เสวนา “ภาพสะท้อนเรื่องเพศและเยาวชนในสื่อกับปรากฏการณ์ในสังคม”
โดย รศ.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สุริยนต์ จองลีพันธุ์ บริษัท ป่าใหญ่ครีเอชั่น จำกัด และ นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน สำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การรายงานข่าวเรื่องเพศของเยาวชน” ที่ คุ้มหม่อมไฉไล จ.นครปฐม เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๑
 
รศ.ชลิดาภรณ์
เพศวิถีกระแสหลักเป็นของนำเข้า ไม่ใช่ของไทย
     จากคำถามที่ว่า อยู่ก่อนแต่งสมควรหรือไม่ คือสมควรก็ได้ไม่สมควรก็ได้ เรื่องอยู่ก่อนแต่งกับเรื่องเซ็กส์ของวัยรุ่นมาจากฐานคิดเรื่องเซ็กส์นอกสมรส ซึ่งเป็นสิ่งที่นักสังคมศาสตร์เรียกว่าเพศวิถีกระแสหลัก กระแสหลักไม่ได้หมายความว่าคนส่วนใหญ่เชื่อ แต่หมายถึงพวกเสียงดัง และเป็นเพศวิถีที่ถูกโปรโมทในสื่อ ซึ่งเพศวิถีกระแสหลักเป็นของนำเข้า ไม่ใช่ของไทย และเป็นผลผลิตของชนชั้นกลาง โดยเข้ามาประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ ๔ ปรากฏในรัชกาลที่ ๖ เพราะฉะนั้น เพศวิถีของไทยคือประมาณร้อยกว่าปี เพศวิถีแบบนี้เป็นฐานความเชื่อของฝรั่ง ที่มองว่าเซ็กส์เป็นเรื่องเลวร้าย ไม่ดี ความคิดของตะวันตกมองเรื่องเซ็กส์เป็นอันตราย และจับไปขังไว้ แต่เปิดช่องไว้เล็กๆ เพื่อสืบพันธ์ และเป็นการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว ทั้งนี้ หากมนุษย์ไม่มีเซ็กส์เลยทำให้ไม่มีการสืบพันธุ์ สังคมจะล่มสลายไม่เกิดการผลิตซ้ำคนรุ่นใหม่

      เซ็กส์คือเรื่องของการสืบพันธ์เรื่องเดียว เซ็กส์ที่ถูกต้องอยู่ในสถาบันการแต่งงานเท่านั้น การอยู่ก่อนแต่งไม่สมควรเพราะไม่อยู่ในกรอบเล็กๆ ที่เพศวิถีกระแสหลักเปิดช่องให้ ดังนั้นจึงต้องตั้งคำถามให้ดี ซึ่งเซ็กส์ของวัยรุ่นโดยตัวมันเองไม่ใช่ปัญหา โดยฐานคิดเรามองว่าเซ็กส์นอกสมรสผิดหมด ไม่เพียงแต่เซ็กส์ของวัยรุ่นเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการซื้อบริการทางเพศ การมีความสัมพันธ์ซ้อน แต่ถ้าคุณไม่เชื่อแบบนั้นก็จะไม่รู้สึกผิด

     เวลาคนบอกว่าไม่เชื่อกรอบแนวคิดแบบนี้เขาบอกไหมว่าเขาไม่เชื่อ เขาไม่บอก แต่เขาไม่ทำ คุณรู้ไหมว่าก่อนหน้านี้เขาทำอะไรมาบ้าง จริงๆ แล้วเพศวิถีกระแสหลักอยู่ได้มาร้อยกว่าปี เพราะคนไม่เชื่อแต่ทำ คุณทำแต่คุณไม่พูด คนไทยชอบ practice ในเรื่องเพศ แต่ไม่พูด ทีนี้พอไม่พูดก็ไม่รู้ว่าใครทำอะไร อย่างไร นักวิชาการฝรั่งเลยบอกว่ามันไม่มี Sexual majority เพราะเวลาที่คนไม่เชื่อเพศวิถีกระแสหลัก คุณไม่เชื่อแต่คุณทำ
 
รักนวลสงวนตัวเป็นแนวคิดชนชั้นกลาง
     รักนวลสงวนตัวหมายความว่า การหลีกเลี่ยงการร่วมเพศ คนไทยมีความทรงจำเรื่องเพศที่ห่วยมาก เวลาที่เรามองว่าประวัติศาสตร์ของเราเคยเป็นอย่างไร เราจะพูดว่าผู้หญิงไทยต้องอยู่บ้าน ผู้หญิงไทยแบบนั้นคือชนชั้นสูง (เจ้า) สยามอยู่มาได้ ๔๐๐ ปี เพราะผู้หญิงทำไร่ทำนามา ที่เราจำได้ว่าผู้หญิงเป็นอย่างไรในเรื่องเพศ เป็นความทรงจำจากชนชั้นสูง ที่เจ้าทำได้เพราะมีเหตุผลทางการเมืองอื่นๆ เพื่อคุมประเวณีของหญิงชนชั้นสูง สยามแต่เดิมไม่มีแนวคิดรักนวลสงวนตัวแบบนี้ สามัญชน คนที่ไม่ใช่ชนชั้นสูงไม่ถูกคุมประเวณีเช่นนั้น คนสมัยก่อนมีการแต่งงานได้ ๒ ช่องทาง ๑.พ่อแม่คลุมถุงชน และ ๒.หนีตามกันไป และอนุญาตให้หย่าได้ แนวคิดรักนวลที่เราพูดอยู่นี้มันมั่ว คำถามคือสามัญชนสามารถทำแบบเจ้าได้หรือไม่ เพราะรักนวลสงวนตัวเป็นแนวคิดของชนชั้นกลาง

