ความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย
คุณเปรมปรีดา ปราโมช ณ อยุธยา
วันอังคารที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๖.๓๐ น.
[ดาวน์โหลดสไลด์ ขนาด 1.8 MB]
 

     ความหมายของ Sex กับ Gender กระแสหลักว่าในบางกรณีอาจเป็นสิ่งที่ไม่ชัดเจนและเปิดกว้างแต่เพียงสองเพศ คือ หญิงและชายเท่านั้น

      เพศ (Sex) เป็นเรื่องของการใส่รหัส เช่น การกำหนดสีฟ้าให้ทารกชาย และสีชมพูให้ทารกหญิงในสหรัฐอเมริกา หรือการตั้งชื่อให้กับเด็กชายที่ต้องมีความเข้มแข็ง การใส่รหัสทางเพศส่วนใหญ่เกิดมาจากผู้ปกครองกลัวเด็กจะเกิดรักเพศเดียวกัน

     การกลายเป็นชายหรือหญิงเป็นกระบวนการสร้างทางวัฒนธรรม เช่น เดียวกับชนชั้นที่เป็นเรื่องวัฒนธรรม เพศเป็นการเมืองแบบหนึ่ง

 
รัฐไทย อารยะ และสัณฐานทางเพศ
  • สมัยรัชกาลที่ ๖ มีการออกกฏหมายเรียกคำหน้านามสตรีที่สอดคล้องกับคำแบบตะวันตก และในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ มีการกำหนดให้มีการใช้คำนำหน้านามเรียกเด็กชายและหญิง หลังจากนั้นได้มีออก พรบ.นามสกุลอีก ในแง่นี้ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงความคิดเรื่องเพศ ให้ความสำคัญกับเพศชายและปิดบังเพศอื่นนอกความเป็นชายและหญิง
  • สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีการออกรัฐนิยม ส่วนหนึ่งส่งผลให้มีการแบ่งแยกบทบาทระหว่างชายและหญิงกันอย่างชัดเจน โดยมีนัยยะของเพศชายที่มีความเข้มแข็ง และเพศหญิงที่มีความอ่อนหวาน
 
ทำไมเราจึงมองคนที่ต่างไปจากผู้หญิงหรือผู้ชายในทางลบ?

     แนวคิดเรื่องของการสังวาสที่ผิดธรรมชาติอันผลิตโดยศาสนจักรได้พัฒนามาเป็นกฏหมายทำให้การสังวาสอยู่แค่เพียงในกรอบของครอบครัวและระหว่างชายหญิงเท่านั้น ในทางกลับกันการรักเพศเดียวกัน และการสังวาสผ่านเว็จมรรคได้ถูกมองว่าเป็นบาป ในแง่นี้ความสัมพันธ์ที่ต่างออกไปจากความสัมพันธ์หญิงชายจึงเป็นสิ่งที่ถูกมองในด้านลบ และผู้ที่รักเพศเดียวกันคือผู้ที่ผิดปกติต้องรักษา

 
กระเทยในพุทธศาสนา
     พุทธศาสนาเป็นคติความเชื่อของสังคมไทยถึงปัจจุบัน พระไตรปิฎกเกิดการชำระ สังคายนามาหลายครั้ง ทำให้ความหมายเรื่องเพศเปลี่ยนแปลงไป ในพระวินัยปิฎกได้พยายามสร้างความน่าเลื่อมใสให้กับพระในพุทธศาสนา และมีกฏว่าห้ามบันเฑาะห์บวชอันตีความในภาษาไทยว่า ห้ามกระเทยบวช กรอบการมองดังกล่าวได้ส่งผลมาถึงกฏหมายสมัยอยุธยาที่ห้ามกระเทยมาเป็นพยานในชั้นศาล ส่วนในประมวลกฏหมายอาญาสมัยรัตนโกสินทร์ได้สะท้อนให้เห็นว่าการรักเพศเดียวกันเป็นสิ่งที่ผิด ความคิดดังกล่าวดูเหมือนจะดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน
 
