต" ที่หลวงพ่อปราโมทย์ ปราโมชฺโช ท่านสอน จึงสนใจและอยากรู้ ก็ได้ไปหาซีดี mp3 มาฟัง ฟังแล้วก็เริ่มรู้ชัดว่า เอ..จริงๆ แล้ว ไม่ว่าเราจะปฏิบัติแบบไหน ฐานไหน มันก็ไปที่ๆ เดียวกัน เรามัวแต่หลงในบัญญัติมากไป จนลืมคิดถึง ความจริง ทางกายและใจที่มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป


            มาถึงตอนนี้ค่อยๆ รู้สึกตัวขึ้นมานิดหนึ่งว่า เราก็หลงไปเยอะเหมือนกันนะเนี๊ย....


            หลังจากนั้นไม่นาน กลางปี 2551 ก็ได้มีโอกาสไปนมัสการหลวงพ่อปราโมทย์ ที่สวนสันติธรรม และดีใจมากที่ได้สอบถามท่าน ซึ่งท่านก็แนะนำมาว่าให้ "ดูกาย" เป็นหลัก


            หลังจากนั้นดูกายมาเรื่อยๆ เอาแนวทางหลวงพ่อเทียน มาเป็นหลัก และพอเกิดความคิดก็เห็นชัด เริ่มเห็นกิเลสมากขึ้น เช่น ความโกรธ จะเป็นบ่อยมาก พอจับได้แล้วมันเริ่มกลัว เฮ้ย เราน่ากลัวขนาดนี้เลยเหรอเนี๊ย อีกอย่างความคิดมาก ฟุ้งซ่าน ต่างๆ ก็เกิด ซึ่งเราก็เห็นมันมากขึ้น บ่อยขึ้น จนเวียนหัว เหนื่อย ต่อมาเลยคิดได้ว่ารู้แล้วก็ปล่อยสิ เราจะไปตามมันไปทำไม คือ พอรู้สึกถึงกายที่เคลื่อนไหว แล้วเกิดความคิด ก็ปล่อยให้มันคิดไปของมันเอง ปล่อยให้จิตเขาได้คิดเอง เรารู้กายที่เคลื่อนไหวต่อไปดีกว่า


            ตอนนี้ก็ทำแบบนี้มาเรื่อยๆ ครับ หนังสือก็เอามาอ่านบ้าง ฟังธรรมบรรยาย จากครูบาอาจารย์หลายๆ แห่ง และก็สนทนาธรรมกับพี่ๆ ใน msn เพื่อนๆ ที่ทำงาน ด้วยกัน


            มาถึงตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เอาเป็นว่าทุกวันนี้สร้างเงื่อนไข ให้กายและใจ ได้รู้สึกตัวอย่างเดียวก็พอ แล้วผลที่จะเกิดจะเป็นอย่างไร ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยที่เราทำก็พอแล้ว


            ต่อไปนี้ผมได้เขียนและรวบรวมบันทึกการเดินทางธรรมและเรียนรู้ใจของตัวเองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่ได้บันทึกการดูจิต การดูกาย ของตัวเองไว้ เพราะคิดว่าอย่างน้อยก็เป็นการเตือนความจำตัวเอง เวลากลับมาอ่านจะได้รู้อะไรเพิ่มขึ้น เห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองมากขึ้น และที่อยากมากจริงๆ ก็คืออยากเห็นเพื่อนๆ วัยใกล้เคียงกัน ประมาณวัยรุ่นทำนองนี้ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันด้วย เพราะจะได้รู้ว่า ผมยังมีเพื่อนรุ่นวัยใกล้เคียงกันที่ปฏิบัติและแลกเปลี่ยนกัน เป็นเพื่อนทางธรรม ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันต่อไปๆ นะครับ