     เรามีความทรงจำสั้นในเรื่องประวัติศาสตร์ ความเป็นไทย วัฒนธรรมไทยอายุเท่าไหร่ มีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ความเป็นไทยอายุประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๑ รัฐนิยมฉบับที่ ๑ ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ความเป็นไทยเป็นสิ่งสร้างของจอมพล ป. และอุดมการณ์ของท่านจำนวนหนึ่งเพื่อสร้างความเป็นไทย และท่านได้สร้างความเป็นหญิง ความเป็นชาย บทบาทหญิงชาย ความเป็นครอบครัว ที่นำเข้าจากตะวันตกทั้งสิ้น คนไทยจะตั้งคำถามกับกรอบความเป็นเพศได้ ก็ต้องตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่คนไทยจะตั้งคำถามกับความเป็นไทยได้ เพราะเป็นแพ็กเกจเดียวกัน
 
วอนสื่ออย่ากระจายเสียงแบบจอมพล ป.
     เรื่องเพศที่เราพูดอยู่นี้อายุน้อยกว่าความเป็นไทยสักสองสามปี นี่เป็นสิ่งสร้าง เป็นของใหม่ คุณยังจำไม่ได้เลยว่าเป็นของใหม่ ทีนี้สื่อจะทำอย่างไร สื่อเองอาจพยายามนำเสนอ คือคนจะเถียงกันเรื่องเพศไม่เป็นไร เหมือนอย่างดิฉันกับคุณหมอเดว แต่อย่าอ้างความเป็นไทย เพราะมั่ว อย่าไปลงข่าวให้มัน แต่คุณเปิดที่ให้เถียงกัน แค่คุณบอกว่ามันดีอย่างไร ให้เหตุผลมา ไม่ใช่เพราะว่ามันดีงามจากวัฒนธรรมไทย สื่ออย่ากระจายเสียงแบบจอมพล ป.มากเกินไปนัก

     นอกจากนี้ การเชื่อว่าโลกทางสังคมของเราคือสิ่งที่เราสมมติ ไม่ได้แปลว่ามีอวัยวะเพศแบบนั้น คุณจะกลายเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ขึ้นอยู่กับการปลูกฝังสั่งสอน จากที่ฟังหมอเดวพูดทำให้เราเห็นว่าคนเราถูกตีให้เป็นเพศหญิง ชาย และโลกมนุษย์ของเรา เราเชื่อว่ามนุษย์มีแค่สองเพศสภาพอย่างเคร่งครัดเท่านั้น แต่ถามว่าทุกท่านที่อยู่ที่นี่มีใครเป็นหญิงแท้หรือไม่ คุณอยู่กับความเป็นหญิงเป๊ะไม่ไหวหรอก มันบ้าตาย คุณไม่มานั่งอยู่แบบนี้ คุณต้องไปทำอย่างอื่น แกะสลัก ร้อยมาลัย แต่เราต่อรองความเป็นหญิงในระดับหนึ่งในเรื่องอาชีพ วิธีพูดจา ฯลฯ คุณออกมาจากท้องแม่พร้อมอวัยวะเพศแบบไหน คุณถูกจับใส่กรอบเพศสภาพแบบนั้น แล้วถูกกล่อมเกลาปลูกฝัง เช่น ถ้ามีจิ๋มต้องเจอสีชมพู
 
ความหลากหลายทางเพศไม่ใช่การเลียนแบบ แต่แสดงความเป็นมนุษย์
     แต่มีคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งเขารู้สึกว่าเขาไม่สามารถต่อรองกับเพศสภาพที่เขาเป็นได้ ไม่สามารถอยู่ในเพศสภาพที่เราจับใส่ได้ แล้วเดินข้ามเพศ ถ้าพูดเช่นนี้มันไม่มีสิทธิเรียกเพศที่สาม เพราะเป็นสิ่งสมมติ อะไรที่ไม่รู้จัก ไม่อยู่ในกรอบก็ใส่มันว่าเพศที่สาม ส่วน LGBT ความหลากหลายทางเพศ เป็นการเคลื่อนไหวของคนที่ต้องการที่ยืน ไม่ใช่การเลียนแบบบ้าๆ บอๆ แต่มันเป็นการฟอร์มตัวตนของความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่สิ่งผิดปกติ มันไม่ปกติเพราะอยู่ในกรอบที่คุณสมมติ

