Loading ...

            เมื่อวางแผนการเดินทางเสร็จสิ้น และพยายามที่จะเคลียร์งานทุกอย่างให้แล้วเสร็จก่อนช่วงส่งท้ายปีเก่า ผมเดินทางออกจากบ้านที่เชียงรายในวันที่ 24 ธันวาคม 2550 เพื่อมาจัดการงานต่างๆ เอกสารที่ คั่งค้างจากการทำวิจัยในโครงการเยาวชนไทยไม่ทอดทิ้งสังคม

 

            ช่วงการเดินทางโดยรถทัวร์จากเชียงรายมายังกรุงเทพฯ ผมนอนไม่ค่อยหลับ เพื่อกลัวหลายเรื่อง กลัวรถจะชน  กลัวจะมีมารมาขวางไม่ให้ได้ไปปฏิบัติ

 

            คำว่า มาร ในที่นี้ ผมไม่รู้ว่าคืออะไร แต่เท่าที่เคยสัมผัสคือ จะมาเป็นลักษณะของอุปสรรค กีดกันไม่ให้เราไปปฏิบัติ อย่างเช่นบางคนพอจะไปปฏิบัติธรรม ก็ป่วยไม่สบาย หรือ ประสบอุบัติเหตุ หรือว่าคนรอบข้างเราเช่น ญาติพี่น้อง ป่วยไม่สบาย ทำให้เราเดินทางต่อไปไม่ได้ เมื่อก่อนตอนที่ผมจะไปปฏิบัติที่ธรรมอาภา จ.พิษณุโลก ก็เจอแบบอาการป่วยไม่สบายตามร่างกาย ซึ่งผมก็กลัวว่าการจะไปปฏิบัติครั้งนี้ที่วัดป่าสุคะโตจะเป็นแบบนั้นอีก

 

            ทีนี้พออยู่บนรถทัวร์ระหว่างทางไปกรุงเทพฯ ในคืนนั้น รถทัวร์ขับเร็วมากๆ และก็เกือบชนกันสองหน แต่ตอนนั้นก็ตั้งสติตลอดว่า  ถ้าจะตายก็ขอให้ตายไปเลย......

 

            สุดท้าย มาถึงกรุงเทพฯ ด้วยความปลอดภัย และใช้เวลาอยู่ในกรุงเทพฯ สอง วัน ก่อนจะเดินทางไปจังหวัดชัยภูมิในวันที่ 27 ธันวาคม 2550 ระหว่างที่อยู่กรุงเทพฯ ได้จัดการเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย ซึ่งเพื่อนที่ทำงานร่วมกันบอกว่าต้องหาเอกสารเพิ่มอีกหลายชุด เกี่ยวกับทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเยาวชน ซึ่งคงต้องใช้เวลาหานานพอสมควร  ดีไม่ดีอาจจะไม่ได้ไปวัดป่าสุคะโต ซึ่งเมื่อฟังข้อเสนอแนะเสร็จ ผมก็ได้พยายามที่จะหาเอกสารงานต่างๆ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และจัดการเตรียมตัวก่อนที่จะเดินทางไปยังวัดป่าสุคะโต เพื่อไม่ให้ขัดขวางต่อการไปปฏิบัติธรรมในครั้งนี้

 

            ในที่สุด ผมก็สามารถจัดการงานได้ทันท่วงที และพร้อมที่จะเดินทางไปยังจังหวัดชัยภูมิ

            การเดินทางไปวัดป่าสุคะโตที่จังหวัดชัยภูมิ เป็นการเดินทางไปยังที่หมายนี้ครั้งแรก

            ผมยังคงระวังตัวและตื่นเต้นอยู่ทุกขณะ

 

บวชใจคือการละวางทางใจ.....

 

            เดิมทีผมอยากจะบวชเป็นพระนานๆ เท่าที่จะนานโดยไม่มีกำหนดสึก แต่หลายคนรวมทั้งที่บ้าน ยังไม่อยากให้บวชเพราะกลัวจะกระทบกับงาน ต่างๆ ที่ทำอยู่ แม้ว่าตอนนั้นใจของผมจะไปอยู่ในผ้าเหลืองแล้วครึ่งหนึ่ง แต่อีกทางหนึ่งก็ยังตัดไม่ได้ เพราะเรื่องงาน เรื่องครอบครัว และอื่นๆ อีกมากมาย

 

            การบวชหมายถึงการละ, สำหรับผมยังละไม่ได้ทุกอย่าง ถ้าบวชไปก็คงคล้ายการหนีปัญหา จึงตัดสินใจ ไม่บวชทางกาย ไม่ใส่ผ้าเหลือง ไม่เป็นพระภิกษุ แต่ลองปฏิบัติด้วยการ บวชใจ คือ ปฏิบัติเหมือนพระ แต่ไม่ได้เคร่งมากไป แบบนั้น ดูสิว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใดในแต่ละวัน แต่ผมเชื่อว่าถึงยังไงสักวันผมก็อาจจะได้บวช หากเหตุ ปัจจัย เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงในทางที่เอื้อมากกว่าเดิม

 

