Loading ...

            .....ลุงคนหนึ่งถามผมว่า อายุเท่าไหร่ ผมตอบว่ายี่สิบกว่าๆ แล้ว คุณลุงไม่ตอบกลับ เพียงแต่ยิ้มๆ แล้วบอกว่า ดีแล้วที่รีบๆ ทำอะไรๆ ที่สำคัญ แล้วพลันเดินจากไป สักพักภาพของโครงกระดูกก็ปรากฏออกมาตรงหน้า แล้วเข้ามาโอบกอดที่ร่างผอมๆ ของผม ตอนนี้ความรู้สึกหวาดกลัวและขนลุกได้เกิดขึ้นไปทั่วร่างกายอย่างอัตโนมัติ ครู่หนึ่ง ภาพของลุงคนเดิมก็เข้ามาหาอีกครั้งแล้วบอกว่า คิดเอาเองแล้วกันว่ามันหมายถึงอะไร แล้วคุณลุงก็ค่อยๆ จากไป ทั้งๆ ที่ผมยังไม่ทันได้ถามหรือพูดคุยต่อ กับลุงคนนั้นเลย

 

            ที่กล่าวมาข้างต้นคือ ภาพความฝัน ที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ยังบวชเป็นพระภิกษุ และเป็นช่วงหลังงานพระราชทานเพลิงศพของพระครูขันติโชติคุณเสร็จในคืนวันสุดท้าย

 

            ตั้งแต่บวชเป็นพระ, ผมว่าคืนนี้แหละครับ น่ากลัวที่สุด ที่ว่าน่ากลัวคือ ฝันร้ายนั่นแหละครับ ตอนแรกก็นึกอยู่ในใจว่าบวชเป็นพระต้องเจอผีแน่ๆ แต่กลับไม่เจอ ทว่าสุดท้ายแล้วก็ไปปรากฏเป็นซากโครงกระดูกในความฝัน

 

            ผมพยายามคิดกับตัวเองว่าความฝันนั้น ต้องบอกอะไรกับผมสักอย่าง - พอเล่าเรื่องนี้ให้น้าฟัง น้าก็บอกว่า หลวงพ่อคงอยากให้ระลึกถึงความตาย พิจารณาความเกิด แก่ เจ็บ ตายของคน ว่าสังขารไม่เที่ยง ถ้าจะทำอะไรก็ต้องรีบทำ เพราะคนเราบางครั้งเห็นเช้าบ่ายตาย เห็นสายเย็นตาย หรือนอนหลับกลางคืนตื่นเช้าตายก็มี คนเรามีโอกาสตายได้ทุกๆ วินาที

 

            พอฟังน้าพูดพลางสอนไปด้วยนั้น ก็กลับมานึกคิดว่าชีวิตคนเราไม่เที่ยง ไม่แน่ไม่นอนจริงๆ อะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็สามารถเกิดได้ทุกเมื่อเชื่อเวลา  ความตายก็เป็นอีกอย่างที่เกิดขึ้นได้อยู่เสมอ

 

            เมื่อพูดถึงความตายผมจำประโยคที่พี่คนหนึ่งเล่าว่าเขาอยากทำอะไรเพื่อพ่อแม่มากมาย แต่ไม่รู้ว่าจะตายไปเมื่อไหร่ วันไหน จึงเริ่มทำในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการก่อนแล้วค่อยๆ ทำเพื่อตัวเอง วันนี้เขาเลยได้ทำให้กับที่พ่อ แม่ต้องการ และยังได้ทำงานสิ่งที่ตัวเองรักด้วย

 

            สำหรับผม, ผมก็คิดไม่ต่างกัน เพราะที่คิดประมาณนี้แหละครับ เลยไม่เป็นการร่ำการเรียน คือ เห็นแก่ตัวมากๆ คือ ไม่เรียนหนังสืออย่างที่ญาติพี่น้องคาดหวัง แต่กลับทำงาน ทำกิจกรรม ไปเรื่อยๆ แม้ว่าหลายคนจะต่อว่าผมว่า แล้วอนาคตจะไปทำมาหากินอะไร ถ้ายังเรียนไม่จบ หรือ มัวแต่ทำงานอย่างนี้ ระวังหมดอนาคตนะ

 