ภาพลักษณ์คนรักเพศเดียวกัน
     วิทยากรได้พูดถึงงานวิจัยของตัวเองในเรื่องทัศนคติของกระเทยและปัญหาในการดำเนินชีวิตของกระเทย โดยสามารถแบ่งหัวข้อได้ดังต่อไป
 
ชีวิตครอบครัว
  • กระเทยได้กำลังใจจากแม่หรือญาติผู้หญิงมากกว่าพ่อ พ่อจะเป็นผู้ที่รับไม่ได้กับการเป็นกระเทย
 
ชีวิตในโรงเรียน
  • กระเทยไม่ใช่ปัญหาสำคัญ คนที่เรียนดีส่วนหนึ่งเป็นกระเทย ทำให้กะเทยบางคนเรียนอย่างหนัก
  • การเรียนรำไทยเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับกระเทย
  • กระเทยเมื่อเข้า ม.ต้น จะเริ่มแต่งหน้า
 
ความรุนแรงทางเพศ
  • กระเทยเด็กบางคนจะถูกลุงหรืออา ละเมิดทางเพศ
  • กระเทยบางคนถูกผู้ชายในโรงเรียนละเมิดทางเพศ
  • โรงเรียนไม่มีการให้คำปรึกษาในเรื่องการละเมิดทางเพศ
 
การทำร่างกายให้เป็นหญิง
  • จะเริ่มจากการใช้ฮอร์โมน แล้วจึงมาทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกและอื่นๆ บางคนผ่าตัดออกเพราะมีอุปสรรคในการทำงาน
 
การจ้างงาน
  • ความสามารถหรือวุฒิการศึกษาแทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กระเทยมีอุปสรรคในการทำงานมาก โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญหรือครู อาจารย์
  • กระเทยหลายคนมองว่างานบริการทางเพศเป็นทางเลือกที่ดีเท่าที่เหลืออยู่
 
ความเป็นพลเมือง
  • สิทธิประโยชน์มิค่อยได้รับการยอมรับ
  • การเกณฑ์ทหารจะมีการใช้คำจำกัดความในแง่ลบ เช่น คำว่า “วิกลจริต”
 
ความรุนแรง
  • กระเทยต้องเผชิญความรุนแรงแม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ กระเทยที่ถูกข่มขืนไม่สามารถแจ้งความได้เพราะไม่มีกฏหมายยอมรับ
 
การบริการทางเพศ
  • กระเทยบางคนขายบริการทางเพศพร้อมกับการทำงานอื่นๆ
  • มีการใช้ถุงยางอนามัยน้อยมากสำหรับการทำออรัลเซ็กส์
  • กระเทยบางคนไม่มีความรู้ความเข้าใจในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศดีพอ
 
สามี คู่รัก เพื่อนชาย
  • กระเทยหลายคนไม่มีสุขภาวะเรื่องเพศ
  • กระเทยที่มีบทบาททางเพศแบบผู้หญิงอาจมิใช่เรื่องน่าประทับใจ เพราะไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง
  • คู่รักจำนวนหนึ่งนึกถึงเซ็กส์กับกระเทย มากกว่าความรัก
 
บริการสุขภาพทางเพศและแรงสนับสนุน
  • กระเทยจะถูกเหยียดจากเพื่อนในการทานข้าวหรือใช้ชีวิตประจำวันเพราะถูกมองว่าน่าจะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV
 
แลกเปลี่ยน
ผู้เข้าร่วมสัมมนา : มีอะไรบ้างไหมที่เป็นแง่มุมดีของกระเทย
คุณเปรมปรีดา : กล่าวมากระเทยบางกลุ่มมีแง่มุมทีดีจากพื้นที่การแสดงหรือการทำงานบางอย่าง แต่อย่างไรการกัดกันงานยังเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ กระเทยเช่นเดียวกับมนุษย์ที่มีทั้งแง่มุมดีและไม่ดี แต่แง่มุมที่ดีของกระเทยมักถูกปิดกั้นจากสังคม