     มีคนถามว่า ทำไมต้องมานั่งพูดกันเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่มีเรื่องอื่นใหญ่กว่า ทำไมไม่ทำเรื่องสังคม การเมือง รัฐบาล อย่างที่คุณหมอเดวกับดิฉันพูดดูเหมือนคนละทาง แต่ทีนี้มันมาเจอกัน กลัวพวกเราฟังไม่ได้ยินที่เจอกันว่า จริงๆ มันมีฐานคิดของฝรั่งที่คิดว่าธรรมชาติของเราเป็นเช่นนี้ แต่มนุษย์อีกประเภทหนึ่งที่มองว่าที่สังคมการเมืองเราเป็นเช่นนี้ เพราะการเลี้ยงดูกล่อมเกลา การปลูกฝัง ปลูกสร้างในทางสังคม ดิฉันพูดเพื่อเสริมคุณหมอเดว ทำให้ดูเหมือนว่าอยู่คนละฝั่ง แต่แท้ที่จริงแล้ว มนุษย์ไม่สามารถจะควบคุมและเลือกทางเดินของตัวเองได้ทั้งหมด คือ การเลือกเป็นชีวิตของคุณ แต่ถูกจำกัดโดยอะไรก็ตามที่เรียกว่า Nurture อย่างคนข้ามเพศไม่พอใจกับเพศสภาพของเขา เขาเดินข้ามเพศ เขายังทำให้สองเพศสภาพยังอยู่ แต่ให้เห็นว่าเพศสภาพมันเลือกได้ แต่การเลือกของเขา เช่น จากชายเป็นหญิง นอกจากผ่าตัดแปลงเพศ และการใช้ฮอร์โมนตลอดชีวิต ทำให้เห็นว่ามันมีข้อกำจัดอยู่มากมายหลายประการ อยู่ในโลกที่เบลอๆ
 
สื่อต้องรายงานความแตกต่าง ไม่หาคำตอบสำเร็จรูป
     เช่นนี้จะเตรียมคนรุ่นใหม่อย่างไร คุณสังเกตไหมว่าคนที่นี้เป็นพันธมิตรในทางความคิดอยู่หลายเรื่อง แต่สามารถที่จะพูดไม่เหมือนกันแล้วทะเลาะ แต่ถกเถียงกันได้อย่างอารยะ ถามว่าเนื้อที่ในสื่อ เช่น มติชน คุณได้ให้ที่ของความแตกต่างนี้หรือไม่ สมมติคุณถูกสั่งให้รายงานเรื่องข้ามเพศ คุณจะพูดกับใครบ้าง ได้ความหลากหลาย ความแตกต่าง ในทางความคิดหรือเปล่า ซึ่งมาจากฐานที่ต่างกัน คนในสังคมไม่โง่นะ สื่อต้องมีความอดทน อยู่กับความแตกต่าง และพยายามรายงานความแตกต่าง เพราะนี่คือสังคมการเมืองของเรา ที่อยู่กับความคลุมเครือ กับการไม่มีคำตอบเดียวที่ชัดเจน ถ้าสื่อไม่ทำแล้วใครจะทำ นี่คือพื้นที่หลักที่จะสามารถทำให้คนได้แลกเปลี่ยน นำเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย อย่าหาคำตอบเดียวเป็นสูตรสำเร็จรูปเลย ถ้าอยากจะบอก เป็นคอลัมนิสต์ต้องให้เหตุผลว่าทำไมพูดแบบนี้ ซึ่งเชื่อมโยงกับสังคมการเมือง

     สังคมการเมืองไทยเราเข้าใจว่าอะไรสำคัญ การแก้รัฐธรรมนูญ? คุณต้องการให้มีรัฐธรรมนูญที่ดี การเมืองที่นิ่ง เพื่อที่คนจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขพอประมาณ เช่นนั้นพวกเราออกแบบโครงสร้างทางการเมืองเพื่ออะไร แต่คุณรายงานข่าวให้ความสำคัญการเมืองภาครัฐ ซึ่งตอบโจทย์อะไรของประชาชน คุณตรวจสอบนักการเมือง ในที่สุดแล้วเราอยากให้การเมืองดี เพราะให้คนดำรงชีวิตอย่างที่ควรเป็นหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นประเด็นที่เราคุยในวันนี้ กับประเด็นที่สะพานมัฆวาน เป็นเรื่องเดียวกัน อย่าดูแคลนเรื่องเล็กๆ แบบนี้ เรื่องนี้ไม่เล็กแต่เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่สะพานมัฆวาน การเมืองภาครัฐมีอยู่เพื่ออะไร ถ้าจะให้เชื่อมโยง โครงสร้างทางการเมืองมันปิดพื้นที่ เราไม่มีพื้นที่พูดเรื่องเซ็กส์ เราไม่เหลือที่ให้พูดเรื่องนี้ เราต้องการที่ๆ จะให้คนโต้เถียงกันได้