            ยังไงก็ตาม สำหรับคนบ้าน ปกติธรรมดา หรือแม้แต่พี่น้องที่ทำงานเอ็นจีโอ นักพัฒนาหลายคน ก็อาจจะอยากหาโอกาสมาปฏิบัติภาวนา พัฒนาสติอยู่ไม่น้อย ซึ่งช่วงปีหลังๆ ผมเห็นว่าพี่ๆ ทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นกลางหลายคนสนใจเรื่อง มิติภายใน ค่อนข้างเยอะ แต่หลายคนมักไม่ค่อยมีเวลาได้ทำ เพราะบางครั้งงานหนัก หรือบางคนก็บอกว่า นั่งสมาธิจะนั่งที่ไหนก็ได้ ธรรมะอยู่ที่ใจ จะไปฝึกทำไม หลายคนที่พูดแบบนี้ ยังไม่เคยรู้ว่าจะปฏิบัติอย่างถูกวิธีได้อย่างไรด้วยซ้ำ ซึ่งเมื่อก่อนผมก็คิดแบบนี้นะครับ นั่งหลับตาอยู่นั่นแหละ งมๆ งงๆ ไปมา ไม่รู้หรอกว่าเวลานั่งสมาธิเห็นนู้นนี้ควรทำยังไง เวลานั่งแล้วตัวส่าย หมุนไปมาเป็นอย่างไร ต้องทำยังไง ก็ปล่อยให้งงอยู่ได้หลายปี พร้อมๆ กับทำงานเครือข่ายเยาวชนภาคเหนือไปแบบหนักเอาการณ์

 

            ทีนี้พอใกล้จะสิ้นปี 2549 ตอนนั้นผมอยู่เชียงใหม่  เวลาวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ จะไม่อยากไปไหนอยากหยุดพักผ่อน จนสังเกตตัวเองว่า เกิดอาการขี้เกียจ ไม่อยากทำอะไร อยากพักผ่อน อยากอยู่กับตัวเองเงียบๆ  เพราะจะว่าไปตลอดปีที่ผ่านมา ผมเองก็ไม่ค่อยได้นั่งหรือหยุดคิดทบทวนชีวิตตัวเองเป็นจริงเป็นจังสักเท่าไหร่ จะมีก็บางครั้งที่คิดมาก เครียดจนนอนไม่หลับ ถึงได้นั่งสมาธิ ทบทวนชีวิตก่อนเข้านอน เพื่อไม่ให้เก็บมาคิดให้ปวดหัวจนนอนไม่หลับหรือเครียดมากเกินไป นอกนั้นก็มีคนรู้จักหลายคนแนะนำผมเรื่องการให้เวลาตัวเองได้พักผ่อน เพราะเมื่อไหร่ที่ใครได้พบเจอ ก็มักถามว่างานยุ่งเหรอ” “ทำไมโทรมจังแล้วยังแนะมาว่าพักผ่อนบ้างนะตบท้ายบทสนทนาก่อนนั้น

            บางครั้งพอฟังใหม่ๆ ช่วงแรกๆ ก็กลับไปทำดู  แต่พอนานไปๆ ก็หลงลืม  ไม่ใช่ว่าปฏิเสธความหวังดีนะครับ เพียงแต่ว่าผมมักมีเหตุผลให้กับตัวเองว่าไม่มีเวลาเสมอ …. ข้ออ้างนี้ยิ่งเป็นเชื้อที่ทำให้ลืมเรื่องที่สำคัญๆ ต่อตัวเองไปมากเลยทีเดียวครับ ที่ผมบอกกับใครๆ หลายคนว่า ไม่มีเวลา อยู่บ่อยๆ เมื่อคนนั้นๆ แนะนำสิ่งดีๆ ให้ทำ เวลามันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเราที่ต้องบริหารให้ดี บางครั้งคนเราก็ตกอยู่ในหลุมพรางของเวลา ไม่มีเวลาทำนู้นทำนี้ ต่างๆ มากมาย

            เวลาที่เรามีกัน มักเป็นเวลาที่ให้กับอะไรที่ด่วนๆที่บางครั้งสำคัญ บางครั้งก็ไม่สำคัญ แต่กลับหลงลืมอะไรที่สำคัญๆแต่ไม่ด่วนตั้งมากมาย เช่น การพักผ่อนนั่งคิดทบทวนตัวเอง การปฏิบัติธรรม เป็นต้น สำหรับผมเรื่องเดิมๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตตลอดปีที่ผ่านมา คือ งานและงาน ที่แตกต่างกันไป ทั้งนั่งทำอยู่ที่สำนักงาน ลงพื้นที่อบรม ทำค่ายกับเพื่อนเยาวชน ขีดๆ เขียนงานต่างๆ ประชุม สลับไปๆ มาๆ

