สาระจากงานประชุม-กิจกรรม : งานวิชาการเพศศึกษา (ระดับภูมิภาค)
มโนทัศน์เรื่องเพศในสังคม  ไขอดีตเพื่ออนาคตลูกหลาน บทวิพากษ์จากนักโบราณคดี นักพัฒนา และหมอวัยรุ่น

          เก็บตกจากเวทีวิชาการ “เพศวิถีศึกษาเพื่อเยาวชน” ภาคอีสาน ในหัวข้อ “เพศวิถีศึกษา กับการเรียนรู้ทักษะสำหรับโลกศตวรรษที่ ๒๑ เมื่อวันที่ ๑๙ – ๒๑ มิถุนายนที่ผ่านมา มีเครือข่ายเพศวิถีศึกษา ทั้งบุคลากรด้านสาธารณสุข ศึกษานิเทศก์ สำนักงานพื้นที่เขตการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครูอาจารย์ และเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นราว ๔๐๐ คน จาก ๒๐ จังหวัดร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนการทำงานที่ผ่านมา เรียนรู้เครื่องมือการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การฉายหนังทางเลือก Up to Me เพื่อสร้างความตระหนักเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น (www.teenpath.net/content.asp?ID=15491) โครงการ dance for life เป็นการพัฒนาศักยภาพเยาวชนในการสร้างความเข้าใจเรื่องเอดส์และเพศ (www.dance4life.thailand.com) หลักสูตรพ่อแม่ (www.teenpath.net/data/book/00037/tpfile/00001.pdf) ที่ส่งเสริมการสื่อสารระหว่างพ่อแม่ผู้ปกครองและลูกวัยรุ่น ฯลฯ รวมทั้งอภิปรายร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กับหลายหัวข้อที่เติมเต็มความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนงานเพศวิถีศึกษา ซึ่งงานนี้ได้จัดคู่ขนานไปกับค่ายสุขภาวะวัยรุ่นภาคอีสาน เป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้ามาร่วมเรียนรู้การทำงานของผู้ใหญ่ และผู้ใหญ่เองจะได้ยินเสียงของเยาวชนจากกิจกรรมตลอด ๓ วัน


อ.สุจิตต์ วงษ์เทศ

          บางส่วนของสาระสำคัญเป็นเรื่องการปูฐานคิดเรื่องเพศในอดีตจากนักโบราณคดีสำคัญของเมืองไทย อ.สุจิตต์ วงษ์เทศ ในหัวข้อ ”เรื่องเพศในเอเชียอาคเนย์” เล่าถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมเรื่องการเป็น “กุลสตรี” ที่ถูกประกอบสร้างขึ้นจากชนชั้นผู้ดีในสมัยรัชกาลที่ ๔

          “คำว่า กุลสตรีในวัฒนธรรมไทยถูกสร้างขึ้นไว้บอกผู้คนให้รักนวลสงวนตัว เรียบร้อย หญิงไทยต้องรักษาพรหมจรรย์จนถึงคืนแรกในวันแต่งงาน ไม่เสียตัว ไม่อยู่ก่อนแต่ง รักเดียวใจเดียว มีอุดมคติเหมือน        นางนพมาศถ้าผิดไปจากนี้ จะถูกประนาม ว่าเป็นหญิงแพศยา  ทั้งที่นางนพมาศตัวจริงไม่มีในประวัติศาสตร์เลย”

          อ.สุจิตต์ทิ้งแง่คิดไว้ว่า ถ้าเราเอามาตรฐานในอดีตมาไว้กับสังคม “เรื่องเพศ”จะยังคงปิดบัง ซ่อนเร้น เป็นที่รังเกียจ ตั้งแต่เพศสภาพ การยอมรับหญิงชาย ไปจนถึงเรื่องเพศสัมพันธ์ จะทำให้เราเดินหน้าเรื่องการสอนผู้คนให้ใช้ถุงยางไม่ได้ รวมถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมือง ที่ยังเป็นปมปัญหาเพราะปล่อยให้เมืองไทยเป็นเสมือน “ซ่องของโลก” มี “สถานบริการทางเพศ” มากมาย แต่ไม่มีการลดช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำของผู้คน ทั้งหมดเป็นปัจจัยผลักผู้หญิงเข้าสู่ระบบบริการทางเพศ จากเด็กสาว เริ่มตามเพื่อนไปเป็นหมอลำซิ่ง ประกวดนางนพมาศ ต่อไปก็เป็นหมอนวด นี่เป็นวงจร ถ้าไม่อยากเห็นความมั่งคั่งของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรเริ่มต้นด้วยการสอน “เพศวิถีศึกษา”


ป้ามล คุณทิชา ณ นคร

          ส่วน ป้ามล คุณทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษกเล่าถึงประสบการณ์และแนวคิด”การพัฒนาเยาวชนเชิงบวก”ในฐานะคนทำงานกับ ”เด็กปลายน้ำ” หรือ “วัยรุ่นก้าวพลาด” ซึ่งเป็นเด็กที่ก่อคดีจนเข้าสู่สถานพินิจว่า เราต้องทำงานทางความคิดกับเด็ก ผู้ใหญ่ต้อง  “ให้ข้อมูล” “ให้โอกาส” ให้เด็กตัดสินใจ สิ่งที่สำคัญคือทำให้เขาเรียนรู้ในการสร้างความเข้มแข็งให้จิตใจของตัวเองก่อน เพราะทุกการกระทำไม่ใช่ “อำนาจข้างนอก”แต่มาจากใจของเขาเอง ครูควรเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” และมีกระบวนการให้เด็กมี self control  สร้างการตระหนักรู้ในคุณค่าของเขาเอง