     ทั้งหมดนี้จะเป็นไปได้ ถ้าสังคมมีความหลากหลายและอยู่บนความแตกต่างหลากหลายนั้นได้ โดยบีบบังคับให้การเมืองภาครัฐต้องให้ที่กับความหลากหลายด้วย ไม่ใช่ให้คำตอบสำเร็จรูป
 
 
สุริยนต์
แนวคิดเรื่องเพศกระแสหลักเป็นปัญหา
      เมื่อก่อนไม่เคยตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรื่องเพศเป็นไปในทิศทางไหน ก็มีความคิดอย่างกระแสหลัก เช่น ผู้ชายต้องไม่ร้องไห้ ต้องเป็นผู้นำ ผู้หญิงต้องเป็นผู้ตาม เกิดมาแล้วต้องแต่งงาน ต้องมีเพศสัมพันธ์หลังแต่งงาน เราคิดว่ามันต้องเป็น และคิดว่ามันน่าจะเป็น ซึ่งเป็นกระแสหลักทั้งหมด จากความคิดแบบนั้นมันมีเรื่องที่เป็นปัญหา มีเรื่องที่ซ้อนอยู่เยอะมาก และนำพาปัญหามาสู่สังคมในปัจจุบัน เช่น เรื่องโรค บทบาททางเพศชายหญิง

      เรากำลังอยู่ในช่วงที่เปลี่ยนความคิดเรื่องเพศของคนไทย ทั้งนี้สื่อมวลชนจะทำอะไรได้ เราไม่ต้องคาดหวังว่าทำอันนี้ไปแล้วมันจะเปลี่ยน เนื่องจากว่าเรื่องนี้เป็นพฤติกรรม เป็นความเชื่อ ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย ทำไมไม่ฟันธงไปเลยว่าชายหญิงต้องทำอย่างไร เพราะมันไม่มีคำตอบที่ชัดเจนอย่างนั้น เราก็ไม่เคยตั้งคำถามนี้กับตัวเอง พอเราได้รู้แล้วเราจะรู้ว่ามันไม่ได้มีคำตอบทางนั้นทางเดียว

      เมื่อมันเป็นเรื่องใหม่ ทำอย่างไรที่เราจะเสนอความคิดใหม่ๆ ให้กับเยาวชน คิดว่ามี ๒ กลุ่มหลักๆ ที่เราต้องทำงานด้วย คือกลุ่มเยาวชนกับกลุ่มผู้ใหญ่ ที่มีความคิดแบบนั้นแน่ๆ ที่ผู้หญิง ผู้ชายต้องเป็นแบบนั้น ซึ่งในมุมผู้ใหญ่เป็นเรื่องหนักมากที่ให้เขามีมุมมองใหม่ๆ เรื่องเพศขึ้นมา
 
สื่อตอกย้ำบทบาททางเพศ
     สื่อมีบทบาทในการตอกย้ำว่าบทบาททางเพศเป็นแบบนี้ ที่ผู้หญิงต้องสวย ผู้หญิงต้องเซ็กซี่ ยั่วยวน สื่อมีช่องทางในการเสนอความคิดแบบนี้อยู่ ทีนี้ถ้าเราคิดว่ามันไม่ใช่ ก็ไม่ควรตอกย้ำภาพแบบนี้ เหมือนเดินตามความคิดนั้นเรื่อยๆ เช่น ผู้หญิงต้องเดินตาม ผู้หญิงต้องอาศัยความเป็นเพศหญิงมาต่อรองให้มากที่สุด สื่อมวลชนน่าจะเห็นว่ามันมีอื่นๆ ที่เราจะต้องเข้าใจและรู้จักให้มากขึ้น เช่น คนเกิดมามีจู๋ หรือมีจิ๋ม ก็บอกว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย มันมีตั้งหลายแบบ ไม่ใช่เรื่องของสรีระ แต่เป็นเรื่องของจิตใจ เป็นเรื่องความรู้สึกของคนที่ต้องมีที่ยืน ควรดำรงตัวอย่างไร ถ้ามองในแง่ของสื่อมวลชนแล้วก็น่าเป็นห่วง ถ้าเรื่องแบบนี้ถูกตอกย้ำเรื่อยๆ

     ในการทำงานของสื่อ เราคงจะต้องรอบด้านให้มากขึ้น และประเมินให้มากที่สุดว่า สิ่งที่เรานำเสนอไปจะไปตกที่ใครหรือเปล่า มันจะเป็นผลดีต่อภาพรวมของสังคมจริงไหม หรือว่าแค่ชั่วครู่ชั่วยาม หรือว่าที่สุดแล้วแรงเหวี่ยงจะไปอยู่ที่ฝั่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราต้องมีองค์ความรู้เพื่อประเมินสถานการณ์หรือข่าวของเราได้ เราจะตกเป็นเครื่องมือของใครหรือเปล่า เราจะต้องรอบรู้ ทันกับสถานการณ์สื่อหรือเปล่า

