Loading ...
สองสาว “เมืองคอน” กับภารกิจของการเป็น “ครูเพศอย่างสนุก”
สองสาว “เมืองคอน” กับภารกิจของการเป็น “ครูเพศอย่างสนุก”
พันธ์เพ็ญ โพธิ์ใบ หรือ “เพ็ญ”
MT และครูสอนเพศศึกษาแห่งวิทยาลัยการอาชีพพรหมคีรี นครศรีธรรมราช
และ กมลทิพย์ ยุทธิวัฒน์ หรือ “ขวัญ”
MT และครูสอนเพศศึกษาแห่งวิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช
ืถึงโครงการฯ จะจบลง แต่ก็จะยังคงสอนเพศศึกษาต่อไป เพราะคิดตรงกันว่า “การสอนเพศศึกษาส่งผลต่อชีวิตครอบครัวเราเหมือนกัน”
     “เมื่อเอ่ยถึงภารกิจการเป็นครูเพศ สิ่งหนึ่งที่หลายคนบ่นหนักใจ คือ กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมแบบ “เด็กเป็นศูนย์กลาง” เพราะครูที่ไม่คุ้นเคยอาจต้องปรับตัวอย่างมากเมื่อนำหลักสูตรก้าวย่างอย่างเข้าใจไปสอนในห้องเรียน”

     ประสบการณ์ของ พันธ์เพ็ญ โพธิ์ใบ (เพ็ญ) และ กมลทิพย์ ยุทธิวัฒน์ (ขวัญ) สองอาจารย์แห่งสองสถานศึกษาสังกัดอาชีวะ ซึ่งรับหน้าที่วิทยากรหลัก (MT) อาจจะกลายเป็น “ทางสว่าง” สำหรับครูในโครงการฯ ได้นำไปใช้ส่องในการสอนให้ “สนุกได้ทั้งผู้เรียนและผู้สอน”
ผู้เรียน ผู้สอน กับงานสอนอย่าง “สนุกแต่หนัก”
     ก่อนหน้าจะมารับการอบรมการเป็นครูเพศศึกษากับโครงการก้าวย่างฯ ทั้งคู่ยอมรับว่าตัวเองก็ไม่ต่างจากครูผู้สอนคนอื่นที่ไม่ได้สนใจเรื่องการตั้งคำถามเด็กเลย และนิยมการสอนแบบ “ชิงตอบ” ซึ่งหมายถึง “เวลาตอบ เราก็ตอบแบบที่สังคมทั่วไปเขาตอบกันนั่นแหละ คือใช้ความคิดตัวเองเป็นหลัก”

     แต่เมื่อผ่านการอบรมแล้ว ก็ใช่ว่า “อบปุ๊บ เป็นปั๊บ” เพราะเพ็ญเองยอมรับว่า “ตอนสอนครั้งแรก รู้สึกเลยว่าเราสอนอะไรก็ไม่รู้ ไม่ได้เรื่อง สอนผิดอีกต่างหาก”

     เมื่อถามถึงความยากของการทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้สอนหลายคนกำลังเผชิญ เพ็ญวิเคราะห์ในส่วนของผู้เรียนว่า “เด็กเราไม่เคยเจอสภาพการเรียนแบบนี้ไง เพราะเด็กไม่ค่อยโดนถาม มีแต่ครู ‘ขี้ด่า’ เด็กก็ต้องปรับตัวหนักเหมือนกัน” ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดที่ทั้งสองเห็นร่วมกัน คือ “หมั่นกระตุ้นและอดทน” และถึงแม้จะพยายามเพียงใด ก็อาจมีเด็กที่ไม่ยอมมีส่วนร่วม

     “ขวัญนะถึงกับออดอ้อนให้เด็กบางคนว่า ‘ช่วยครูหน่อยนะ ช่วยตอบหน่อย’ เด็กยังเมินหน้าหนีเลย”

     เมื่อถามว่าทำอย่างไรกับกรณีนี้ “ทำเป็นขำ” นั่นเป็นคำตอบจากขวัญ

     สำหรับครูที่ยังไม่ชินกับกระบวนการแม้จะผ่านการอบรมนั้น ทั้งสองวิเคราะห์ว่าน่าจะให้ครูมี “สนาม” สำหรับฝึกบ่อยๆ เพราะทั้งเพ็ญและขวัญกว่าจะผ่านมาจนถึงขั้นที่ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรร่วมงานเวทีทั้งระดับจังหวัดและภูมิภาค ก็เผชิญการ “ลองผิด ลองถูก” รวมทั้งการเตรียมตัวอย่างหนัก
     เพ็ญเล่าถึงประสบการณ์ของตัวเองว่า “ยอมรับว่า เหนื่อยมาก (ลากเสียงหนัก) เริ่มจากก่อนจะสอนหนึ่งวัน เราต้องมานั่งอ่านแผน เตรียมคำถามหลัก จดใส่ในกระดาษโน้ต ไม่อายหรอกที่ต้องเอากระดาษโน้ตเข้าไปในห้องเรียนด้วย แต่กว่าจะเข้าใจได้ขนาดนี้ ก็เพราะเราได้ฝึกคิดเชื่อมโยงกับกิจกรรมที่เราทำ เราสองคนอาจจะโชคดีที่เป็นวิทยากรร่วมกับคนอื่นบ่อยๆ เลยได้เจอกับวิทยากรที่ตั้งคำถามในเวทีต่างๆ ทำให้เราได้ต่อยอดทักษะของเรา”