คุณสุไลพร ชลวิไล
ความ (ไม่) หลากหลายทางเพศในสังคมไทย
     ความหลากหลายทางเพศเป็นสิ่งที่พูดถึงกันเยอะแต่เราไม่เคยตั้งคำถามเลยว่ามันคืออะไรกันแน่ และมันมีมากน้อยขนาดในไหนสังคมไทย ถ้าเลือกได้อยากเป็นเพศอะไร? และถ้ามีแฟนอยากให้เป็นอย่างไร? มีความเป็นไปได้ไหมที่จะมีแฟนที่มีเพศและเพศภาวะเหมือนเราหรือเป็นเพื่อนกับเรา ทำไมเราต้องรักคนที่ไม่เหมือนเราด้วย

ความรัก/การรักเพศเดียวกันในสังคมไทย
     สังคมไทยต่างจากสังคมตะวันตกตรงที่ว่ามีคำว่า “กระเทย” ปรากฏมานานมาแล้ว แต่ในอดีตจะเป็นในเรื่องของผู้ที่มีอวัยวะเพศสองอย่าง นอกจากนี้ในอดีตยังมีข่าวประกาศของการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันด้วย เช่น คำว่า “เล่นเพื่อน” และ “เล่นสวาท” เช่นเดียวกับภาพจิตรกรรมฝาผนังยังมีภาพของการมีเพศสัมพันธ์ของคนรักเพศเดียวกันด้วย สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นการมีตัวตนของคนกลุ่มดังกล่าว

     ต่อมาความหมายของกระเทยเปลี่ยนไปในประเด็นของการมีอวัยวะเพศแบบหนึ่งและมีพฤติกรรมทางเพศที่ตรงกันข้ามไม่แยกว่าเป็นชายอยากเป็นหญิง หรือหญิงอยากเป็นชาย จนประมาณปี 2510 มีการนำคำว่า “ทอม” มาใช้เรียกลักษณะผู้หญิงที่มีบุคลิกเหมือนผู้ชายและเข้าใจว่ามีความสัมพันธ์กับผู้หญิงซึ่งถูกเรียกว่า “ดี้”

     “หญิงรักหญิง” เป็นคำใหม่เชื่อมโยงกลับกลุ่มที่ทำงานด้านสิทธิของหญิงรักหญิง (กลุ่มอัญจารี) ผู้หญิงที่ชอบเพศเดียวกันมิได้มีแค่ทอมดี้แต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นหญิงที่ชอบหญิงด้วยกันไม่ว่าจะมีสัมพันธ์ทางเพศกันหรือไม่

สังคมไทยกับการมองหญิงรักหญิง
     มีความเชื่อบางกระแสที่มองว่าเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติ เช่น คำว่า “ขึด” ทางภาคเหนือ ที่แปลว่าเป็นการกระทำอะไรที่ขวางๆ ทำให้เกิดอาเพศแก่หมู่บ้าน หรือกรอบคิดที่รับมาจากต่างประเทศที่ถูกมองเป็นเรื่องที่ผิดบาป นอกจากนี้กฏหมายรัชกาลที่ ๕ ที่มีมาตราหนึ่งเกี่ยวกับการกระทำผิดธรรมดาเป็นสิ่งที่มีความผิด

การรักเพศเดียวกันไม่ถือเป็นความผิดปกติทางจิต
     สมาคมจิตแพทย์ทั่วโลกโดยเฉพาะทางตะวันตกกล่าวว่าไม่สามารถหาสาเหตุอย่างชัดเจนได้ว่าการรักเพศเดียวกันมันเกิดขึ้นมาจากอะไร ดังนั้นจึงเปลี่ยนความรู้ในประเด็นนี้ให้กลายเป็นสิ่งที่ไม่ผิดปกติทางจิตตามที่เคยเขียนไว้ในงานเขียนรุ่นเก่าๆ