     ส่วนในเรื่องของการเตรียมเด็ก ผมคาดหวังอยู่ ๓ เรื่อง คือ ๑.ในเรื่องของสรีระของเยาวชน ที่ยังไม่ค่อยแม่น เป็นจุดๆ ไป แต่ภาพรวมที่สัมพันธ์กันยังไม่ค่อยได้ ถ้าเราให้เด็กของเราชัดเจน และรอบรู้ทุกอย่างในเรื่องของเพศ เรื่องของสรีระ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราสบายใจ ๒.เรื่องเพศสภาพ ความเป็นชายหญิง ความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง การวางบทบาทระหว่างกันให้ดีที่สุดว่าแค่ไหน อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องยากอยู่เหมือนกันและไม่อาจปรากฏได้ว่าเป็นอย่างไหน และเรื่องของสังคม ที่ไม่ได้มีแค่เธอกับฉันสองคน ยังมีพ่อแม่

     เรื่องเพศไม่สามารถทำงานด้านเดียวได้ ต้องไปด้วยกัน ทั้งกลุ่มเยาวชนและผู้ใหญ่ เพราะผู้ใหญ่ก็มีผลต่อเรื่องนี้เยอะเหมือนกัน การทำงานด้านเดียวจะเกิดแรงงัด ถ้าเราทำให้ทั้งผู้ใหญ่และเยาวชนทำงานไปได้พร้อมๆ กันก็จะง่ายขึ้น
 
นพ. สุริยเดว
ครอบครัวศึกษา ครอบคลุมบทบาททางเพศ เพศศึกษา และทักษะชีวิต
     ในแง่ของทางการแพทย์ การมีเซ็กส์ในช่วงวัยรุ่นมีปัญหา ปัญหาอันหนึ่งก็คือเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ยิ่งมีเซ็กส์ในช่วงที่เริ่มต้นมีประจำเดือน โดยเฉพาะใน ๒ – ๓ ปีแรก กว่าร้อยละ ๕๐ ของกลุ่มนี้มีเชื้อมะเร็งปากมดลูกโดยไม่แสดงอาการ และยังมีเชื้อหนองในแท้ หนองในเทียม เพราะฉะนั้นไม่ได้มีแค่ปัจจัยทางสังคมจะมาวิเคราะห์เรื่องเพศวิถี ต้องดูปัจจัยทางชีวภาพด้วยว่ามีเพศสัมพันธ์เมื่อไม่พร้อม ไม่พร้อมอย่างไร วัดอุณหภูมิอย่างไร แล้วถ้าคู่นอนสำส่อน ไม่ได้ขลิบปลาย ถ้าเราปล่อยให้มีกระบวนการแบบนี้แล้วขาดการป้องกันเรื่อยๆ อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย

     ถ้าพูดถึงคำว่าเพศศึกษาในทางการแพทย์คือครอบครัวศึกษา แต่มี ๓ องค์ประกอบมาเกี่ยวเนื่องกันและสัมผัสใกล้ชิด คือ ๑.การรับรู้บทบาท บทบาทชาย บทบาทหญิง ลักษณะพ่อแม่ ซึ่งเด็กควรได้รับการเรียนรู้ไปด้วย เด็กที่อายุเกิน ๓ ปี ส่วนใหญ่สามารถกำหนดเพศของตัวเองได้แล้ว หมวดที่ ๒ คือเพศศึกษา แยกออกเป็น ๒ ด้าน ที่ครูถนัดมากเรื่องกายสรีระ อวัยวะเพศชาย หญิงเป็นอย่างไร แต่เด็กไม่สนใจว่าเป็นอย่างไร มีแต่อยากรู้พฤติกรรมทางเพศ ซึ่งเป็นอีกหมวดหนึ่ง หมวดที่ ๓ คือ ทักษะชีวิต เช่น แม่ของเด็กผู้หญิงอายุ ๑๕ ปี มาหาหมอ แล้วเอายาคุมกำเนิดวางบนโต๊ะ บอกหมอช่วยซักให้ทีว่าลูกมีเพศสัมพันธ์ไปหรือยัง โดยอาศัยหมอให้ซักประวัติ จนคุยกันไปมาเลยรู้ว่าเด็กไม่เคยคิดที่จะปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย ทำให้เห็นทักษะการคบเพื่อนของเด็ก บทบาทชายหญิง และที่ไม่รู้คือความกล้าในการปฏิเสธ

     อย่างการศึกษาของสหรัฐอเมริกา เรื่อง abstinance only Program ตอนนี้กำลังล้มเหลว เพราะปรากฏว่ารัฐแคลิฟอเนียไม่ยอมรับ abstinance (รักนวลสงวนตัว) program และเขาก็เริ่มพบปัญหาสองสามอย่าง เช่น นิยามเรื่องรักนวลสงวนตัวมีปัญหา ถ้ากอดจูบกันเป็นรักนวลสงวนตัวหรือไม่ หรืออวัยวะเพศชายสอดใส่เพศหญิงเอาแค่ไหน และงานวิจัยใน ๒ – ๓ ปีที่ผ่านมาเกือบ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของวัยรุ่นอเมริกันทำออรัลเซ็กส์