     ในความเห็นของขวัญ เห็นว่าอาจารย์หลายคนเข้าใจถึงความสำคัญของการสอนว่า ต้องทำให้เด็กไม่เบื่อ แต่ปัญหาคือ “อาจารย์ไม่มีเทคนิค คิดไม่ออก”

     ขวัญมีข้อเสนอว่า “สำหรับครูที่สอนมาด้วยกัน ถ้าได้มานั่งออกแบบการสอนด้วยกัน มันจะดีมากเลยนะ เช่น เรารวมครูสอนวิชาไฟฟ้าทั้งจังหวัดให้มาเจอกัน แล้วก็ให้เขาช่วยกันออกแบบ หาเคล็ดลับในการสอนว่าจะสอนไฟฟ้าด้วยกระบวนการเพศศึกษายังไง นอกจากนี้ต้องมีแกนนำที่จะทำหน้าที่ติดตามการสอนอย่างเป็นระบบ แล้วถ้าเรายอมทำงานหนักตั้งแต่แรก เราก็จะจัดระบบได้ และทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น”    
พันธ์เพ็ญ โพธิ์ใบ หรือ “เพ็ญ”
     ในเรื่องการเตรียมการสอนและวิธีการสอนนั้น ขวัญตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีความแตกต่างระหว่างครูผู้สอนที่รับการอบรมจากโครงการฯ กับครูที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการฯ แต่การทำงานหนักของครูไม่ได้ส่งผลอะไรกับวิชาชีพ จึงทำให้ครูหลายคนยังไม่ (อยาก) เปลี่ยนวิธีการสอนมาเป็นแบบ “ก้าวย่างฯ”      “วิชานี้ไม่ได้ให้คุณให้โทษแก่ผู้สอน เพราะฉะนั้น ครูที่ไม่ได้อยู่ในโครงการก้าวย่างฯ จะรู้สึกว่าตัวเองทำถูกแล้วที่แจกเอกสารให้เด็กทำ แล้วก็นั่งอยู่กับเด็ก ทุกชั่วโมงเป็นแบบนั้น ขณะที่ครูคนที่ต้องมานั่งเตรียมกระบวนการสอนแบบที่เราทำก็อาจจะคิดว่าเราเหนื่อยเกือบตายกับวิชานี้ แต่เพื่อนไม่เห็นต้องทำอะไรเลย แต่ได้ (ความดีความชอบ) เท่าๆ กัน”
ผลพวงแห่งการทำงานหนัก
     ส่วนตัวขวัญเอง เหตุผลที่สนใจวิธีการสอนเช่นนี้ เพราะเห็นประเด็นสำคัญของกระบวนการสอนเพศศึกษา ซึ่งเธอสังเกตเห็นความแตกต่างในตัวผู้เรียน

     “การจัดการสอนแบบที่โครงการฯ ใช้นั้นทำให้เด็กมีส่วนร่วม เมื่อเด็กได้ระบาย อยากพูดก็ได้พูด เด็กก็มีความสุขในการเรียน คนสอนก็สนุกไปด้วย”

     ถึงแม้ผู้บริหารของขวัญจะค่อนข้าง “ขี้เหนียวคำชม” แต่เธอยังมีกำลังใจและสามารถปรับปรุงการสอนของตัวเองจนถึงขั้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางได้อย่างแท้จริงนั้น เป็นเพราะ “ได้กำลังใจจากคนภายนอกมากกว่าที่ทำให้เราทำงานได้ และเราเองชอบเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะเป็นคนคิดอะไรนอกกรอบเสมอ”

     ในขณะที่ผู้บริหารของเพ็ญ บังเอิญเดินผ่านมาเห็นการสอนของเพ็ญ และเห็นถึงคุณค่าของการเตรียมการสอน จนริเริ่มสร้างระบบนิเทศภายในขึ้นมาในวิทยาลัยที่เธอสังกัด