     สำหรับในประเทศไทย กรมสุขภาพจิต ยืนยันตามองค์การอนามัยโลกว่ามิได้เป็นสิ่งที่ผิดปกติ แต่ในความเป็นจริงการปฏิบัติว่าการรักเพศเดียวกันเป็นสิ่งผิดปกติยังคงดำรงอยู่ดังจะเห็นได้จากการเขียนผลตรวจเวลาเกณฑ์ทหาร


ปัญหาของคนรักเพศเดียวกัน
     เมื่อสังคมไม่ยอมรับคนรักเพศเดียวกัน ทำให้เกิดความเครียด ขาดความเชื่อมั่น ไม่สามารถเป็นตัวของตนเองได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังมีการถูกล้อเลียน จนถึงการล่วงละเมิดทางเพศและใช้อำนาจบังคับในกรณีต่างๆ

คุณจตุพร บุญ-หลง
     วิทยากรได้เสริมต่อจากข้อมูลของอาจารย์ชลิดาภรณ์ ว่าความสำคัญของวิชาสตรีศึกษาคือวิธีการแสวงหาความรู้ได้ให้ความสำคัญกับผู้ศึกษากับผู้ถูกศึกษาอยู่ในสถานะเท่าเทียมกันน้อยที่สุด สถานะของผู้ถูกศึกษาต้องต่างกับเราน้อยที่สุด เขาต้องไม่ใช่ผู้ให้ข้อมูลเท่านั้นหากแต่คือเพื่อนร่วมงาน หลังจากนั้นวิทยากรพูดถึงงานวิทยานิพนธ์ของตัวเองเกี่ยวกับซาวนาอ็มในสังคมไทย พยายามทำตามกรอบคิดดังกล่าวโดยมีผู้ให้ข้อมูลเพียง ๓ คนที่มีสถานะไม่ต่างกับผู้ศึกษามากนัก

ซาวน่าคืออะไร?
     วิทยากรถามในที่ประชุมว่ามีความคิดเกี่ยวกับซาวน่าอย่างไร? ผู้เข้าร่วมตอบในทิศทางต่างๆ เช่น มีความคิดว่าเกี่ยวกับสุขภาพ เป็นสถานที่คนรักเพศเดียวกันไป หรือดูลึกลับและเป็นพื้นที่น่าสนใจ
ซาวน่าเป็นพื้นที่ต้องเก็บค่าบริการเข้าไป เช่น ซาวน่าที่ศึกษาต้องเสียค่าบริการ ๒๕๐ บาท และตั้งอยู่ในกลางเมืองอาจมองได้ว่ากลุ่มที่ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางและต้องมีเวลาอย่างพอเพียง อายุส่วนใหญ่มีอายุประมาณ ๒๕ - ๓๕ ปี หลากหลายเชื้อชาติ เริ่มดำเนินกิจการมาประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๐ พื้นที่ของซาวน่าดังกล่าวจะจัดเป็นที่สาธารณะ สามารถเข้าได้ทั้งเกย์และกระเทย

พื้นที่
     ลักษณะของพื้นที่จะเป็นเช่นห้องซาวน่าทั่วไป ผนังเป็นไม้และมีกระบวยตักน้ำราดลงก้อนหินที่มีความร้อนอยู่เพื่อทำให้เกิดไอร้อน ห้องแต่ละห้องจะมีแสงแตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ยังมีสระว่ายน้ำ ห้องออกกำลังกาย ห้องอาหาร และมีห้องเต้นรำสำหรับจัดปาร์ตี้ Underwear Night นอกจากนั้นยังมีเรื่องของกลิ่นที่เป็นลักษณะพิเศษของพื้นที่ เช่น กลิ่นคาว กลิ่นปอปเปอร์ (กลิ่นอับ) ที่หลายคนเชื่อว่าจะเพิ่มความรู้สึกทางเพศ