     ถ้าเกิดว่าเราจะแก้ปัญหารอบด้าน ถ้าใช้กลยุทธ์เดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จึงถึงเวลาแล้วที่จะมีการบริหารจัดการเรื่องเซ็กส์ (Sex Management) ด้วย โดยมี ๔ กลยุทธ์ด้วยกัน จริงๆ แล้วต้องมีกลยุทธ์ที่ ๕ เข้ามาด้วยในต่างประเทศ อย่างในประเทศเนเธอร์แลนด์บอกว่าวันที่วัยรุ่นมีความต้องการทางเพศถือว่าเขามีวุฒิภาวะแล้ว

     กลยุทธ์ที่ ๑ คือทำอย่างไรให้บีบความสนใจของวัยรุ่นจากความหมกมุ่นทางเพศ เพราะทุกวันนี้ไม่มีกิจกรรมสร้างสรรค์ให้เยาวชน เมื่อไหร่ที่เราเห็นภาพกระตุ้นอารมณ์ขึ้นมา มันต้องมีอารมณ์ทั้งนั้น ถ้ามีฮอร์โมนเพศ ทำอย่างไรให้เขาหลีกหนีปัญหาได้ ต้องมีกิจกรรมทางเลือก เพื่อลด เบี่ยงเบนความสนใจจากเดิมๆ ๒.เราควรจะมีหลักสูตรครอบครัวศึกษาแยกออกมาจากหลักสูตร ที่ต้องแยกออกมา เพราะเมื่ออยู่กับสุขศึกษา ครูที่ถนัดเพศศึกษาก็จะสอน ครูที่ไม่ถนัดก็ไม่สอน แต่ถ้าแยกออกมากระทรวงก็จะจัดงบประมาณลง

     นอกจากนี้ ทำไมต้องมาสนใจเรื่องเพศ ไม่มีเรื่องอื่นสนใจหรืออย่างไร มันมีข้อมูลอยู่ว่า พฤติกรรมเสี่ยง ๓ ลำดับแรกของเยาวชนคือ ๑.แอลกอฮอล์ ๒.เพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย โดยสถาบันวิจัยประชากรก็รวบรวมไว้ ซึ่งสอดคล้องกับ ๓ ลำดับแรกของสาเหตุการตายของวัยรุ่นไทย อันดับแรกคืออุบัติเหตุ และครึ่งหนึ่งในนั้นคือเรื่องแอลกอฮอล์ ส่วนอันดับ ๓ คือการฆ่าตัวตาย
 
เด็กไม่ใช่ผ้าขาว แต่เป็นผ้าสีพื้น ๙ สี
     ส่วนเรื่องของการแก้ปัญหาเยาวชนนั้น มันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว เพราะนั่นคือคน ความต้องการของคนไม่เหมือนกัน เรามักเข้าใจว่าเด็กคือผ้าสีขาว คำตอบคือไม่ใช่ มันมีลักษณะเป็นผ้าสีพื้น ที่มี ๙ สีสัน ทำไมเป็น ๙ ทำไมไม่เป็น ๑๐ เพราะมีทฤษฎีทางจิตวิทยาที่คิดวิเคราะห์จากพฤติกรรมของคน ซึ่ง ๙ สีก็อยู่ที่การแต่งแต้มเติมสีสัน เพราะฉะนั้นคนแต่ละคนจะไม่เหมือนกันเลย จะไม่มีฟันธงเป๊ะว่าทำแบบนี้แล้วใช่เลย เป็นสูตรสำเร็จ แค่ครอบครัวยังไม่เหมือนเลย ยังมีทั้งครอบครัวที่มีความรู้ ไม่มีความรู้ หรือมีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด หรือไม่สมควรเป็นพ่อแม่ ซึ่งนั่นคือการบริหารจัดการเรื่องเซ็กส์

     เรื่องเพศที่สามมี ๒ แบบ คือ Transexualism กับ Homosexualism ที่เหลือเป็น Transgender กลุ่มแรกคือ Transexualism มีความผิดปกติที่กรรมพันธุ์มีปัญหา คือมีทั้งอวัยวะเพศชายและหญิงอยู่ในคนเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่ามันก็มีความสับสน ก็นำไปสู่กระบวนการเพศที่ ๓ เกิดขึ้น ทำนองเดียวกันก็มีความผิดปกติทางจิตของคนพวกนี้ เมื่อไปจนอายุ ๓ – ๔ ปี เพราะยังไม่รู้เลยว่าเพศชายเป็นแบบไหน เพศหญิงเป็นแบบไหน พวกนี้เวลาเติบโตขึ้นมาก็อยากผ่าตัดแปลงเพศอย่างแน่นอน เพราะมีความผิดปกติตั้งแต่ฐาน