          ป้ามลยกตัวอย่างเด็กในกรณีต่าง ๆ ซึ่งที่บ้านกาญจนาฯ พยายามหาแสงในตัวเด็ก และผู้ใหญ่มีหน้าที่ส่องแสงไปที่เขา เพื่อให้พวกเขารู้สึกภูมิใจและอยากเปลี่ยนแปลงไปในทางบวก โรงเรียนก็สามารถทำแบบนี้ได้

          เริ่มจากเชื่อว่า เด็กทุกคนมีไอคิวไม่เท่ากัน แล้วเราจะไม่ปั้นเด็กเป็นแบบเดียว คุณครูจะต้องเลิกเปรียบเทียบ แข่งขัน  ที่สำคัญ ในการเรียนการสอนควรแทรก “วิชาชีวิต” เข้าไปด้วย

          “ถ้าเราไม่เอาปลาไปปีนต้นไม้ ไม่เอาลิงไปว่ายน้ำ แต่จัดการแข่งขันตามศักยภาพที่เขาพอจะมี เพื่อเราจะได้คนที่มีความสามารถเต็มไปหมด แต่เมื่อไรที่เราไขว้ทักษะในสิ่งที่เขามี กระบวนการจัดการของเราจะบีบให้เกิด “คนโง่”ขึ้นมากมาย ซึ่งจริงๆ พวกเขาไม่ได้โง่เลย”


นพ.เรืองกิตต์   ศิริกาญจนกูล

          อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “แนวทางการจัดการปัญหาท้องไม่พร้อม”โดย นพ.เรืองกิตต์   ศิริกาญจนกูล นายแพทย์เชี่ยวชาญคลินิกเพื่อนวัยรุ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ ๖ จังหวัดขอนแก่น บอกถึงสถิติการทำแท้งในประเทศไทยที่มากกว่าประเทศอื่น มีวัยรุ่นคลอดลูก ๑๒๐,๐๐๐ คน  แต่  ทำแท้ง ๑๓๐,๐๐๐ คน ต่อปี ในจำนวนนี้ถ้าจำเป็นต้องท้องต่ออาจจะฆ่าลูกตัวเอง หรือหากทำแท้งเถื่อน พบว่า ๔๐% อาจมีโรคแทรกซ้อน และโอกาสเสียชีวิตสูงถึง ๓๐ เท่า การแก้ปัญหานี้ทุกภาคส่วนจึงต้องช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย พ่อแม่ หมอ พยาบาล ครู จนถึงคนอื่น ๆ  ในสังคม ช่วยกันคิดว่าเราจะทำอย่างไรให้หมอทำแท้งได้เร็วเพื่อสุขภาพของวัยรุ่น ซึ่งเป็นหน้าที่ ไม่เกี่ยวกับบาปบุญคุณโทษ ที่สำคัญ ความรู้เรื่องเพศศึกษาในเมืองไทยยังมีน้อย เด็กจึงเสี่ยงในเรื่องเหล่านี้อยู่มาก

          “สังคมมองเด็กท้องว่าเป็น “สาวใจแตก” ทั้งที่บางคนถูกข่มขืนบ้าง ถูกหลอกลวงบ้าง บางคนด่าหมอพยาบาลที่ทำแท้งว่าเป็นคนชั่ว ครูบางคนถูกพักงานเพราะปล่อยให้เด็กท้อง ฯลฯ ทั้งๆ ความเป็นจริง ที่ “การท้อง” เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการถูกล่วงละเมิด ไม่รู้วิธีการคุมกำเนิด ไม่มีทางเลือกคุมกำเนิด เช่น สถานีอนามัย/รพ.สต.ไม่ใส่ห่วง หรือไม่แนะนำการคุมกำเนิดแบบอื่นให้ ประมาท กินยาคุมผิดพลาด ฯลฯ”

          คุณหมอฝากไว้ว่า ชุมชนต้องช่วยกัน ต้องให้การศึกษา ให้ทักษะชีวิต มีบริการคุมกำเนิดให้เด็ก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ควรให้เด็กเข้าถึงยาคุม ถุงยาง ให้ความรู้เรื่องความเสี่ยง ถ้ามีเพศสัมพันธ์แล้ว ก็มีแหล่งทำแท้งที่ปลอดภัยให้เด็กเข้าถึงได้ และถูกกฎหมาย โรงพยาบาลควรจัดระบบให้ดี และชุมชนต้องบอกแหล่งแท้งไม่ปลอดภัยให้กับทางราชการ

          “ขั้นตอนการให้คำปรึกษาเรื่องนี้ พยาบาลต้องดูแลจิตใจควบคู่ไปด้วย เช่น ดูว่า เด็กซึมเศร้าไหม มีปัญหาเศรษฐกิจไหม บอกทางเลือกให้รอบด้านเพราะปัจจุบันมียาที่ทันสมัยมากขึ้น ถ้าอยากเอาเด็กไว้ก็มีบ้านพักฉุกเฉินรองรับ เราต้องให้เกียรติเขา ให้ความเป็นส่วนตัวกับเด็กเหล่านี้ ส่วนการให้คำปรึกษาต้องจัดไว้ในห้องที่มิดชิด เด็กจะอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่มีปัญหากับพ่อแม่และคนรอบข้าง เมื่อเด็กได้ตัดสินใจแล้ว

          คนรอบข้างต้องทำใจยอมรับสิ่งที่เด็กเลือก สังคมต้องเมตตา ทั้งคนไข้และบุคลากรทางการแพทย์ด้วย”

ร่วมแสดงความคิดเห็น
จาก*
 
อีเมล
ความคิดเห็น*