            บางทีก็สนุกกับงานที่ได้ทำ แต่บางครั้งก็ทำให้ชีวิตด้านต่างๆ ไม่ค่อยสมดุล ทั้งเรื่องครอบครัว พ่อแม่ เรื่องเพื่อนฝูงเก่าๆ ที่ไม่ค่อยมีเวลาติดต่อกันเลย เรื่องการเรียน (อันนี้ไม่อยากพูด แต่ต้องคิด เพราะมันก็ยังสำคัญอยู่) เรื่องสุขภาพตัวเอง บ่อยครั้งที่ไม่มีอะไรทำ ไม่มีงานทำแล้วจะรู้สึกเคว้งคว้าง ทั้งๆ ที่มีเรื่องอื่นๆ มากมายที่เราจะทำ แต่กลับไม่ทำ และอาจจะเป็นเพราะทำงานไปเรื่อยๆ จนทำให้ตัวเองเดินหน้าไปเรื่อยๆ จนไม่ได้หยุดพัก ผมคิดว่าอย่างนั้น แต่เมื่อลองมองดู พิจารณา ไตร่ตรองกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปเท่าไหร่ ก็ยังกลับหนีไม่พ้นภาวะงงแต่เรื่องงาน รายงาน เขียนโครงการสารพัดมากมาย  จนไม่ได้ทำเป็นจริงเป็นจัง คือ มันมีเรื่องราวต่างๆ มากมายที่เข้ามา แล้วตัวเองก็สนใจไปเสียหมดทุกเรื่องจนลืมเรื่องที่สำคัญๆ ในชีวิตไป

 

            พอเข้าช่วงท้ายปี ผมก็ได้มีโอกาสหยุดงานยาวๆ ถึง 10  วันเพื่อไปวิปัสสนากรรมฐานที่พิษณุโลก ซึ่งเป็นการสอนโดยท่านอาจารย์โกเอ็นก้า  (www.thai.dhamma.org) ตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ผมเดินทางไปโดยละวางงานต่างๆ ไว้เบื้องหลัง ปฏิเสธงานในช่วงที่จะเกิดขึ้นในช่วงวิปัสสนา เพื่อให้เวลาตัวเองได้ทำอะไรที่คิดว่าสำคัญแต่ไม่เร่งด่วนดูบ้าง การวิปัสสนาครั้งนี้ จัดขึ้นที่ศูนย์ธรรมอาภา, ปฏิบัติวิปัสสนา 10 วัน ตามหลักสูตรที่สมัครเข้ามา มีคนเข้าร่วมมากมายหลายคน ทั้งชาย หญิง ผู้ใหญ่ วัยรุ่น พระภิกษุสงฆ์ ชาวต่างชาติ กว่า 50 ชีวิต ผมคงไม่สามารถให้รายละเอียดได้ว่าปฏิบัติอย่างไร ได้ผลอย่างไร นะครับ เพราะไม่อยากสื่อสาร เนื่องเพราะหลายเรื่องผมคิดว่าหากใครอยากรู้หรือทราบว่าเป็นอย่างไรต้องให้เวลากับตัวเองทำแบบนี้ดูบ้าง

 

            อยู่ที่นั่นไม่ได้ใช้โทรศัพท์ และสำหรับผม การไม่ใช้โทรศัพท์ ไม่พูดคุยกับใคร สงบเงียบ นิ่ง อยู่กับตัวเองตลอดระยะเวลา 10 วัน ตอนนั้นนึกไปต่างๆ ว่า จะมีใครโทรมาประสานงานหรือเปล่า­ เราไม่อยู่แล้วงานจะเดินไหม­ คือผมคิดว่าตัวเองเป็น ศูนย์กลางของจักรวาล หากไม่มีเรางานไม่เดินแน่ แต่ที่ไหนได้ ไม่ใช่แบบนั้นเลย งานเดินได้ตามปกติ โลกหมุนไปเรื่อยๆ ตอนที่ปิดโทรศัพท์  ถือว่าเป็นวิถีชีวิตที่แตกต่างจากที่เป็นอยู่มากๆ ทำให้รู้เลยว่าชีวิตที่เราเป็นอยู่ในสังคมทุกวันนี้ เราอยู่กับความต้องการทั้งนั้น ความต้องการนู่น ต้องการนี่ ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่จำเป็นเลยสักนิด  แต่เราก็ต้องการแบบไม่หยุดยั้ง และมีทีท่าว่าไม่จบไม่สิ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับมาทำงานตามปกติ ผมก็เริ่มรู้ในสิ่งที่ทำ และให้เวลากับการพักผ่อนมากยิ่งขึ้น  ใส่ใจต่อเรื่องที่ไม่เคยใส่ใจมากขึ้นกว่าเดิม และใช้ชีวิตด้วยธรรมปฏิบัติสม่ำเสมอ จนมาถึงวันที่ผมได้ขอทางบ้านบวชนี่แหละครับ

 

            พอที่บ้านไม่ให้บวชเพราะกลัวลูกจะไปนาน จึงขอให้แค่บวชใจก็พอ

            บวชใจ พูดง่ายแต่ทำยาก แต่ผมว่าไม่ยากหากทำทีละนิดทีละวัน

            อยู่ที่ว่าเราจะทำหรือเปล่าเท่านั้นแหละครับ.....



ความคิดเห็นที่  1

สุดยอด >w<             ขอตอนต่อไปงับ

โคล่า   (2 มิถุนายน 2553  เวลา 22:31:25)