     แต่กลุ่มที่ ๒ กลุ่ม Homo sexuality อันนี้มีฐานคิดทฤษฎีที่ถูกพูดถึงบ่อยๆ อันหนึ่งคือ ทฤษฎีของซิกมันด์ ฟรอยด์ และอีกทฤษฎีหนึ่งคือ กลัว เช่น เด็กผู้ชายกลัวตัวเองมีส่วนเกิน ต้องไปคลอเคลียกับคุณแม่ เพื่อที่จะสร้างสัมพันธภาพกับคุณแม่ เพื่อปกป้องตัวเอง แต่เมื่อไหร่ที่รู้ว่าพ่อกับแม่รักกัน แล้วแม่ไม่รักพ่อ แล้วเขาเห็นภาพของพ่อเป็นแบบนี้ สุดท้ายเด็กก็จะลอกเลียนแบบพฤติกรรมของพ่อ ในขณะเดียวกันผู้หญิงก็เหมือนกัน ถ้าตรงนี้มีความผิดปกติไป เช่น พ่อดุดันเกินไป ดุชนิดที่ติดฝาผนังฝังดิน ไม่กล้าสบตา ถ้าสบตาจะติดฝาผนัง เด็กกลัวมาก หวาดระแวง หรืออีกอย่างคือพ่อหาแบบฉบับของความเป็นพ่อไม่ได้เลย ก็เป็นปัญหา อย่างนี้เป็นแรงสะสม พอนานๆ ไปยิ่งมีตัวกระตุ้นเข้ามา อาจทำให้เบี่ยงเบนทางเพศได้ นั่นเรียกว่า Homo Sexuality แต่ทำไมกลุ่มพวกนี้ถึงไม่มีพื้นที่ให้แสดงออก ไม่มีทางเลือกให้แสดงออก จึงต้องยกตัวเองให้คนในสังคมเห็นบ้าง ให้เพื่อนยอมรับ ดังนั้นจึงต้องมีปัจจัยทางสังคมมาสนับสนุน ส่วนกลุ่มที่ ๓ ที่เป็นยังไงก็ได้ ชายก็ได้ หญิงก็ดี อันนั้นคือ Bisexual

     โครโมโซมที่มีคือจะมีแค่ X กับ Y แต่สิ่งที่พบคือเมื่อไหร่ที่ทำให้ผิดธรรมชาติมากจะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เช่น ผมต้องการที่จะเป็น Transgender ก็ใส่ฮอร์โมนเข้าไป สุดท้ายเซลล์ต่างๆ ในร่างกายมันรับไม่ได้ และปรากฏเป็นโรคต่างๆ ผลตั้งต้นมันมีแค่ XX กับ XY มันไม่มีอย่างอื่น ตัวโครโมโซมของมนุษย์เป็นตัวที่ทำให้เกิดการสร้างมดลูก สร้างรังไข่ อวัยวะทางเพศ แน่นอนว่าในขณะที่มีกระบวนการแบบนี้เกิดขึ้น พอมันกลายพันธุ์ เลยมี Transexualism นี่คือปัญหา ปัจจุบันมันอาจมีมากกว่า XX กับ XY แต่มันไม่ใช่ธรรมชาติ (nature) เป็น nurture (การเลี้ยงดู) เกิดจากสิ่งแวดล้อม

     เราจึงต้องพูดคุยกันถึงเรื่องการรณรงค์จัดการเรื่องเซ็กส์ ในทางการแพทย์ การให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับวัย และการให้คำแนะนำล่วงหน้า คือ เราจะอาศัยข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การเข้าสู่วัยรุ่นเร็วขึ้น ค่าเฉลี่ยของอายุที่เริ่มต้นมีเพศสัมพันธ์เปลี่ยนไป ดังนั้นข้อมูลบางอย่างก็ต้องมีให้ก่อนที่จะไปถึงตอนนั้น เช่น ระดับประถมก็ควรเรียนรู้กระบวนการป้องกัน เรื่องถุงยางอนามัย เพราะข้อมูลล่าสุดปีที่แล้วพบว่าอายุเด็กมีเพศสัมพันธ์ต่ำสุดคือ ๙ ปี เฉลี่ย ๑๖ ปี ดังนั้นตัวหลักสูตรหรือการเตรียมความพร้อม ทัศนคติ วัยรุ่นตอนต้นควรเรียนรู้สิ่งเหล่านี้แล้ว เป็นฐานคิดโดยให้คำแนะนำล่วงหน้าผ่านการสำรวจเชิงข้อมูลสถิติ
 
สื่อเป็นแรงเสริมลบโดยไม่รู้ตัว
     นอกจากนี้ แรงเสริมลบ จากเหตุการณ์ที่ภาคอีสาน ที่มีการประกวดเวทีสุพรรณหงส์ ที่มีดาราทำนมหก แต่งตัวไม่เหมาะสม แล้วสื่อก็ประโคมข่าว แม้กระทั่งห้องสมุดนคร ที่มีปัญหาเกิดขึ้น หรือวิ่งแก้ผ้าที่อนุสาวรีย์ชัย กรณีต่างๆ เหล่านี้คือแรงเสริมลบ กระบวนการวินัยเชิงบวกมี ๒ ทาง อันที่ ๑ คือการลงโทษ อันที่ ๒ คือแรงเสริม โดยที่การลงโทษเป็นการลงโทษแบบสร้างสรรค์กับไม่สร้างสรรค์ การลงโทษไม่สร้างสรรค์ เช่น เอ็งแรงมาก็แรงไป เอ็งด่ามาก็ด่าไป ซึ่งคนส่วนใหญ่ทำแบบนี้ การลงโทษแบบสร้างสรรค์ คือ จำกัดในสิ่งที่เขาควรจะมี เช่น คนที่เป็นไอดอลแต่ไปทำเสียหายขึ้นมา ก็ให้พักการแสดง