กิจกรรม
หลังจากจ่ายค่าผ่านประตูแล้วสามารถใช้บริการซาวน่าได้ โดยผู้ใช้บริการส่วนใหญ่จะเข้าไปมีสัมพันธ์ทางเพศกันในห้องซาวน่าตามแต่ละบุคคลและการสมยอม โดยจะมีห้องเล็กและห้องหนังโป๊ให้สามารถเข้าไปมีสัมพันธ์ทางเพศได้อีกด้วย

ความรื่นรมย์
     ความสัมพันธ์ทางเพศในแง่หนึ่งคือความรื่นรมย์ ซาวน่าเกย์อาจมิใช่เป็นเรื่องของการมั่วสุมเรื่องเพศเสมอไป หากแต่เป็นเรื่องของความรื่นรมย์ทางเพศ วิทยากรกล่าวว่างานศึกษาชิ้นนี้พยายามสร้างให้เกย์สามารถมีตัวตนในสังคมได้ โดยเฉพาะในประเด็นด้านเพศวิถี และพื้นที่อันแสดงความเป็นตัวตน

พื้นที่หลากหลายความหมาย
     จากการมองซาวน่าเกย์ แสดงให้เห็นว่าเป็นพื้นที่ที่มีหลากหลายกิจกรรมอย่างมาก และในความเป็นจริงมันก็มิใช่พื้นที่แปลกปลอมของสังคมไทย หากแต่สังคมไทยมิได้กล่าวถึงหรือให้การยอมรับได้มากนัก นอกจากนี้ซาวน่าดังกล่าวยังเป็นสิ่งที่สามารถสร้างตัวตนและสร้างการค้นหาตัวเองให้กับผู้ใช้บริการได้เช่นกัน อาทิ การเป็นเกย์คิง เกย์ควีน หรือกระเทย เป็นต้น พื้นที่ซาวน่าเกย์ยังเป็นพื้นที่แห่งพิธีกรรม ที่มีการสร้างความรู้สึกร่วมกัน รวมถึงการใช้สัญลักษณ์ร่วมกัน จนเกิดเป็นชุมชนที่มีกฏเกณฑ์ในพื้นที่ดังกล่าว

ผู้เข้าร่วมสัมมนา : มีคลินิคทางเพศเพื่อคนรักเพศเดียวกันไหม?
คุณเปรมปรีดา : กลุ่มรักเพศเดียวกันค่อนข้างมีปัญหาในการเข้าคลีนิคบริการทางเพศที่มิใช่ตรงตามกลุ่มของตน เช่น กระเทยต้องไปเข้าคลีนิคเพศชายซึ่งแพทย์อาจไม่มีความเข้าใจในเรื่องเพศอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ในการเข้าโรงพยาบาลที่มีการแยกอาคารหญิงชายก็ได้สร้างความลำบากใจให้กับคนรักเพศเดียวกัน แต่ปัจจุบันมีคลีนิคชายรักชายบ้างแล้วเนื่องจากเกี่ยวข้องกับประเด็นทาง HIV AIDS
คุณสุไลพร : สำหรับหญิงรักหญิงปัจจุบันไม่มีคลีนิคเพื่อคนกลุ่มนี้ และสำหรับในสังคมไทยไม่ค่อยให้ความสนใจเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศของกลุ่มหญิงรักหญิงอย่างเพียงพอ

ผู้เข้าสัมมนา : การประกอบสร้างตัวตนของเกย์ว่าพื้นที่ซาวน่าได้กดทับตัวตน?
คุณจตุพร : พื้นที่ดังกล่าวก็มิได้อิสระเต็มที่นัก และเกย์ในแง่หนึ่งเปรียบเสมือนสินค้าที่ทำให้ผู้ประกอบการอยู่รอด ในบางครั้งแบบแผนปฏิบัติในพื้นที่ซาวน่าก็ทำให้เราต้องปรับตัวและรู้สึกว่าโดนจำกัดอิสระจากแบบแผนและข้อบังคับในพื้นที่