            แม้จะเถียงในใจ แต่ผมก็ไม่เคยพูดต่อล้อต่อเถียงกับคำกล่าวนี้ แต่ค่อยๆ กลับมาคิดว่า ทำอย่างไรให้ลดคำต่อว่าต่อขาน ของคนอื่นๆ ที่เตือนเรา นั่นคือ ตั้งใจทำสิ่งที่เราทำวันนี้ให้เต็มที่ แล้วดีที่สุด ส่วนอนาคตจะเป็นอะไรก็ว่าอีกที

 

            ใครจะว่าไม่มีอนาคตก็ไม่เป็นไร เพราะถ้าทำวินาที ณ ปัจจุบันขณะ ให้เต็มที่โดยมีสติรู้ตัว รู้ทันว่าเราทำอะไร เราเต็มกับสิ่งนั้น น่าจะเป็นการดำเนินชีวิตที่ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก คือ ปล่อยให้เป็นไปตาม เหตุ และ ปัจจัย ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน แต่ละเวลา โดยมีความฝันหรือความเชื่อบางอย่างเป็นตัวกำกับเส้นทางเดินชีวิต

            อย่างช่วงเวลาที่ได้บวช ก็มีเหตุและปัจจัย เกิดขึ้น ทั้งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะต้องบวชมาก่อน ก็ต้องได้บวช และเมื่อได้บวชแล้วก็พยายามทำให้เต็มที่ในการดำเนินชีวิตใต้ร่มกาสวพัตร คือ พยายามทำกิจวัตรของสงฆ์ให้เต็มที่ ทั้งการทำวัตรเช้า-เย็น กวาดลานวัด สวดมนต์ ฟังธรรม เจริญสติภาวนา สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ทำแล้ว ทำให้ซึมซับหลักพุทธธรรมต่างๆ ได้มากกว่าที่คาดหวังไว้ในตอนแรก

 

            พอกลางคืนได้ฝันถึงซากโครงกระดูก ยิ่งคิดขึ้นได้อีกมากมายว่า ตอนนี้มีอะไรที่ยังไม่ได้ทำและไม่เคยทำในชีวิตบ้าง พอนึกไปนึกมา พบว่ามีอีกมากที่อยากลองทำดูบ้าง เช่น ตอนนี้ผมคิดว่าอยากรักษาศีลทั้ง 5 ให้ได้นานที่สุด, พยายามติดต่อหาเพื่อนเก่าๆ ที่ไม่ค่อยได้คุยกัน, เขียนจดหมายถึงเพื่อนที่อยู่ไกลๆ, พยายามทำงานอื่นๆ ที่อยากลองทำ เช่น แต่งเพลง ร้องเพลง, นั่งปฏิบัติสมาธิภาวนาทุกวันอย่างน้อย 1 -2 ชั่วโมง ฯลฯ เป็นต้น

 

            ที่ยกตัวอย่างมายังมีอีกมากครับ ที่อยากทำ อยากลองเปลี่ยนวิถีชีวิตจากแบบเดิมๆ ให้เป็นแบบใหม่ ที่ไม่ค่อยได้ทำ อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง ค่อยๆ ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง และน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อื่นด้วย ( เหมือนที่เพื่อนๆ กลุ่ม We Change รณรงค์ให้ผู้คนในสังคมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคสินค้าของตน เช่น เลิกกินโค้ก ไม่เข้าร้านค้าต่างชาติ เป็นต้น)

            ถ้าหากเพื่อนๆ พี่ๆ ที่อ่านแล้ว ได้ลองคิดและมองที่ตัวเองว่ามีอะไรที่ยังไม่ได้ทำและไม่เคยทำในชีวิต และอยากทำก่อน ก็ลองเล่าสู่กันฟังนะครับ ว่าอยากทำอะไร หรือทำแล้วเป็นอย่างไรบ้าง จะได้ร่วมแลกเปลี่ยนสิ่งที่เรายังไม่ได้ทำในชีวิตด้วยกัน

 

            ก่อนจบ ท้ายนี้ ผมคิดว่ามีอีกอย่างสำหรับคนหนุ่มสาวอย่างผม หรือใครหลายคนในช่วงเวลานี้ คือ การที่เราได้ตั้งคำถามกับชีวิตและสังคมที่เป็นอยู่ แล้วเริ่มคิดที่จะทำในสิ่งที่เราฝันไว้และลงมือทำก่อน โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่ทำให้เรามีวันนี้ มีปัจจุบันที่เป็นสุขและมีเวลาที่ไม่สูญเปล่า....คือไม่ตกไปสู่หลุมพรางของเวลาโดยไม่รู้ตัวนะครับ