     “เราก็ได้รับคำชมจากผู้บริหารที่เดินผ่านห้องเรา และเห็นการสอนของเราว่า ถ้าหากครูคนอื่นๆ มีการเตรียมการสอนแบบนี้ ก็จะทำให้การสอนมีคุณภาพ เด็กก็สนใจ และนี่คือที่มาที่ให้วิทยาลัยการอาชีพพรหมคีรีมีระบบนิเทศภายในขึ้นทั้งระบบกับทุกวิชาที่มีการสอนในวิทยาลัย”
สอนแต่เด็ก อาจไม่พอ ขอเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กด้วย
     “เราเคยเป็นที่ปรึกษาเด็กที่ท้องแล้วต้องออกกลางคัน ซึ่งถ้าเราได้สอนเด็กตั้งแต่ก่อนหน้านั้น เด็กก็คงไม่ต้องออก แต่ถามว่าสอนไปแล้วเด็กยังมีเพศสัมพันธ์ไหม ก็มี แต่การที่เด็กมาปรึกษาเราเมื่อเขาเกิดปัญหา มันก็ดีกว่าเมื่อเทียบกับการไม่สอน เราถือว่าเราได้สอนไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าเด็กยังท้อง ก็ช่วยไม่ได้แล้วจริงๆ” นั่นคือคำอธิบายจากเพ็ญ เมื่อถูกขอให้บอกความรู้สึกของตนจากการที่พบว่าเด็กยังคงมีเพศสัมพันธ์แม้จะได้รับการเรียนเพศศึกษาแล้ว

     ขวัญบอกเล่าประสบการณ์ของตัวเองในฐานะครูสอนเพศศึกษาที่ยังพบว่าเด็กก็ยังคงมีความอยากรู้ อยากลองในหลายเรื่อง “ขวัญเคยให้คำปรึกษาแก่เด็กผู้ชายถึงเรื่องปัญหาจากการมีเพศสัมพันธ์กับคู่ ซึ่งหลังจากสอนเพศศึกษาแล้ว คำถามเกี่ยวกับเรื่องว่าทำอย่างไรไม่ให้ท้องนั้นหมดไป แต่จะมีคำถามประเภทที่เกี่ยวกับความเชื่อมากกว่า เช่น ยามาราธอนมีจริงมั้ย ถุงยางแปลกๆ เป็นยังไง เป็นต้น ทั้งที่เด็กก็รู้ถึงผลจากการใช้ของเหล่านี้ แต่ธรรมชาติของความอยากรู้ อยากลองมันมีอิทธิพลกับเขามากกว่า เราก็ไปห้ามเขาไม่ได้”

     แม้แต่เรื่องการสวมถุงยางอนามัย ขวัญยอมรับว่ามีเด็กมาพูดคุยให้ฟังถึงเรื่องนี้ว่า ไม่มีอำนาจต่อรองคู่ แม้จะรู้ถึงความเสี่ยงก็ตาม

     และด้วยประสบการณ์ของการเป็นครูเพศ และเป็นครูที่ปรึกษา หลังจากสอนเพศศึกษาแก่เด็กแล้ว ทั้งสองยังต้องรับมือกับการให้คำปรึกษาบ่อยครั้งแก่ผู้ปกครองที่ลูกมีปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงในเรื่องเพศ จึงทำให้เรื่องการให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครองเป็นทักษะที่สองสาวต้องการฝึกเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน ขวัญซึ่งเคยมีประสบการณ์จัดเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ปกครองกับเยาวชน พบว่ามีผลดี เพราะทั้งสองฝ่ายเกิดการสื่อสารที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างวัย จึงเสนอว่านอกจากจัดการอบรมทักษะการให้คำปรึกษาแก่ครูแล้ว โครงการฯ ควรมีการจัดอบรมเด็กและผู้ปกครองร่วมกันในเรื่องเพศศึกษา โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการจับคู่ระหว่างพ่อแม่กับเด็ก แต่เพื่อให้ผู้ใหญ่กับเด็กได้แลกเปลี่ยนและทำความเข้าใจกัน

     สุดท้าย ทั้งสองสาวยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ถึงโครงการฯ จะจบลง แต่ก็จะยังคงสอนเพศศึกษาต่อไป เพราะคิดตรงกันว่า “การสอนเพศศึกษาส่งผลต่อชีวิตครอบครัวเราเหมือนกัน” เนื่องจากทั้งสองสามารถสื่อสารเรื่องเพศกับครอบครัวได้อย่างสนิทใจมากขึ้นหลังจากได้เข้าเป็นสมาชิก “ครูเพศก้าวย่าง”


ความคิดเห็นที่  4

สู้ๆ ครับ ลูกศิษย์ครูขวัญ 22/3/55

รักยม   (22 มีนาคม 2555  เวลา 18:55:40)

ความคิดเห็นที่  3

คนเก่งของคนนคร

คนคอน   (19 สิงหาคม 2551  เวลา 10:00:23)

ความคิดเห็นที่  2

เก่งน่าชมเชย  สุดยอดจริง ๆ

คนคอนในอดีต   (20 ธันวาคม 2550  เวลา 14:57:36)

ความคิดเห็นที่  1

ทำไมไม่มีรูปครูขวัญคะ?  เลยอดเห็นหน้าเลย   ชาวเมืองคอน  สู้ ๆ จ้า!

เพื่อนร่วมทาง   (2 ธันวาคม 2550  เวลา 14:16:02)