     ถ้าแรงเสริมบวกคือบวกมาบวกไป ทำดีได้ดี ถ้าคนนี้ทำดีสังคมก็ชื่นชม แต่บวกลบเราไม่รู้จัก ก็คือแรงเสริมลบ ถามว่าปัจจุบันนี้สื่อมวลชนอีกหลายสื่อมวลชนเลยตกอยู่ในกลุ่มแรงเสริมลบ เรานึกว่าเรากำลังรายงานข้อเท็จจริงเพื่อตรวจสอบสังคม แต่ไม่รู้ว่าต้องเป็นเครื่องมือแรงเสริมลบของกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ ดารายังมีอีกหลายคนที่อยากจะยกตัวให้สังคมเห็น เราก็รายงานเช้า สาย บ่าย เย็น เต็มไปหมด จนกลายเป็นแรงเสริม ถามว่าเขาหยุดพฤติกรรมไหม ไม่หยุด โดยที่สื่อก็เข้าใจว่าได้ลงโทษเขาแล้ว แต่จริงๆ ไม่

     สมมติผมเป็นครู ก็มีเด็กคู่หนึ่งคุยกันขึ้นมาเพราะเบื่อวิชานี้เต็มที่ ผมในฐานะที่เป็นครูก็ไล่เด็กพวกนี้ออกไปนอกห้อง ปรากฏว่านอกห้องมีบรรยากาศที่สนุกสนานมากเลย มีเด็กเล่นบาส พวกนี้ก็ไปชะเง้อมอง คนสอนข้างในก็สอนไปซิ ถามว่าชั่วโมงถัดไปคู่นี้จะคุยกันต่อไหม เพราะมันเบื่อวิชานี้เต็มที มันก็คุยกันเหมือนเดิม ตัวครูนึกว่าลงโทษไปแล้ว แต่กลายเป็นแรงเสริมลบขึ้นมา เขาเรียกว่า Negative reinforcement อยากสะท้อนให้สื่อมวลชนเห็นว่า ยิ่งเราเสนอข่าวประโคมแบบนี้ยิ่งเป็นแรงเสริมลบ และมันจะมีให้เห็นถี่ขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเด็กที่ร้องอาละวาด แล้วได้อย่างใจเรื่อยๆ
 
ข่าวร้ายทำให้ภูมิคุ้มกันทางสังคมบกพร่อง
     สื่อมวลชนทุกวันนี้คือสภากาแฟประเทศไทย เป็นผู้นำที่จะชวนชาวบ้านคุยเรื่องอะไรในแต่ละวัน ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ๒ ใน ๓ หรือร้อยละ ๖๐ ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต เวลากระบวนการต่างๆ เหล่านี้มันมีความหมาย อย่างการนำเสนอข่าวร้ายตลอดเวลา ทั่วทั้งพื้นที่ของหน้าหนังสือพิมพ์ เราเหมือนชวนชาวบ้านคุยแต่เรื่องความผิดหวัง การจับผิด และปัจจัยเสี่ยง และยิ่งไม่เหลือพื้นที่ดีไว้เลย ลองนึกสภาพของประชาชนในประเทศที่กำลังบริโภคสื่อว่าจะเป็นแบบไหน

     หรือเรานั่งทำงาน วันๆ มีแต่ข่าวร้าย ทุกวัน น้ำมันขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน ภาพลบๆ แล้วไม่เหลือเรื่องบวกให้เสนอไว้เลย ทั้งๆ ที่มีเรื่องที่ดี สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นความงดงามที่ควรนำเสนอออกไปด้วย การนำเสนอแต่ภาพลบมันจะทำให้สังคมป่วย จนแทบจะหาที่ยืนไม่ได้ ภูมิคุ้มกันบกพร่องทางสังคม หรือภาพข่าวที่มีความรุนแรง เช่น ภาพข่าวคลิปตบตี เห็นวิธีการกระชากยังไง จิกหัวลากมาตบ แล้วไม่ได้บอกทีเดียว วิธีการเรียนรู้ของมนุษย์เกิดการซ้ำเดิม จนทำให้เกิดความเคยชิน จนคิดว่านี่เป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคม หรือแม้กระทั่งความหวาดผวา มันคือสิ่งที่เกิดขึ้น หรือการลดการอยากช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งมันน่ากลัว จะกลายเป็นสิ่งปกติ นี่คือสิ่งที่บอกว่าเราตรวจสอบสังคมได้ แต่กระบวนการต้องมีเทคนิคการตรวจสอบ รายงานข้อเท็จจริงไป ซึ่งสังคมก็รับรู้ว่ามีเหตุแบบนี้เกิดขึ้น